Connect with us

Subscribe

Life

ออฟฟิศซินโดรม

โรคร้ายที่เกิดจากการทำงานที่แก้ไขได้

เมื่อรู้จักและเข้าใจ

ออฟฟิศซินโดรมเป็นภัยร้ายที่พนักงานออฟฟิศอย่างเราต้องระวังและป้องกันให้ดี เพราะไม่ใช่แค่อาการปวดเมื่อยเท่านั้นที่เราจะได้เผชิญ แต่รวมถึงโรคอื่นๆ อย่างกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือโรคอ้วนด้วย

Reason to Read

  • ออฟฟิศซินโดรมเป็นภัยร้ายที่พนักงานออฟฟิศอย่างเราต้องระวังและป้องกันให้ดี เพราะไม่ใช่แค่อาการปวดเมื่อยเท่านั้นที่เราจะได้เผชิญ แต่รวมถึงโรคอื่นๆ อย่างกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือโรคอ้วนด้วย
  • หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ออฟฟิศซินโดรม นั้นเป็นโรค แต่อันที่จริงแล้ว คือ ‘กลุ่มอาการ’ ที่มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจาก ลักษณะงาน ที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางอากัปกิริยาซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย

สำหรับคนวัยทำงานที่มีทั้งภาระและความใฝ่ฝันถึงความสำเร็จ และความมั่งคงนั้น แน่นอนว่าจะฝากความหวังไว้ที่ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนก็คงจะไม่ได้เพราะโอกาสที่จะถูกหวยและสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นไม่ใช่สำหรับทุกคนที่จะโชคดี สิ่งที่แน่นอนกว่าทุกสิ่งนั่นคือการทำงานหนักเพื่อให้เราได้รับค่าตอบแทนเพื่อนำมาใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวัน จัดการกับภาระและอดออมไว้เพื่อสำหรับอนาคตข้างหน้า 

ทั้งนี้รูปแบบของการทำงานยุคสมัยปัจจุบันที่ Digital Disruption นั้นเรียกร้องให้หลายอาชีพยิ่งต้องทำงานให้หนักและ productive ยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้หลายคนจะรู้ดีแต่ด้วยความจำเป็นของชีวิตก็อาจจะยังไม่มีทางเลือกเท่าไหร่นัก เพราะเรายังต้องทำงานเพื่อต่อเติมชีวิต และประคับประคองความฝันของทั้งตัวเองและคนที่เรารัก 

จากสมัยก่อนที่คนมักพูดกันจนติดปากว่า “You are what you eat” นั้นก็คงจะไม่ผิดเท่าใดนักหากจะต่อให้อีกประโยคว่า “You are what you work” เมื่อชั่วโมงและปริมาณงานที่ทวีมากขึ้นนั้น ย่อมทำให้หลายชีวิตต้องเผชิญกับโรคยอดฮิตของเหล่าคนทำงาน นั่นคือ ‘Office Syndrome’ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน 

ว่าแต่ว่า แม้จะต้องทำงานหนัก แต่เราสามารถที่จะหลีกเลี่ยงป้องกันมหันตภัยร้ายที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรมนี้ได้หรือเปล่า? ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้กันก่อน 

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไรกันแน่?

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า ออฟฟิศซินโดรม นั้นเป็นโรค แต่อันที่จริงแล้ว ออฟฟิศซินโดรม คือ ‘กลุ่มอาการ’ ที่มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจาก ลักษณะงาน ที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางอากัปกิริยาซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน นัยน์ตาและการมองเห็น ไปจนถึงระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม เป็นต้น 

นอกจากนี้ด้วยสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม เช่น ระดับของโต๊ะที่นั่งทำงาน และคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ระดับ ส่งผลเสียต่อสรีระ หรือ สภาพการทำงานที่จำเป็นต้องรีบเร่ง รวมทั้งนิสัยและพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การอดอาหาร อดหลับอดนอน ทำให้ร่างกายต้องแบกรับความเครียด รวมถึงการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์วันละหลายๆ ชั่วโมง นั่ง-ยืน-เดินไม่ถูกท่า หรืออยู่ในท่าซ้ำๆ เดิมๆ ต่อเนื่องนานเกินไป จนเกิดอาการเข้าสู่ภาวะออฟฟิศซินโดรม ซึ่งในระยะยาวอาจก่อให้เกิดอาการเรื้อรังและโรคอื่นๆ ตามมาได้ อาทิ 

กลุ่มอาการที่ 1 – ปวดหลัง ไหล่ บ่า เรื้อรัง 

เนื่องจากการต้องนั่งทำงานติดอยู่กับเก้าอี้เป็นระยะเวลานานๆ ด้วยท่าทางที่อาจจะไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น หลังค่อม ห่อไหล่ โดยลืมที่จะขยับเขยื้อนเปลี่ยนอิริยาบถ หรือขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย ย่อมทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนล้า โดยเริ่มแรกถ้าเป็นไม่นาน และสามารถที่จะพักผ่อน ปรับพฤติกรรม นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกาย ก็จะทำให้อาการไม่รุนแรงนัก แต่หากไม่เริ่มที่จะใส่ใจ และยังปล่อยให้ดำเนินไปนานๆ อาการอาจรุนแรงขึ้นได้ จนอาจส่งผลให้เกิดอาการอับเสบของต้นคอและกล้ามเนื้อหลัง รวมไปถึง นิ้วล็อก มือชา และเอ็นอักเสบ ได้ด้วย

กลุ่มอาการที่ 2 – เครียด และนอนไม่หลับ

คนทำงานหลายๆ คนแม้จะพูดจนติดปากว่า “ไม่เครียด…ไม่เครียดหรอก” แต่นั่นก็อาจจะไม่รู้ตัวเองด้วยซำ้ว่ามีความเครียดที่รุมเร้าอยู่ จนเกิดเป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบบ่อย นั่นคือนอนไม่หลับ ทั้งความเครียดยังส่งผลทำให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน และมีผลต่อสายตาอีกด้วย วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดที่ได้ผลก็คือต้องหัดรู้จักจัดสมดุลย์ชีวิตและการทำงานบ้าง เช่น ลุกไปเบรคเดินเล่น หาเวลาว่างไปเล่นกีฬา และใช้เวลาทำกิจกรรมตามที่อยากทำบ้าง   

กลุ่มอาการที่ 3 – กระเพาะปัสสาวะอักเสบ 

อาการนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มักเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ จนลืมเข้าห้องน้ำ หรือทำงานติดพันจนต้องกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ จนเป็นเหตุให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ มีอาการคือปัสสาวะแล้วเหมือนไม่สุด ปัสสาวะบ่อย บ้างก็แสบหรือมีเลือดปน เป็นต้น 

กลุ่มอาการที่ 4 – โรคอ้วน 

ลองมองดูเพื่อนร่วมออฟฟิศ หรือแม้แต่ตัวเราเอง โอ๊ย…เหนื่อยจัง ทำงานเหนื่อยแล้วยังจะต้องออกกำลังกายอีกเหรอ ทำงานเหนื่อยๆ เครียดๆ ก็ขอกินอร่อยกินดึกตามใจปากให้มีความสุขชื่นหัวใจหน่อยดีกว่า แต่เดี๋ยวก่อน! นี่คุณออกกำลังกายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? สถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนในวัยทำงานเป็นโรคอ้วนเป็นกันมากขึ้น แถมโรคอ้วนยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาได้อีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือก ความดันสูง เบาหวาน เป็นอาทิ ถ้าเราทำงานหนักๆ แล้วยังอยากที่จะสุขภาพดี ก็ต้องหันมาให้เวลาตัวเอง ในการออกกำลังกายกันเสียหน่อย เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี และเพื่อคนที่เรารัก 

ปรับพฤติกรรมชีวิตสักนิด ก่อนออฟฟิศ ซินโดรมจะถามหา

การปรับพฤติกรรม ถือเป็นแนวทางการป้องกันอย่างหนึ่ง หากปฏิบัติกันได้ก็สามารถถอยห่างจากโรคไม่พึงปรารถนาสำหรับการทำงาน มีด้วยกัน 7 ข้อง่ายๆ ทำได้แน่นอน

1.เลิก อิริยาบถในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ทั้งการนั่งหลังค่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ มากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ หรือการยืน เดิน และอยู่ในอิริยาบถอื่นใดนานเกินไป

2.ลด ปัญหาความเครียด เพราะความเครียดนำมาซึ่งอาการยึดตึงของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อทุกส่วนได้

3.ละ จากสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน โต๊ะทำงานที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่สะดวกต่อการหยิบสิ่งของ เก้าอี้ไม่เหมาะสม ไม่มีพนักพิงที่รองรับแผ่นหลังอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกดแป้นคีย์บอร์ดที่ไม่มีตัวรองรับข้อมือ จะทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น รวมทั้งเกิดภาวะพังผืดหนา ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้ว และข้อมือ

4.ดูแล อาหารการกินให้ตรงมื้อ และครบคุณค่าทางโภชนาการ การรับประทานน้อยเกินไป การอด หรือรับประทานไม่ตรงเวลา ย่อมทำให้เกิดปัญหาโรคอื่นๆ ตามมา รวมถึงการรับประทานที่มากเกินไป รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ก็เช่นกัน

5.หลีกเลี่ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะสารชนิดนี้มีผลกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก

6.ส่งเสริม สภาพแวดล้อมอื่นๆ จัดโต๊ะ เก้าอี้ทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะกับอิริยาบถประจำวัน ทำห้องทุกห้องในบ้านและที่ทำงานให้ปลอดโปร่ง สะดวกต่อการยืน เดิน และหยิบจับสิ่งของ ทั้งยังสร้างความผ่อนคลาย

7.เพิ่มเติม การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 30 นาที …เพียงเท่านี้ ออฟฟิศ ซินโดรมก็จะทิ้งระยะห่างออกไปได้

จะเป็นอย่างไรถ้าต้องถึงมือหมอ?

เมื่อเรารักงานมากกว่าตัวเองจนโรคออฟฟิศ ซินโดรมถามหา แน่นอนว่าการบำบัดรักษาโดยแพทย์ยังเป็นหนทางที่ช่วยเยียวยาได้ ผศ.นพ. จิระเดช ตุงคะเศรณี แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ประจำคลินิกนวัตกรรมระงับปวด โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมที่ส่งผลต่อสรีระกระดูกและข้อเอาไว้ดังนี้…

“เริ่มต้นทีมแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุของโรคก่อน เพื่อคืนสภาพของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทสู่สภาวะปกติ จากนั้นจึงเป็นการป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดอาการปวดอีก

“แนวทางการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดนั้นมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค เช่น การใช้พลาสมา ซึ่งมาจากเลือดของผู้ป่วยเอง ผ่านกระบวนการพิเศษในการคัดแยกพลาสมาจากน้ำเลือด เพื่อนำมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ หรือการฉีดยาระงับการปวดการอักเสบ

“รวมถึงการใช้คลื่นความถี่พิเศษ เพื่อไปหยุดยั้งความเจ็บปวดของเส้นประสาท ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง ในบางกรณี แพทย์อาจต้องให้มีการทำกายภาพบำบัด หรือการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย”

รับรู้และเข้าใจเรื่องของโรคออฟฟิศ ซินโดรมกันอย่างนี้แล้ว ก่อนจะกลายเป็นพนักงานดีเด่นที่สุขภาพไม่เต็มร้อย เราลองหันมาให้ความสนใจสุขภาพของตนเอง ควบคู่กับการตั้งใจทำงานไปพร้อมๆ กันด้วย หันกลับมารักและดูแลตัวเองกันสักนิด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เพื่อคนที่เรารักและรักเรากันเถอะ 

Written By

อยากได้อะไรเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตัวเอง

Life

มองอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ผ่านเลนส์
ดร.ยศพงษ์ ลออนวล

Life

สู่บทเรียน “ธนาคารกลางท่ามกลางความท้าทาย” ของผู้ว่าการวิรไท

Interview

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Inspiring WATCHES

Life

เปิดใจ ‘วี BNK48’ กับบทนางเอกครั้งแรก

GM TV

Advertisement
Connect
Newsletter Signup