เพราะผลิตขึ้นจากการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เหรียญรางวัลเหล่านี้มีความยั่งยืน 100% และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ใช่เพราะความกรุณาของประชาชนชาวญี่ปุ่น Reason to Read เพราะผลิตขึ้นจากการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เหรียญรางวัลเหล่านี้มีความยั่งยืน 100% และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ใช่เพราะความกรุณาของประชาชนชาวญี่ปุ่น เหลือเวลาอีกแค่ 1 ปีเท่านั้น! เราก็จะได้ชมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 32 ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยล่าสุดคณะกรรมการจัดการแข่งขันก็ได้เผยโฉมหน้าตาของเหรียญรางวัลที่จะมอบให้นักกีฬาผู้ชนะแต่ละประเภทแล้ว ซึ่งความพิเศษที่ต้องนำมาพูดถึงก็คือ การใช้ขยะรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบในเหรียญรางวัล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 32 หรือเรียกอีกชื่อคือ ‘โตเกียว 2020’ ได้ปล่อยภาพเหรียญรางวัลที่จะใช้มอบให้นักกีฬาผู้ชนะการแข่งขันแต่ละประเภท โดยเจ้าของดีไซน์คือ จุนอิจิ คาวะนิชิ ที่เอาชนะผลงานออกแบบกว่า 400 ผลงานมาได้ ด้วยแบบเหรียญที่มีรูปเทพีไนกี้ของกรีกซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะประดับอยู่บนพื้นหลังที่เป็นสนามกีฬาพานาธิเนอิก ที่ใช้จัดกีฬาโอลิมปิกครั้งแรก โดยตัวเหรียญมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 85 มิลลิเมตร เหรียญทองทำจากทองกว่า 6 กรัม ชุบเงินบริสุทธิ์ เหรียญเงินทำจากเงินแท้ และเหรียญทองแดงที่มีทองแดงผสมอยู่ 95% สิ่งที่ทำให้เหรียญรางวัลครั้งนี้พิเศษกว่าปกติ ก็เพราะการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้แล้ว (อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์) มาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเหรียญด้วย โดยแคมเปญนี้มีชื่อว่า […]Read More
สมัยนี้วิทยาการด้านทันตกรรมก้าวหน้าไปมาก ทำให้แทบแยกไม่ออกระหว่างฟันปลอมกับฟันแท้ แล้วถ้าเป็นยุคก่อนที่จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างทุกวันนี้ล่ะ มนุษย์แก้ปัญหานี้อย่างไร? ทุกวันนี้เราอาจจะเห็นคนใส่ฟันปลอมกันจนเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งฟันปลอมนอกจากจะช่วยทำหน้าที่แทนฟันแท้ๆ ที่หลุดไปแล้วในการเคี้ยวอาหารแล้ว ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้ผู้ที่ใส่ฟันปลอม ยิ่งสมัยนี้วิทยาการด้านทันตกรรมก้าวหน้าไปมาก ทำให้แทบแยกไม่ออกระหว่างฟันปลอมกับฟันแท้ แล้วถ้าเป็นยุคก่อนที่จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างทุกวันนี้ล่ะ มนุษย์แก้ปัญหานี้อย่างไร? เรื่องที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ อาจจะฟังดูสยองอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย โดย เมื่อปี ค.ศ.2010 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปิซา ประเทศอิตาลี ได้ทำการขุดค้นลึกลงไปที่ก้นสุสานของหอสวดมนต์ซานฟรานเซสโก ในเมืองลุกกา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่ฝังศพของตระกูลนักธุรกิจผู้มีอำนาจและมีบทบาทสำคัญทางการเมือง สิ่งที่นักวิจัยค้นพบในสุสานแห่งนี้ นอกเหนือจากโครงกระดูกกว่า 200 โครงแล้ว ยังพบแผงฟันชุดหนึ่ง ลักษณะเป็นฟันมนุษย์ 5 ซี่ติดอยู่กับแถบโลหะผสมระหว่างทองคำ เงิน และทองแดง คาดว่าเป็นฟันปลอมสำหรับสวมขากรรไกล่าง มีอายุอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 หรือที่เรียกว่าสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ที่บอกว่าสยองก็เพราะแผงฟันปลอมที่ถูกค้นพบนั้นทำมาจากฟันของมนุษย์จริงๆ หรือฟันของศพ และนักวิจัยยังเชื่อกันว่าฟันเหล่านี้มีแหล่งที่มาต่างกันเพราะแต่ละซี่มีขนาดและความสมมาตรไม่เท่ากัน และเมื่อนำไปทำการตรวจด้วยการเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ก็พบว่ามีคราบหินปูนเกาะอยู่บนฟัน ซึ่งหมายความว่าแผงฟันปลอมนี้ถูกใช้งานจริงๆ มาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีเพียงเอกสารที่กล่าวถึงการทำฟันปลอมในลักษณะดังกล่าว แต่ไม่เคยมีใครค้นพบหลักฐานจริงๆ เลยสักครั้ง จึงทำให้นักวิจัยยกให้การค้นพบครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์ทันตกรรมที่ประเมินค่าไม่ได้ จริงๆ แล้วในประวัติศาสตร์ มนุษย์ใช้ฟันปลอมที่ทำจากวัสดุต่างๆ มากมาย […]Read More
สาเหตุที่ยีนนี้หายไปก็เพราะมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์หรือมีวิวัฒนาการ เพราะหากเป็นบรรพบุรุษของเราเมื่อ 2-3 ล้านปีก่อนจะยังคงพบยีนชนิดนี้อยู่ และในยีนจะมีโมเลกุลน้ำตาลกรดไซอะลิกที่เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งทำให้โอกาสเกิดโรคหัวใจน้อยลง Reason to Read สาเหตุที่ยีนนี้หายไปก็เพราะมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์หรือมีวิวัฒนาการ เพราะหากเป็นบรรพบุรุษของเราเมื่อ 2-3 ล้านปีก่อนจะยังคงพบยีนชนิดนี้อยู่ และในยีนจะมีโมเลกุลน้ำตาลกรดไซอะลิกที่เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งทำให้โอกาสเกิดโรคหัวใจน้อยลง โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือนกันยายน 2561 ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหัวใจประมาณ 430,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วโลก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นก็อาจไม่ใช่เรื่องปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะยีนที่หายไปจากร่างกายมนุษย์เมื่อ 3 ล้านปีก่อน สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นก็คือ อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ โรคอ้วน หรือนิสัยการกินอาหาร ฯลฯ ทว่ามีผู้ป่วยโรคหัวใจครั้งแรกจำนวน 15% ที่ไม่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมาเลย กลุ่มนักวิจัยจึงทำการศึกษา โดยเทียบดูกับลิงชิมแปนซีที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่นเดียวกัน ทว่าลิงเหล่านั้นกลับพบโรคหัวใจได้น้อยมาก แม้บางตัวจะมีปัจจัยเสี่ยงอย่างคอเรสเตอรอลหรือความดันด้วยก็ตาม ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เชื่อว่าเนื่องจากยีน CMAH ที่ยังคงอยู่ในร่างกายลิง แต่ไม่พบในร่างกายของมนุษย์ปัจจุบัน สาเหตุที่ทำให้ยีนนี้หายไปเนื่องจากมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์หรือมีวิวัฒนาการ หากเป็นบรรพบุรุษของเราเมื่อ 2-3 ล้านปีก่อนจะยังคงมียีนชนิดนี้อยู่ และในยีนก็จะมีโมเลกุลน้ำตาลกรดไซอะลิกที่ชื่อว่า Neu5Gc ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โอกาสเกิดโรคหัวใจลดน้อยลง โดยนักวิจัยได้คำตอบจากการดัดแปลงหนูทดลองให้มียีนใกล้เคียงกับมนุษย์ ด้วยการนำโมเลกุลน้ำตาลดังกล่าวออก ผลลัพธ์ที่ได้คือ […]Read More
หากเป็นเมื่อก่อน บริษัทสัญชาติอเมริกาจะสามารถซื้อของกับ Alibaba.com ได้เท่านั้น (ไม่อนุญาตให้ลงขาย) แต่ล่าสุด อาลีบาบาตัดสินใจเปิดแพลทฟอร์มให้กลุ่มธุรกิจจากสหรัฐฯ สามารถลงขายสินค้าได้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าคู่แข่งคนสำคัญก็คือ Amazon.com ที่เป็นแพลทฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เช่นเดียวกัน แล้วเป็นดังนี้ใครจะชนะ? Reason to Read 1 ใน 3 ของผู้ซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อาลีบาบาอยู่ในประเทศสหรัฐฯ ส่วนบริษัทผู้ขายกว่า 95% เป็นบริษัทสัญชาติจีน ซึ่งเหตุผลที่อาลีบาบายอมให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมาขายสินค้าแข่งกับบริษัทจีนก็เนื่องมาจาก การเติบโตของธุรกิจแบบ B2C นั้นน้อยกว่าแบบ B2B ถึง 5 เท่า!! ต้องบอกเลยว่าเว็บไซต์แอมะซอน (Amazon) ที่ก่อตั้งโดย เจฟฟ์ เบโซส์ และเว็บไซต์อาลีบาบา (Alibaba) ที่ก่อตั้งโดย แจ็ก หม่า เป็นสองแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงทำให้สองเว็บไซต์นี้เป็นคู่แข่งของกันและกันไปแบบกลายๆ ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของเว็บไซต์อาลีบาบา ก็อาจทำให้เว็บไซต์แอมะซอนต้องเริ่มระวังตัวขึ้นมาสักหน่อยแล้ว เมื่อวันอังคาร (23 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เว็บไซต์อาลีบาบาประกาศว่า อนุญาตให้บริษัทสัญชาติอเมริกันขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของตนได้ จากเดิมที่บริษัทในอเมริกาสามารถซื้อสินค้าจากอาลีบาบาได้เพียงอย่างเดียว โดยอาลีบาบาจะเน้นการซื้อขายไปที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้กลุ่มธุรกิจนี้ขายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งต่างจากแอมะซอนที่เน้นการขายสินค้าจากบริษัทขนาดใหญ่ไปสู่กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กกว่าลงมา […]Read More
เห็นด้วยไหมว่าควรจะเรียกซีอิ๊วดำมากกว่านะ เพราะสีของมันนั้นไม่ได้ขาวเหมือนชื่อเลย เอาจริงๆ คือสีดำด้วยซ้ำ แล้วเพราะอะไรเราถึงเรียกกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าซีอิ๊วขาว? ซีอิ๊วขาว เครื่องปรุงที่แม้ไม่ได้ถือกำเนิดมาในครัวไทยแต่ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงสามัญประจำครัวไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นครัวที่บ้าน ครัวร้านอาหาร หรือครัวที่ไหนๆ เป็นต้องมีไว้เหยาะเพื่อเพิ่มรสชาติและความหอมให้กับอาหารกันทั้งนั้น แต่เห็นด้วยไหมว่าควรจะเรียกซีอิ๊วดำมากกว่านะ เพราะสีของมันนั้นไม่ได้ขาวเหมือนชื่อเลย เอาจริงๆ คือสีดำด้วยซ้ำ แล้วเพราะอะไรเราถึงเรียกกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าซีอิ๊วขาว? ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องราวของซีอิ๊วให้ฟังพอเป็นความรู้ก่อน หลายคนฟังจากชื่อก็น่าจะรู้แล้วว่าต้นกำเนิดของซีอิ๊วมาจากประเทศจีน โดยคำว่า ‘ซีอิ๊ว’ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว คนจีนใช้ซีอิ๊วเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสเค็มมาช้านาน ก่อนจะเป็นที่นิยมทั่วโลกและเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงสูตรไปเรื่อยๆ ทั้งเพิ่มทั้งลดวัตถุดิบต่างๆ จนได้ซีอิ๊วที่หลากหลายรูปแบบออกไป และยังนิยมใช้เป็นน้ำจิ้มโดยเสิร์ฟพร้อมอาหารชนิดต่างๆ ซีอิ๊ว เป็นเครื่องปรุงที่ได้จากการหมักถั่วเหลือง ในบ้านเราแบ่งซีอิ๊วออกเป็น 4 ชนิดหลักๆ คือ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วดำเค็ม และซีอิ๊วดำหวาน จะเห็นว่ามีเพียงซีอิ๊วขาวเท่านั้นที่ถูกเรียกไม่เหมือนซีอิ๊วอื่นๆ ทั้งที่สีเหมือนกัน นั่นก็เป็นเพราะว่าคำว่า ‘ขาว’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสี แต่หมายถึงความบริสุทธิ์ ไร้สิ่งเจอปนต่างหาก บริสุทธิ์ยังไง ก็ตรงที่ซีอิ๊วขาวได้จากการหมักโดยไม่เติมสีและแต่งรสชาติเลย ได้จากการย่อยสลายโปรตีนของถั่วเหลือง หรือส่วนผสมของถั่วเหลืองกับแป้งข้าวสาลีหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ในพื้นที่ที่มีการควบคุมความชื้น ความสะอาด และอุณหภูมิที่เหมาะสม จนทำให้เกิดการย่อยสลายโปรตีนและแป้งออกมาเป็นน้ำตาลและกรดอมิโน ซีอิ๊วขาวจึงให้กลิ่นและรสชาติ เค็มและหวานอ่อนๆ นับเป็นเครื่องปรุงที่มีรสชาติแบบธรรมชาติและบริสุทธิ์ที่สุดนั่นเอง และที่เราได้ยินในโฆษณาซีอิ๊วขาวอยู่บ่อยๆ ว่า […]Read More
‘วันนี้วันพุธ’ ทำเอาทั้งเซ็งทั้งงงว่าทำไมร้านตัดผม (บางร้าน) ต้องปิดวันพุธด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะวันนั้นเจ้าของร้านไม่ว่างจริงๆ คำตอบก็คือร้านนั้นเขาถือเคล็ดตามความเชื่อโบราณที่บอกว่า ‘พุธห้ามตัดพฤหัสห้ามถอน’ เคยไหมที่ขับรถไปถึงร้านตัดผมกะจะไปทำสวยทำหล่อสักหน่อยแต่ดันเจอร้านปิด เพราะ ‘วันนี้วันพุธ’ ทำเอาทั้งเซ็งทั้งงงว่าทำไมร้านตัดผม (บางร้าน) ต้องปิดวันพุธด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะวันนั้นเจ้าของร้านไม่ว่างจริงๆ คำตอบก็คือร้านนั้นเขาถือเคล็ดตามความเชื่อโบราณที่บอกว่า ‘พุธห้ามตัดพฤหัสห้ามถอน’ เชื่อว่าคนไทยหลายคนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ก็คงเคยได้ยินคำพูดนี้เหมือนกัน แต่อาจจะยังไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่ชัด ซึ่งเหตุผลที่อธิบายเรื่องนี้มีอยู่หลายข้อเลย แต่ทุกๆ ข้อก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของความเชื่อล้วนๆ เหตุผลแรกว่ากันว่า สมัยก่อนพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางชั้นสูงที่อยู่ในรั้วในวัง เมื่อจะทำการปลงพระเกศา หรือภาษาชาวบ้านก็คือตัดผมนี่แหละ มักจะทำในวันพุธ และด้วยความที่คนไทยนั้นเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร การจะทำอะไรที่เป็นการตีตนเสมอท่านนั้นเป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง การตัดผมในวันเดียวกันจึงไม่มีใครกล้าทำกัน ในด้านความเชื่อ คนไทยสมัยก่อนก็เชื่อว่าถ้าสามัญชนคนใดตัดผมในวันเดียวกับพระเจ้าแผ่นดินจะถือว่าเอาบารมีไปเทียบกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะทำให้เคราะห์ร้ายหรือนำสิ่งไม่ดีมาสู้ตนได้เพราะมีบารมีน้อยกว่า อีกหนึ่งคำอธิบายถูกนำไปเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนไทยสมัยโบราณที่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งคนไทยถือว่าวันพุธเป็นวันเกษตร และเมื่อทำการเกษตรก็อยากให้พืชผลเจริญงอกงาม ดังนั้น การไป ‘ตัด’ อะไรก็ตามในวันพุธจึงถือว่าขัดแย้งกับการเจริญงอกงามของพืชผล จึงไม่นิยมทำการตัดใดๆ ในวันนี้ รวมถึงตัดผมด้วย บ้างก็เชื่อว่าสมัยก่อนเวลาจะประหารนักโทษด้วยการตัดหัว มักจะทำพิธีในวันพุธ คนโบราณจึงถือว่าห้ามตัดผมในวันพุธ เพราะเชื่อว่าเหมือนเป็นการโดนตัดหัวไปกับนักโทษด้วย นอกจากนี้ ตำรามหาทักษาในทางโหราศาสตร์ไทย ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวมอญ ได้กล่าวไว้ว่า “ในวันพุธ พระอังคารจะเป็นกาลกิณีจรของวันนั้น” ซึ่งคำว่า ‘กาลกิณี’ […]Read More
GM คุยกับ ‘ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ ว่าด้วยการเป็นนักการเมืองของคนรุ่น Millennials ว่าแตกต่างจากนักการเมืองรุ่นเก่าๆ อย่างไร สัมภาษณ์โดย ณัฐกานต์ อมาตยกุล ก่อนวันที่สมาชิกรัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรีเพียงสองวัน ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองของตัวเองระหว่างให้สัมภาษณ์กับ GM ว่า ตอนนี้ยังคิดทบทวนบทบาทตัวเองอยู่ แต่ยังบอกอะไรไม่ได้ “ถ้าพรรคชัด ผมก็ชัด” ผลปรากฏออกมาว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เทคะแนนให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ขัดกับคำมั่นที่อดีตหัวหน้าพรรคได้กล่าวไว้หนักแน่นก่อนเลือกตั้ง พริษฐ์ก็ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคทันที พริษฐ์เล่าว่าเขาสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ชอบอาสาเป็นตัวแทนกลุ่มทำงานต่างๆ รับหน้าที่เป็น ‘กระบอกเสียง’ให้กับคนอื่นๆ เมื่อได้ทุนไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมฯ อีตัน ก็เห็นแง่มุมที่ดีของสหราชอาณาจักร อย่างคุณภาพการศึกษาที่กระจายอย่างเท่าเทียมกันมากกว่า คุณภาพการรักษาพยาบาล และระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมกว่า ซึ่งไทยก็น่าจะพัฒนาตามอย่างได้ “การชอบเป็นตัวแทนและมุมมองที่เรามี และอยากจะพัฒนาประเทศ มารวมกันแล้วพบว่า อาชีพที่ตอบโจทย์ที่สุดคืองานการเมือง ก็เลยตัดสินใจเรียนด้านการเมือง ปรัชญา และเศรษฐศาสตร์ (Philosophy, Politics and Economics (PPE)) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด แล้วไปทำงานเป็นที่ปรึกษานโยบายให้รัฐบาลต่างประเทศ 3 ปี ก่อนที่จะกระโดดเข้ามาทำงานการเมืองไทย” […]Read More
KyoAni เป็นหนึ่งในบริษัทแอนิเมชันที่ได้รับการยอมรับว่ามีบรรยากาศน่าทำงานมากที่สุด ท่ามกลางบริษัทอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความกดดัน และเป็นบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนนักสร้างการ์ตูนเป็นรายเดือน ไม่ใช่จ่ายแบบเฟรมต่อเฟรมด้วย Reason to Read KyoAni เป็นหนึ่งในบริษัทแอนิเมชันที่ได้รับการยอมรับว่ามีบรรยากาศน่าทำงานมากที่สุด ท่ามกลางบริษัทอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความกดดัน และเป็นบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนนักสร้างการ์ตูนเป็นรายเดือน ไม่ใช่จ่ายแบบเฟรมต่อเฟรมด้วย เหตุการณ์ไฟไหม้สตูดิโอแอนิเมชั่น Kyoto Animation ในประเทศญี่ปุ่นที่กำลังพูดถึงกันอยู่ตอนนี้ เป็นเหตุการสังหารหมู่ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีของแดนอาทิตย์อุทัย โดยล่าสุดรายงานแจ้งว่ามีพนักงานเสียชีวิตแล้วจำนวน 33 ราย และอีก 35 รายได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้แฟนคลับของค่ายแอนิเมชันระดับต้นๆ ของประเทศต่างออกมาแสดงความเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะบริษัท KyoAni ผลิตผลงานดีๆ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้แก่พวกเขา Kyoto Animation หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า KyoAni ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 โดยคู่สามีภรรยา โยโกะ และ ฮิเดอากิ ฮัตตะ บริษัทโด่งดังจากผลงานผลิตแอนิเมชันคุณภาพสูงที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ แถมยังเป็นหนึ่งในบริษัทแอนิเมชันที่ได้รับการยอมรับว่ามีบรรยากาศน่าทำงานมากที่สุด ท่ามกลางบริษัทอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความกดดัน อีกทั้งเป็นบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนนักสร้างการ์ตูนเป็นรายเดือน ไม่ใช่จ่ายแบบเฟรมต่อเฟรมด้วย เราเชื่อว่า KyoAni เป็นหนึ่งในบริษัทแอนิเมชันที่ทำให้วงการการ์ตูนญี่ปุ่นเติบโตมาได้ไกล […]Read More
แม้แต่สำนวนไทยก็ยังมีการเปรียบเทียบคนช่างพูดว่า “พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง” แล้วสงสัยไหมว่า ทำไมนกแก้วถึงพูดได้ ทั้งที่สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่แสนรู้ไม่น้อยไปกว่านกเหล่านี้ก็ไม่เห็นจะพูดได้เลย ถ้าถามว่าสัตว์อะไรพูดได้ ทุกคนคงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “นกแก้ว” อย่างแน่นอน แม้แต่สำนวนไทยก็ยังมีการเปรียบเทียบคนช่างพูดว่า “พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง” แล้วสงสัยไหมว่า ทำไมนกแก้วถึงพูดได้ ทั้งที่สัตว์ชนิดอื่นๆ ที่แสนรู้ไม่น้อยไปกว่านกเหล่านี้ก็ไม่เห็นจะพูดได้เลย จริงๆ แล้วเสียงที่เราได้ยินว่านกแก้วพูดได้นั้น เป็นเพียงการเลียนเสียงเท่านั้น และสาเหตุที่มันสามารถเลียนแบบเสียงจนฟังดูเหมือนว่าพูดได้แล้วนั้นเป็นเพราะกล้ามเนื้อที่ควบคุมเสียงร้องในลำคอของมันมีพัฒนาการไปมากกว่านกทั่วไป ในลำคอที่ปกคลุมด้วยขนสีสันสดใสของนกแก้วจะมีอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า กล่องเสียงทราคีโอบรอนเคียล (Tracheobronchial) ซึ่งไม่มีในนกทั่วไป ประกอบกับลิ้นที่มีขนาดใหญ่กว่านกทั่วไปและเป็นสัตว์ที่ความจำดีมาก จึงทำให้มันสามารถจดจำคำพูดของมนุษย์และออกเสียงตามได้ นอกจากนี้ สัญชาติญาณการเอาตัวรอดก็มีส่วนทำให้นกแก้วสามารถเลียนเสียงได้ดี เพราะตามธรรมชาติแล้วนกแก้วเป็นสัตว์สังคม มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ตามกลุ่มที่พวกมันอาศัยอยู่ เมื่อมาอยู่ร่วมกับมนุษย์นกแก้วจึงเลียนเสียงมนุษย์เพราะนกแก้วคิดว่าถ้าเสียงเหมือนกัน เราคือเพื่อนกัน แต่นอกจากนกแก้วแล้วก็ยังมีนกอีกหลายชนิดที่มีความสามารถในการเลียนเสียง เช่น นกขุนทอง นกสาริกา นกเอี้ยงสีเทา นกหงส์หยก กา เป็นต้น ถึงนกเหล่านี้จะสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้อย่างใกล้เคียง แต่พวกมันก็ไม่ได้เข้าใจความหมายของคำที่เปล่งออกมา เพราะอย่างนี้คนโบราณถึงได้เปรียบคนที่พูดไม่รู้จักหยุด พูดเก่ง พูดไปเรื่อย แต่หาความไม่ได้ ว่า “พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง”Read More
เทคโนโลยีฝังไมโครชิปจะทำให้มนุษย์สามารถคิดและเรียนรู้ได้ฉลาดล้ำเหมือนกับปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการฝังชิปจิ๋วที่เป็นเส้นใยนำไฟฟ้าลงในเนื้อเยื่อสมองผ่านการเจาะกะโหลกศรีษะ Reasons To Read อีลอน มัสก์ บอกว่าเทคโนโลยีนี้พร้อมฝังลงในเนื้อเยื่อสมองมนุษย์ภายในปีหน้า แถมยังปลอดภัย ไม่เจ็บและง่ายเหมือนกับการทำเลสิค เทคโนโลยีฝังไมโครชิปจะทำให้มนุษย์สามารถคิดและเรียนรู้ได้ฉลาดล้ำเหมือนกับปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการฝังชิปจิ๋วที่เป็นเส้นใยนำไฟฟ้าลงในเนื้อเยื่อสมองผ่านการเจาะกะโหลกศรีษะ เมื่อหลายเดือนก่อนมีรายงานออกมาว่า บริษัท Neuralink กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่จะทำให้มนุษย์ฉลาดเท่าทันปัญญาประดิษฐ์ได้ ด้วยวิธีการฝังอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ลงในสมอง ซึ่งหลายคนที่ได้ยินก็รู้สึกว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าเหลือเชื่อและยากจะเกิดขึ้นได้จริง ทว่าล่าสุด ‘อีลอน มัสก์’ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ออกมาบอกว่า เทคโนโลยีดังกล่าวพร้อมทดลองกับสมองมนุษย์แล้ว และจะเกิดขึ้นภายในปีหน้านี้เอง อย่างที่รู้กันว่า อีลอน มัสก์ เป็นมหาเศรษฐีที่รักการคิดค้นนวัตกรรม และร่วมลงทุนก่อตั้งหลายโครงการที่มักเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ซึ่งบริษัท ‘Neuralink’ ที่คิดค้นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเชื่อมต่อสมองมนุษย์ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน โดยผลงานล่าสุดที่ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์แนวไซไฟก็คือ การฝังชิปจิ๋วที่มีลักษณะเป็นเส้นใยลงในสมองมนุษย์ ซึ่งจะทำให้เราคิดและเรียนรู้ได้ฉลาดล้ำราวกับเป็นปัญญาประดิษฐ์ ชิปจิ๋วที่ว่าทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ มีขนาดเพียง 4 x 4 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นเส้นใยขั้วไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งจะไม่สร้างความเสียหายให้กับเนื้อเยื่อสมอง แต่จะช่วยรักษาและเสริมสร้างให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแทน ส่วนวิธีการฝังไมโครชิปจะทำด้วยการใช้หุ่นยนต์ที่คล้ายกับจักรเย็บผ้า ซึ่งมีปลายเข็มเล็กเพียง 1 ส่วน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม โดยอีลอน มัสก์ บอกว่า “วิธีนี้ปลอดภัย […]Read More





