เทิดพระเกียรติ “ศตวรรษอานันทราชา”
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ได้จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ “ศตวรรษอานันทราชา” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ
@ นิทรรศการ “ศตวรรษอานันทมหิดล ๑๐๐ ปี แห่งความยินดี” ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ กันยายน ๒๕๖๘ ณ ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์
@ นิทรรศการ “ศตวรรษอานันทราชา บารมีแห่งแผ่นดิน” ณ หอเทิดพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ตั้งแต่ ๑๗-๓๐ กันยายน ๒๕๖๘ (๑๐.๐๐-๑๗.๐๐ น.) หยุดวันอังคารและวันนักขัตฤกษ์

@ กิจกรรม“เฉลิมพระเกียรติพระบารมี ๑๐๐ ปี พระอัฐมรามาธิบดินทรราชา” ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๗ กันยายน (๑๑.๐๐-๒๐.๓๐ น.) ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการ “ยุวกษัตริย์ พระผู้อยู่ในใจไทยตลอดกาล” , การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ , การสาธิตมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม , การแสดงนิทรรศการสวนแสงสีอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา , การจัดกิจกรรม Night Museum , พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ,การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยภายในงานจะประดับตกไฟตกแต่งโดยรอบวัด
สะดวกสบายสำหรับการเดินทาง เพราะรัฐบาลและขสมก. จัดรถโดยสารปรับอากาศ อำนวยความสะดวก ๒ เส้นทาง ระหว่างเวลา ๑๕.๐๐-๒๑.๐๐ น. คือ เส้นทางสนามหลวง ฝั่งทิศเหนือ และเส้นทาง MRT สถานีสามยอด (เส้นทางละ ๒ คัน)

นอกจากนี้ กิจกรรมของภาคเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดนิทรรศการ “ศตวรรษพระบรมราชสมภพ ธรรมศาสตร์นบเทิดพระอัฐมจอมราชัน” ณ โถงนิทรรศการ ชั้น U1 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ระหว่างวันที่ ๑๕-๓๐ กันยายน ๒๕๖๘ (๐๘.๓๐-๒๑.๓๐ น.) ในนิทรรศการดังกล่าวประกอบด้วย หนังสือหายาก และเอกสารสำคัญ , ภาพถ่ายเก่าหาดูยาก
และในโอากาสนี้ GM Liveขออัญเชิญพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ ศตวรรษอานันทราชาในวาระ “๑๐๐ ปี ในหลวงอานันทมหิดล”
พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจสำคัญ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (พระ-บาด-สม-เด็ด-พระ-ปะ-ระ-เมน-ทะ-ระ-มะ-หา-อา-นัน-ทะ-มะ-หิ-ดน พระ-อัด-ถะ-มะ-รา-มา-ทิ-บอ-ดิน) ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘ ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ กับหม่อมสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น) พระราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “อานันทมหิดล” ซึ่งแปลตามศัพท์ได้ว่า “ความยินดีของราชสกุลมหิดล หรือ ความยินดีของแผ่นดิน”

ต่อมาเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ยกพระโอรส – พระธิดาของสมเด็จเจ้าฟ้าซึ่งประสูติแต่มารดาที่มิได้เป็นเจ้าขึ้นเป็น “พระองค์เจ้า” ทั้งหมด เป็นผลให้หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา พระเชษฐภคินี และ พระอนุชา หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ได้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งถัดจากนั้นในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ ครอบครัวมหิดลได้มีสมาชิกใหม่อีกพระองค์คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์เจ้าอานันทมหิดลในวัยเยาว์ ทรงเริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี ก่อนศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ โรงเรียนมีเรมองต์และโรงเรียนนูแวล เดอลา ชูอิส โรมองต์ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาสาขานิติศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และได้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล” เนื่องด้วยขณะนั้นพระองค์มีพระชนมพรรษาเพียง ๘ พรรษา ทั้งยังทรงศึกษาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ จึงแต่งตั้งพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่น อนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ
ทรงนิวัตประเทศไทยครั้งแรก เมื่อ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ขณะนั้นทรงพระชนพรรษา เพียง ๑๓ พรรษาเท่านั้น พระราชดำรัสเมื่อคราวเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรก มีใจความตอนหนึ่งว่า

“… ข้าพเจ้ายินดีมากที่ได้กลับมาเยี่ยมเมืองไทยซึ่งข้าพเจ้ารักและคิดถึงอยู่เสมอ ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลายที่ได้มาต้อนรับข้าพเจ้า และขอให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขในความร่มเย็นของรัฐธรรมนูญทั่วถึงกัน…”
ทรงพำนักในประเทศไทย เพียง ๒ เดือน ก็พระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ในพ.ศ. ๒๔๘๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงศึกษาในชั้นปีที่ ๒ และทรงสอบไล่ได้ระดับชั้นกึ่งปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์ (Semi Doctorat en Droit) และในปีนั้น สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด ทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๒๐ พรรษา อันเป็นปีที่ทรงบรรลุนิติภาวะ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงกราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัตพระนคร เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟู สร้างกำลังใจให้กับชนในชาติ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้ากับฝ่ายอักษะ ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้สงคราม เป็นผลให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อการเป็นประเทศผู้แพ้สงครามไปด้วย แต่โดยอาศัยการเจรจา และปฏิบัติการของเสรีไทย ประเทศไทยจึงรอดพ้นจากฐานะผู้แพ้สงครามมาได้

พระราชกรณียกิจสำคัญในเวลานั้นคือ การสำแดงเกียรติยศของชาติให้เท่าเทียมกับนานาประเทศ ทรงรับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระยศจอมพล ในฐานะ “จอมทัพไทย” ตามรัฐธรรมนูญ และเสด็จเยี่ยมกำลังทหารทั้งสามเหล่าทัพ
วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยลอร์ด หลุยส์ เมานท์แบทเตน (Lord Louis Mountbatten) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ร่วมกันตรวจพลสวนสนามกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ณ ท้องสนามหลวงและถนนราชดำเนินกลาง เพื่อเป็นการสิ้นสุดภารกิจของทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในประเทศไทย และยังเป็นการแสดงเกียรติยศของชาติไทยที่ได้รับการยอมรับให้ทัดเทียมกับหมู่ประเทศสัมพันธมิตรอีกด้วย

หลังสงคราม หลายกลุ่มการเมืองเห็นตรงกันว่า สมควรแก้ไขปรับปรุงระบบบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพื่อปิดโอกาสที่กองทัพจะมีอิทธิพลครอบงำแบบ จอมพลป. พิบูลสงคราม ส่งผลให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชึ้นแทนที่ฉบับเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕
แม้จะมิได้มีส่วนร่วมกับการยกร่าง แต่ทรงติดตามความคืบหน้า และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

ทั้งนี้ทรงพระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกหลายด้าน เช่น ทรงเยี่ยมราษฎรใน ๙ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดปทุมธานี, จังหวัดสมุทรสาคร, จังหวัดเพชรบุรี, จังหวัดนครปฐม, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดฉะเชิงเทรา
เมื่อครั้งทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมศาลจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ทรงร่วมพิจารณาคดีอาญา จำเลยเป็นหญิงแม่ลูกอ่อน ลักทรัพย์ห่วงกุญแจทำด้วยนากของผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยได้รับสารภาพ และอธิบายเหตุว่า ยากจน ไม่มีเงินเลี้ยงลูก ศาลพิพากษาจำคุก ๖ เดือน แต่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เห็นว่า “จำเลยไม่เคยทำความผิดมาก่อน โทษจำคุกให้เปลี่ยนเป็นการรอลงโทษ” หญิงแม่ลูกอ่อนได้คลานเข่าเข้าไปกราบที่บัลลังก์ด้วยความซาบซึ้งและสำนึกผิด นำความปลาบปลื้มมาสู่พสกนิกรที่มาฟังความกันจนล้นห้องพิจารณา

และอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของทั้งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนย่านสำเพ็งได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงเวลานั้นฝ่ายคนจีนที่โดนกดขี่ข่มเหงจากทางการในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม ลันเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘ ทรงตะหนักในความขัดแย้งนี้ จึงเสด็จเยือนสำเพ็ง พร้อมพระอนุชา เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ การเสด็จในครั้งนั้นใช้เวลาเพียง ๔ ชั่วโมง พระราชกรณียกิจทุกอย่างประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทรงเอาใจใส่ และสนทนาเป็นกันเองกับชาวจีน ทำให้ความตึงเครียดลดลง เกิดความสมานฉันท์ในหมู่คนจีนกับคนไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร
พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาวงการแพทย์มาก

ในด้านการศึกษา ทรงพระราชดำเนินเยี่ยมสถานการศึกษาและแหล่งความรู้หลายแห่ง เช่น หอสมุดแห่งชาติ, โรงเรียนเทพศิรินทร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงมีพระราชดำรัสแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ ทรงมี พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ใจความตอนหนึ่งว่า
“…การศึกษาย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ท่านต้องหมั่นแสวงวิชาความรู้เพิ่มเติมให้ทันสมัยอยู่เสมอ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญอันควรกล่าว ก็คือ ความประพฤติ เราเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ซึ่งนับว่าเป็นสถานศึกษาที่สูงและมีเกียรติ ย่อมต้องรู้ผิดและชอบ แล้วว่า สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว และสิ่งใดควรประพฤติ และไม่ควรเพียงใด ตลอดจนกิริยามารยาท เราต้องบังคับใจของเราให้เป็นผู้ที่อยู่ในศีลธรรมอันงามเสมอ จึงขึ้นชื่อได้ว่าเป็นนักศึกษาที่ดีของชาติ”

นอกจากนี้ ทรงสนพระทัยในการพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุข ทรงรับสมาคมปราบวัณโรคฯ ไว้ในพระ ราชูปถัมภ์เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒ และทรงพระราชทานเงินจำนวน ๒๕๐,๒๕๘.๙๔ บาท ให้กระทรวงสาธารณสุขใช้สร้างอาคาร “อานันทสถาน” โรงพยาบาลวัณโรคกลาง เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินสภากาชาดไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสถานเสาวภา ในวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้ปรารภแก่พลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ (ชื่น พุทธิแพทย์) ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ความว่า
“…ที่นี่สถานที่ดีนะ เหมาะจะสร้างโรงเรียนแพทย์ได้อีกแห่งหนึ่ง”
วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญา ณ โรงพยาบาลศิริราช ได้ปรารภความว่า
“…ให้มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น ให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิม พรมมาส อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ และพลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงร่วมกันสนองพระราชดำริในการจัดตั้ง “คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์” เป็นผลสำเร็จในวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ และ พ.ศ. ๒๕๑๐ จึงโอนมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประทับอยู่ท่ามกลางปวงชนชาวไทย จวบจนถึงเช้าวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น ๑๒ ปี
ตราสัญลักษณ์จัดงานเฉลิมพระเกียรติ ฯ “ศตวรรษอานันทราชา”

ตราสัญลักษณ์การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘
แบบตราสัญลักษณ์ ประกอบด้วย
อักษรพระปรมาภิไธย อ.ป.ร.อันหมายถึง อานันทมหิดล ปรมราชาธิราช พื้นอักษรสีทอง ภายในกรอบวงกลมพื้นสีแดง อันเป็นสีของวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ
ภายในกรอบประดับเพชร ๑๒ ดวง หมายถึง ทรงดำรงสิริราชสมบัติ ๑๒ ปี
พื้นหลังสีน้ำเงิน เป็นสีของขัตติยกษัตริย์
เบื้องบน ประดิษฐานพระมหาพิชัยมงกุฎประกอบด้วยเลข ๘ อันเป็นเลขมหามงคลประจำรัชกาล
เบื้องหลัง พระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราช ขนาบด้วยสัปตปฏลเศวตฉัตร
เบื้องล่าง มีเลข ๑๐๐ หมายถึง วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี
แพรแถบขอบขลิบทองพื้นสีหงชาด (ชมพู) ปลายแถบเป็นรูปเศียรพระโคสื่อถึงปีฉลูนักษัตรอันเป็นปีพระบรมราชสมภพ มีข้อความว่า “เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ” เบื้องล่างสุดมีข้อความว่า “๒๐ กันยายน ๒๕๖๘”
เรื่อง: นรวัชร์ พันธ์บุญเกิด





