อะไรจะเกิดขึ้นตามมาจากสถานการณ์สหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา
ผลกระทบที่ตามมา

หลังสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปลี่ยนมาเป็นการเฝ้าระวังจากข้อตกลงการหยุดยิงเมื่อช่วงปลายปี 2025 ได้ไม่นาน ก็บังเกิดข่าวใหญ่ที่เรียกได้ว่าส่งผลกระทบไปทั่วโลกในช่วงต้นปี 2026 นั่นคือสถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาซึ่งได้ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสั่งโจมตีทางทหาร พร้อมจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และประกาศว่าสหรัฐจะเข้ามาควบคุมกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลาโดยตรง
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นตามมาจากสถานการณ์สหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาครั้งนี้ รวมทั้งผลกระทบที่ตามมาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วประเทศไทยเราจะกระทบมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่ GM Live มองว่าน่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากการวิเคราะห์ของบรรดากูรูด้านเศรษฐกิจที่เสียงส่วนใหญ่ออกมาเตือนถึงความกังวลและความน่าจะเป็นในด้านลบ

ทั้งนี้ต้องย้อนกลับไปถึงสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวที่เริ่มก่อตัวขึ้นหลังจากความตึงเครียดในเวเนซุเอลาเองที่สะสมมาตลอดปี 2025 จากผลการเลือกตั้งซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการโกงเกิดขึ้น รวมทั้งเกิดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐใ และอิทธิพลของรัสเซีย จีน รวมถึงอิหร่านที่มีต่อประเทศเวเนซุเอลา
จากปัจจัยต่างๆ นี่เองที่ก่อเปิดปัญญาและได้ส่งผลกระทบครอบคลุมไปทั้วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในประเทศของเวเนซุเอลาเอง และในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงานและการย้ายถิ่นฐาน เพราะมีชาวเวเนซุเอลากว่า 8 ล้านคนอพยพออกนอกประเทศ
แน่นอนว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ คงหนีไม่พ้นเรื่องของตลาดน้ำมันโลก เพราะเวเนซุเอลามีแหล่งสำรองน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลก แต่การผลิตลดลงอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรของสหรัฐในช่วงก่อนหน้า ทำให้ราคาน้ำมันโลกในปี 2025 ลดลงเกือบ 20% ซึ่งการโจมตีและการเข้ามาควบคุมของสหรัฐอาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ในระยะยาว หากสหรัฐยกเลิกการคว่ำบาตรและลงทุนเพื่อเพิ่มการผลิต อาจเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมากขึ้น 1-3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจเป็นไปได้ว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงและช่วยลดอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกได้
แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดความไม่สงบภายในเวเนซุเอลา เช่น เกิดการต่อต้านจากกองกำลังของฝ่ายมาดูโรขึ้นมาก็อาจทำให้การผลิตหยุดชะงัก ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว
และหากมองย้อนกลับไปถึงเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเอง ซึ่งแต่เดิมก็มีหดตัวรุนแรงจากการคว่ำบาตรของสหรัฐ จนส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงสุด เกิดการขาดแคลนอาหารและยา อีกทั้งการส่งออกน้ำมันก็ลดลง อย่างไรก็ตามต้องมาดูกันว่าหากสหรัฐเข้ามาบริหารจัดการน้ำมันแล้ว จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาได้หรือไม่

สำหรับสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเองหลังการจับกุมมาดูโร ก็ต้องมาดูกันว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นไปในทิศทางไหน แม้ว่าสหรัฐจะสนับสนุนฝ่ายค้านอย่างมารีอา โกรีนา มาชาโด เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่สงบ ความไม่มั่นคง หรือเลยเถิดถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมืองก็ได้เช่นกัน นี่ยังไม่นับรวมสิ่งที่จะตามมาจากสถานการณ์นี้ซึ่งส่งผลกระทบต่อรัสเซีย จีน และอิหร่านว่าจะเป็นอย่างไร เพราะทั้งสามประเทศสูญเสียพันธมิตรสำคัญในเวเนซุเอลาไปแล้ว
ย้อนกลับมาในส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง มีกูรูหลายสำนักวิเคราะห์ว่าสถานการณ์นี้ส่งผลทางอ้อมต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก หากราคาน้ำมันลดลง อาจช่วยลดต้นทุนนำเข้าพลังงานของไทย และช่วยควบคุมเงินเฟ้อ แต่หากเกิดความไม่แน่นอน ราคาอาหารและพลังงานอาจผันผวน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก นอกจากนี้ การลดอิทธิพลของรัสเซียและจีนในแถบละตินอเมริกาอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจโลก ซึ่งไทยในฐานะประเทศเป็นกลางหลีกเลี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจไม่ได้แน่นอน
แต่เหนืออื่นใด นอกจากผลกระทบที่ตามมาทั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออาจเกิดขึ้นในอนาคต ยังไม่น่าสนใจเท่ากับคำถาม …..โดยคำถามนี้คือ นโยบายต่างประเทศของ “สหรัฐ” ถึงการใช้ “อำนาจโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ” ของโดนัลด์ ทรัมป์ หรือเพียงแค่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศตัวเองเพียงอย่างเดียว ?
ทีมา : ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
ภาพ : Pixabay / wikipedia





