x

ซีรีส์เลือดข้นคนจาง กำลังมาแรงในบ้านเรา ซึ่งนอกจากเนื้อเรื่องเข้มข้น ชวนลุ้นระทึกแล้ว ความน่าสนใจของละครเรื่องนี้ยังเป็นผลมาจากทีมนักแสดงคุณภาพชุดใหญ่ ตั้งแต่รุ่นใหญ่เก๋าเกมไปจนถึงดาวรุ่งอันน่าจับตา และหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้านิ่งยิ้มน้อย รักเสียงเพลง และรักแม่ยิ่งกว่าอะไร อย่าง ‘ฉี’ ลูกชายของประเสริฐ (ตัวละครที่ถูกฆ่าและกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของปมฆาตกรรมปริศนา) บทบาทฉีคือผลงานการแสดงเต็มตัวเรื่องแรกของนักแสดงหน้าใหม่ ‘ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต’ หนึ่งในศิลปินจากโปรเจกต์พัฒนาศิลปิน 9×9 ของค่าย 4NOLOGUE
 
การได้มาซึ่งบทละครอันซับซ้อนซ่อนปมตัวละครไว้มากมาย ทีมเขียนบทต้องพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองชีวิตของนักแสดงหลายๆ คน เพื่อนำไปพัฒนาตัวละครให้ใกล้เคียงกับบุคลิกของพวกเขามากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คาแรกเตอร์ ‘ฉี’ จะออกมาคล้ายกับเรื่องราวในชีวิตของไอซ์ในหลายๆ แง่ ตั้งแต่ความรักในเสียงดนตรี ชอบเล่นกีต้าร์ รวมถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความคิดเด็กคนหนึ่ง ให้โตขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้ในฉับพลัน นั่นคือการสูญเสียพ่อ
 
การสูญเสียพ่อในชีวิตจริงได้สร้างบทเรียนครั้งสำคัญให้กับไอซ์ ทำให้เขาได้เข้าใจว่าชีวิตเป็นสิ่งที่แสนสั้น ไอซ์เลือกทำตามความฝันความชอบของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ต้องการให้มีอะไรค้างคาในวันที่ตัวเขาต้องจากโลกใบนี้ไปเช่นกัน แม้จะไม่ได้เลือกเป็นวิศวกรเหมือนที่พ่อเคยหวัง แต่ก็ใช้ชีวิตที่พ่อให้มาอย่างดีที่สุดเพื่อระลึกถึงพ่อในแนวทางของตัวเอง เมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าอายุไอซ์เพิ่งจะเข้าเลขสอง (ในทางกฎหมายถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ) เราก็อดประทับใจในมุมมองต่อชีวิตที่ไม่ธรรมดาของไอซ์ไม่ได้ ไม่เพียงแต่มีเป้าหมายที่แน่วแน่ พร้อมที่จะทำอย่างที่ใจปรารถนา ยังเปี่ยมไปด้วยพลังบวก ไม่กลัวที่จะเรียนรู้จากเหตุการณ์ทั้งดีและร้าย เพราะพรจากฟ้าไม่ได้มาในรูปแบบที่งดงามเสมอไป
 
ชื่อจริงของคุณเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Paris’ มีที่มาอย่างไร เกี่ยวข้องอะไรกับเมืองปารีสไหม
ไอซ์ : ไม่เกี่ยวกับเมืองปารีสหรอกครับ (หัวเราะ) แต่ก็มีที่มาจากชื่อแม่กับพ่อผมมารวมกัน แม่ของผมชื่อภิพพา ส่วนพ่อของผมชื่อมาริส ออกมาเป็นชื่อผม ‘พาริส’ แค่นั้นเลยครับ 
 
เข้ามาเป็นศิลปินได้อย่างไร
ไอซ์ : ผมเล่นดนตรี เล่นกีต้าร์ มีไปประกวด ฝึกฝนตัวเองด้านดนตรีมาเรื่อยๆ แต่เริ่มรู้สึกว่าสนใจศิลปะด้านการแสดงเพิ่มขึ้นมาด้วย ก็ไปแคสต์งานต่างๆ จนพี่ย้ง (ผู้กำกับเลือดข้นคนจาง) มาเห็นแล้วสนใจ ก็เลยได้เข้ามาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของค่ายนาดาว บางกอก ได้เล่นเป็นตัวประกอบในเรื่อง SOS skate ซึม ซ่าส์พอได้ยินว่าโปรเจกต์ 9×9 เปิดออดิชั่น ก็คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนาในสิ่งที่เรากำลังสนใจทั้งเรื่องการแสดงและดนตรี เลยลองดูแล้วก็ได้เข้ามาอยู่ในโปรเจกต์นี้
9×9 เป็นโปรเจกต์ใหญ่ของค่าย 4NOLOGUE เพื่อพัฒนาศิลปินจากต่างค่าย 9 คนที่มารวมกันในทุกด้านทั้งร้อง เต้น เล่นดนตรี รวมทั้งการแสดง ละครเลือดข้นคนจางก็เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจกต์นี้ เป็นผลการงานแสดงแรกของพวกเรา แล้วถัดมาก็เป็นงานเพลง
 
9×9 เป็นโปรเจกต์ไอดอลที่ต้องมีข้อห้ามจริงจังแบบวงอื่นเลยไหม
ไอซ์ : ไม่ได้มีกฎอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์ขนาดนั้นนะครับ อาจจะมีกฎเล็กน้อยสำหรับการปฏิบัติตัวเวลาต้องไปเจอแฟนคลับบ้าง เพราะว่าเราจะมีแฟนคลับหลายคน มาจากหลายๆ ที่ เราก็ควรจะต้องดูแลตอบแทนเขาให้ดีตามสมควร ถ่ายรูปกับเขา เซอร์วิสเขาตามที่ได้ ให้แฟนคลับทุกคนรู้สึกดีๆ กลับไปเวลามาหาเรา
 
การเป็นไอดอลในโปรเจกต์ทำให้วางตัวลำบากกว่านักแสดงทั่วไปไหม
ไอซ์ : ผมคิดว่ามันก็ยากขึ้นนะ โดยที่ไม่เกี่ยวกับว่าเราเป็นไอดอลในโปรเจกต์ 9×9 อย่างเดียวด้วย แต่เพราะเมื่อเราได้เข้ามาอยู่ในจุดๆ นี้แล้วมันก็ต้องเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ต้องปรับเปลี่ยนการวางตัวบ้าง เป็นไปตามบทบาทของเราก็เท่านั้นเอง คือมันไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้นแต่ต้องยอมรับว่าไม่เหมือนเดิมอยู่แล้วแหละ
 
 
ต้องเป็นศิลปินที่ทำได้ทุกด้าน แต่ส่วนตัวคุณถนัดด้านไหนมากที่สุด
ไอซ์ : ถ้าตอนเริ่มนี่ เอาจริงๆ คือผมไม่ถนัดเลยสักด้าน (หัวเราะ) เหมือนผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่เริ่มจากความชอบในงานพวกนี้ ชอบร้องเพลง ชอบเต้นชอบดูภาพยนตร์ ดูการแสดง แม้จะเคยทำวงดนตรีกับเพื่อนช่วงมัธยมปลายอยู่ ไปประกวดตามประสา เล่นกีต้าร์อยู่วงเดียวกับแจ็คกี้ที่บังเอิญได้กลับมาทำโปรเจกต์นี้ด้วยกัน (สมาชิก 9×9 อีกคน) ซึ่งนานมากแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ทำหรือเรียน มีความรู้จริงจังเลย ผมชอบเต้นมาตั้งแต่ก่อนมาเป็น 9×9 เริ่มหัดเต้นจากการดูภาพยนตร์ Step Up และรู้สึกว่าทำได้ดี มีฝึกฝนหน้ากระจกบ้าง เลยอาจจะเรียกได้ว่าความสามารถด้านนี้พัฒนาเร็วที่สุด แต่เรื่องการร้องเพลงเนี่ยผมไม่เคยมีพื้นฐานเลย แต่พอได้ร่วมโปรเจกต์ก็ต้องเรียน ก็เริ่มชื่นชอบอยู่มากเหมือนกัน
 
ผมรู้สึกว่าทุกเรื่องบนโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหน ย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะโฟกัสที่ด้านไหนมากกว่า
เริ่มเล่นกีต้าร์ตั้งแต่เมื่อไร
ไอซ์ : ถ้าตามที่ผมจำได้คือเริ่มจากตอนผมได้ไปงานบิ๊กเมาน์เท่นปีแรก แล้วผมไปดูวงบอดี้สแลมอันนี้จำได้เลย พอได้เห็นพี่ยอด (มือกีต้าร์วงบอดี้สแลม) รี้ดกีต้าร์พร้อมกับสะบัดผมยาวๆ ผมรู้สึกว่านั่นมันโคตรเท่เลย คือภาพนั้นมันตรึงตาตรึงใจมากเลย แล้วพอกลับบ้านมาผมก็มาหัดเล่นกีต้าร์จริงจัง ซึ่งตอนนั้นน่าจะประมาณ ม.2-3 มั้งครับ ประมาณช่วงระหว่างนั้น ก็เหมือนได้พี่ยอดเป็นแรงบันดาลใจนี่แหละ ตอนนั้นวงบอดี้สแลมสำหรับวัยผมนี่คือฮีโร่ คือเทพเจ้าเลยก็ว่าได้
 
แล้วตอนนี้ใครเป็นแรงบันดาลใจทางด้านดนตรีให้กับคุณ
ไอซ์ : ตอนนี้ส่วนใหญ่จะไปทางฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่งมากขึ้นแล้ว ด้วยความที่เราโตขึ้นด้วย ช่วงนี้ผมก็จะชอบฟัง Tom Misch, Honne หรือ Lany ซึ่งค่อนข้างไปทางอินดี้หน่อยๆคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักนัก แนวเพลงที่ผมฟังก็จะเปลี่ยนไปตามอารมณ์เรื่อยๆ พัฒนามาจากการเริ่มฟังร็อกทั่วไป อย่างช่วงนี้ก็เป็นตามศิลปินที่ผมบอกไป แนวเพลง R&B, Jazz หรือ Disco บางช่วงนึกจะฟังป๊อปฝรั่งก็ฟัง เพลงเก่าของวงอมตะอย่าง The Beatles หรือ Queen ก็ฟัง คือฟังไปเรื่อยๆ แล้วแต่อารมณ์มาก จำกัดความไม่ได้เหมือนกันว่าเราชอบแนวไหน ผมเสพไปเรื่อยๆ มากกว่า
 
ในพาร์ตการแสดง คาแรกเตอร์ ‘ฉี’ ท้าทายความสามารถคุณอย่างไรบ้าง
ไอซ์ : โห เยอะมากเลยครับ อย่างแรกก็คือการแสดงนี่แหละครับ เป็นส่วนหลักเลย ฮ่าๆ เพราะมันเป็นงานแสดงจริงจังครั้งแรก ต่างกับซีรีส์ ‘Project S The Series SOS skate ซึม ซ่าส์’ ที่บทไม่เยอะ แล้วคาแรกเตอร์อาฉีก็ออกไปทางดราม่าตัวละครในเรื่องต่างก็แบกปมไว้ต่างกัน ผมเลยรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่สำหรับผม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนผมต้องมานั่งเรียนรู้ใหม่หมดเลยตั้งแต่ต้น ผมคิดว่าความท้าทายต่อตัวผมก็คือ จะทำอย่างไรให้เรียนรู้ได้เร็วที่สุด เพื่อเอามาใช้ในการแสดงหน้าเซตให้ได้เท่าๆ กับพี่นักแสดงคนอื่นที่มีประสบการณ์มากกว่าในขณะที่เราอ่อนประสบการณ์กว่ามาก ยิ่งเห็นความสามารถของนักแสดงรุ่นใหญ่ก็ยิ่งทำให้เราอยากทำให้ได้เร็วที่สุด พยายามเรียนรู้จากเขาให้ได้มากๆ
 
วิธีไหนที่ทำให้เรียนรู้ได้เร็วอย่างที่ต้องการ
ไอซ์ : ผมนั่งดูครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่สุดในการซึมซับอะไรก็ตาม มันไม่เหมือนกับการถาม-ตอบ ที่สมมติว่าผมไปถามเอาจากใครก็ตามให้สอนวิธีแสดงให้ได้แบบนั้น ถามว่ามันต้องทำอย่างไร แม้ว่าทุกคนจะสามารถให้คำแนะนำอะไรดีๆ กลับมาได้เยอะมากก็ตาม แต่ว่าในที่สุดในการแสดงเนี่ยทุกคนต่างมีแนวทางเป็นของตัวเองที่แตกต่างกัน ในบทเดียวกันอาจจะเลือกเน้นจังหวะที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้สึกกับอะไร มันเลยทำให้แสดงออกมาไม่เหมือนกัน
ดังนั้นผมเลยรู้สึกว่าการนั่งดูคนอื่นแสดงจริงๆทำงานจริงๆ มันช่วยทำให้ผมเรียนรู้ได้เร็วขึ้นมากที่สุด ซึ่งผมโชคดีมากที่ได้ทำงานกับคนมีความสามารถ มีประสบการณ์หลายคนในกองถ่ายนี้
 
 
เป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษแต่ต้องมารับบทลูกคนจีน ส่วนนี้เป็นอุปสรรคต่อคุณมากน้อยแค่ไหน
ไอซ์ : มากเลยครับ ยากมากๆ เลยสำหรับผม เพราะว่าพวกคำเรียกฐานะต่างๆ ของคนจีนอย่างกู๋ กิ๋ม อิ้ม เอ้อ นั้นมีเยอะมากและจำยากมากสำหรับผม แล้วพอมีคำพวกนี้เยอะ เวลาแสดงก็เรียกผิดเรียกถูกต้องเทคใหม่กันเยอะมาก แต่ผมยังโชคดีมากที่พี่ย้งเขียนบทให้ผมเป็นลูกจากบ้านเล็ก ผมเลยไม่ต้องจำคำพวกนั้นเยอะเท่าคนอื่น ใครเป็นพ่อแม่พี่ก็เรียกไปตามนั้นได้เลยแต่การรับบทบาทในคาแรกเตอร์ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติก็ทำให้ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมในบ้านคนจีนเยอะมาก ว่ามีพวกเขาความละเอียดอ่อนกับขนบธรรมเนียมประเพณีทุกอย่าง ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจดีครับ
 
พอใจกับการแสดงของตัวเองในตอนนี้มากน้อยแค่ไหน และอยากทำอะไรอีกในอนาคต
ไอซ์ : ไม่รู้เรียกว่าพอใจได้ไหมนะ ผมก็รู้สึกโอเค อาจจะมีบ้างที่รู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ได้อีกนะ เพราะผมเชื่อว่าความสามารถของมนุษย์เรามันไม่มีขอบเขต เชื่อว่าเราสามารถพัฒนาได้เรื่อยๆ ต่อไปแน่นอน ส่วนอย่างอื่นที่อยากทำอีกคือผมอยากโปรดิวซ์เพลงของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันครับ อยากเรียนโปรดิวซ์เพื่อทำเองทั้งหมดจริงๆ ทำตั้งแต่เริ่มตั้งแต่เขียนโน้ตเครื่องดนตรีทั้งหมดด้วยตัวเองได้
 
ผมรู้สึกว่าทุกเรื่องบนโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหน ย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะโฟกัสที่ด้านไหนมากกว่า
คิดว่า ‘ฉี’ ให้อะไรกับตัวเองและผู้ชมได้บ้าง
ไอซ์ : ผมว่าคาแรกเตอร์นี้ทำให้เห็นการเปรียบเทียบระหว่างบ้านเล็กกับบ้านใหญ่นะครับ ว่าความจริงแล้วความสุขที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมาจากเงินทองหรือมรดก ฉีกับแม่สามารถรักกัน มีความผูกพัน และมีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องร่ำรวยมีเงินทองมากมายแบบบ้านใหญ่ถึงฉีจะมีมุมที่เหมือนเป็นเด็กมีปัญหานิดหนึ่ง แต่เขาแค่อยากเรียกร้องความรักจากพ่อบ้าง เพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความรักจากพ่อมากพอ ส่วนถ้าถามว่าบทฉีให้อะไรกับผมบ้าง ผมคิดว่าทำให้ผมรู้สึกรักแม่ขึ้นกว่าเดิมที่เคยรักอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่ผมไปออกกองผมจะคิดถึงแม่ตลอดเลย การเล่นบทนี้ทำให้ผมอยากกลับบ้านไปอ้อนแม่ทุกครั้ง เหมือนผมได้เห็นคุณค่าของครอบครัวที่มีอยู่ เพื่อดูแลให้ดีที่สุด
 
ดูเหมือนคุณจะให้ความสำคัญกับแม่และครอบครัวมาก?
ไอซ์ :  ผมสนิทกับครอบครัวมากอยู่แล้วนะครับ แต่มันก็มีเหตุการณ์ไม่นานนี้ที่ยิ่งทำให้สนิทมากกว่าเดิม คือคุณพ่อผมเสียชีวิตเมื่อ 3 ปีที่แล้วด้วยโรคลูคีเมียระยะเฉียบพลัน ซึ่งทำให้ทุกคนในครอบครัวได้มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก ต้องแยกกันไปเศร้าเสียใจในรูปแบบของตัวเอง มันก็จะมีบ้างที่ผู้ใหญ่เขาเป็นห่วงก็จะพยายามจับเรามาตั้งวงซีเรียส ถามว่าเป็นอะไร ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะคุยปุ๊บแล้วหายได้ทันที
 
ช่วงนั้นผมกลายเป็นคนเอะอะ โวยวาย ขี้โมโห ไม่อยากอยู่บ้าน รู้สึกว่าบรรยากาศมันเศร้าไปหมด ไม่อยากไปโรงเรียนเริ่มติดเพื่อน ทั้งที่ก่อนหน้าผมไม่เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน แต่มันคือความไม่เข้าใจของเด็ก ตอนหลังตัวผมก็ติดเพื่อนน้อยลง กลับมาให้เวลากับครอบครัวได้เหมือนเดิม ตอนนี้กลายเป็นว่าครอบครัวผมสนิทกันมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว รักกันมากกว่าเดิม เพราะรู้ว่าเราเหลือกันเพียงแค่นี้
 
คุณผ่านจากจุดที่แย่ที่สุดในตอนนั้นมาได้อย่างไร
ไอซ์ : ที่บอกว่าเวลาจะเยียวยาได้ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง เราได้เห็นว่าไม่ได้มีแค่เราที่เสียใจ ทุกคนก็เสียใจเท่าๆ กันหมด พอผ่านไปสักพัก อะไรๆ ก็เริ่มคลี่คลาย เมื่อถึงจุดที่เราไม่ต้องพยายาม กลับมาคุยกันแบบธรรมชาติเป็นปกติที่สุด ตอนนั้นเราก็เข้าใจได้เอง
 
เหตุการณ์นั้นมันเป็นเหมือนฟ้าหลังฝนที่เกิดจากเรื่องราวเคราะห์ร้ายซึ่งไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ตรงกันข้ามมันได้ทิ้งบทเรียนที่ดีไว้ให้ ในภาษาอังกฤษเรียกเรื่องแบบนี้ว่า Blessing in Disguise หรือพรจากฟ้าที่พรางตัวมาในรูปของสิ่งที่ไม่ค่อยดีกับชีวิตของเราแต่เมื่อผ่านไปมันให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตกับเรา ก่อนหน้านี้พ่ออยากให้เรียนเก่งๆ เพื่อเป็นวิศวกร ผมก็พยายามทำทุกอย่างที่พ่อต้องการ ตอนนี้ก็ยังทำเพื่อพ่ออยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ผมอาจไม่ได้เป็นวิศวกรเหมือนที่พ่อหวัง แต่อย่างน้อยผมพยายามใช้ชีวิตที่พ่อให้มาอย่างดีที่สุด การจากไปของพ่อทำให้ผมรู้ว่าชีวิตนี้มันสั้นมาก สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ความตาย แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่เราต้องการในตอนที่เรายังอยู่ต่างหาก
 
 
แปลว่ามุมมองการใช้ชีวิตคุณคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี?
ไอซ์ : ผมแค่รู้สึกว่าจริงๆ แล้วทุกเรื่องบนโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะแย่แค่ไหนมันย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะโฟกัสที่ด้านไหนมากกว่า ถ้าบางคนจะรู้สึกว่าชีวิตเขาไม่ดี ชีวิตเขาแย่ นั่นอาจเพราะเขามัวแต่มองด้านลบของสิ่งที่เกิดขึ้นจนลืมสิ่งดีที่มีและทำให้มันยิ่งแย่ลงจากมุมมองของเขาหรือเปล่า
 
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แม่สอนผมตลอดตั้งแต่พ่อเสียไป เป็นเหมือนธรรมะของฝรั่งที่เรียกว่า The Law of Attraction (กฎแห่งแรงดึงดูด) ที่เชื่อว่าสมองเรามีพลังงานแฝงสูงมาก หากเราคิดและเชื่อในอะไรอย่างแรงกล้า สิ่งนั้นก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตเราจะดีขึ้น มันก็จะดีขึ้นได้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตเราแย่ จิตใต้สำนึกเราก็จะยิ่งสร้างความรู้สึกนั้นขึ้นมา พาให้ชีวิตมีแต่แย่ลงโดยไม่รู้ตัว เลยต้องระวังในสิ่งที่เราคิด ซึ่งส่วนที่ยากที่สุดก็คือ ‘การเชื่อ’ แหละครับ ที่คนส่วนใหญ่มักจะพลาด เวลาจะทำอะไรก็มักจะสร้างกำแพงขึ้นในหัวตัวเองว่าจะทำได้เหรอ ทั้งที่ยังไม่ได้ลองทำแต่ก็คิดล่วงหน้าไปก่อน
 
กดดันบ้างไหมกับการเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน
ไอซ์ : ช่วงแรกๆ ก็มีบ้างเหมือนกันครับ เรากดดันตัวเองด้วย ความพยายามที่จะให้กำลังใจเราจากญาติผู้ใหญ่บ้างด้วย อย่างในงานศพก็มีเป็นปกติที่ญาติๆ จะมาคุยกับเราว่าเราเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านแล้ว ต้องดูแลแม่ดูแลพี่นะ แต่ตอนนั้นเราก็ยังเด็กมาก ผมเพิ่งจะ 17 เอง ต้องมีความรับผิดชอบอะไรที่มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้ว ก็กดดันแต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนั้น มันก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำอยู่แล้วมากกว่า การดูแลครอบครัวของเรา ซึ่งพอเราตัดความกดดันตรงนั้นไปได้แล้วเราก็ผ่อนคลายขึ้น แบ่งเวลาออกไปทำอะไรที่เราชอบมากขึ้น ทุกอย่างมันก็โอเค
 
ความคิดโตกว่าคนอายุ 20 ปีหลายคนมาก เคยมีคนบอกแบบนี้ไหม
ไอซ์ : มีคนทักผมเรื่องนี้เยอะอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมก็จะแบบว่า “เหรอ…” (เสียงสูง) ผมว่าผมก็เป็นเด็กธรรมดานะ เล่นเกมชอบตัวการ์ตูนอย่างสไปเดอร์แมนอยู่เลยทุกวันนี้ แต่คงเพราะผมชอบเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิทยาล่ะมั้ง ติดมาจากแม่ด้วยเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูดผมก็ไปหาอ่านเพิ่ม รู้สึกว่ามันน่าทึ่งดีที่สมองเราเองทำอะไรกับเราได้เยอะขนาดนี้
อีกอย่างผมก็ชอบฟังนักคิดนักพูดคนดังๆ อย่างเช่นโอปรา ที่เขามีข้อคิดในการใช้ชีวิตที่น่าสนใจดี มีวิธีพูดที่น่าฟังแล้วมันมาถูกใจผมด้วย มีประโยคหนึ่งที่เขาพูดแล้วผมชอบมาก จำได้เลย คือคนส่วนใหญ่นั้นมักจะยึดติดว่าการล้มเหลวนั้นเป็นจุดจบของบางสิ่ง ทั้งที่ความล้มเหลวนั้นมันอาจเป็นหนึ่งในก้าวที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จก็ได้
 
ถามถึงเรื่องความรักหน่อยมีสเปกสาวที่ชอบบ้างไหม
ไอซ์ : ผมไม่มีสเปกเจาะจงแต่ชอบผู้หญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความกล้า บ้าบิ่นไม่เรียบร้อยมาก ชอบคนมีคาแรกเตอร์ประมาณนั้นครับ
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ความตาย แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ การ ที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่เราต้องการในตอนที่เรายังอยู่ต่างหาก
 
 
ถ้าให้วาดภาพตัวเองในอนาคต อยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง
ไอซ์ : ถ้าในอีก 3-5 ปี ผมก็อยากให้ตัวเองมีความมั่นคงเชื่อมั่นในตัวเองได้อย่างเต็มที่ รู้ว่าตัวเองชอบอะไร รักที่จะทำอะไรแน่ แล้วมุ่งทำในสิ่งนั้น มีความสุขกับการได้ทำสิ่งนั้นในทุกๆ วัน สามารถตื่นมาทำมันด้วยความเต็มใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับโปรเจกต์ 9×9 ที่ทำอยู่ในตลอดเวลาเกือบ 2 ปี ที่เข้ามาในโปรเจกต์ ไม่ว่าจะฝึกหนัก จะเหนื่อยขนาดไหน แต่ผมยังอยากตื่นเช้าเพื่อไปทำสิ่งเหล่านั้นทุกวันอยู่ มันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าผมรักสิ่งเหล่านี้แล้ว
 
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ความตาย แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ การ ที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่เราต้องการในตอนที่เรายังอยู่ต่างหาก
 
All About Him
* มีหัวใจสามห้องซึ่งเกิดจากการผ่าตัดหัวใจในวัยเด็ก
* ภาพยนตร์ในดวงใจ คือ The Notebook และ Cast Away
* ศิลปินที่ชอบฟังในช่วงนี้ คือ Tom Misch