‘International Court of Justice:”ศาลโลก” ที่พึ่งความขัดแย้ง จริงหรือ?

เมื่อเกิดเหตุข้อพิพาทระหว่างสองฝ่าย แน่นอนว่า นอกเหนือจากแจ้งตำรวจเพื่อรับทราบเรื่องราวแล้ว หลายครั้งทีเดียว ที่เรื่องทั้งหมด จะไปจบลงเอยที่ ‘ศาล’ อันเป็นปลายทางสุดท้ายที่จะชี้ขาดข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น กระนั้นแล้ว ถ้าหากข้อพิพาทดังกล่าว เป็นเรื่องราวของ ‘สองประเทศ’ หรือมากกว่า หรือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นบนเวทีโลก จะดำเนินการหาข้อชี้ขาดอย่างไร

นั่นจึงเป็นหน้าที่ของ ‘ศาลโลก’ หรือ International Court of Justice หรือ ICJ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์จะทำการตัดสินข้อพิพาทนั้นๆ ….

และในกรณีล่าสุด ข้อพิพาทระหว่างพรมแดนของ ไทย-กัมพูชา ที่ทางการกัมพูชา ขู่ว่าจะนำเรื่องไปร้องเรียนกันถึงศาลโลกนั้น ก็ทำให้องค์กรที่ตัดสินคดีความระหว่างประเทศ ได้อยู่ในความสนใจขึ้นมาอีกครั้ง

หน้าที่ของศาลโลก คือ การวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างรัฐ หรือประเทศตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไป โดยทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลย ต้องเป็นประเทศที่ยอมรับอำนาจของศาลโลก โดยจะพิจารณาคดีเป็น 3 กรณีหลักใหญ่ด้วยกัน คือ

  1. ตามที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ร้องขอ
  2. ตามที่องค์กรอื่น ๆ ภายใต้สหประชาชาติ หรือองค์การชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติร้องขอ โดยได้รับการอนุมัติจากสมัชชาใหญ่
  3. ตามที่ได้มีการให้อำนาจวินิจฉัยปัญหาไว้โดยสนธิสัญญา

โดยเรื่องราวที่จะนำขึ้นไปสู่การตัดสินของศาลโลกนั้น โดยมากแล้ว จะเป็นในกรณีของ ข้อพิพาทเรื่องดินแดนอาณาเขต การละเมิดอำนาจอธิปไตย ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หรืออาจจะมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกชน โดยมีรัฐ เป็นโจทย์นำฟ้อง

ขั้นตอนการพิจารณาข้อพิพาทของศาลโลก จะเกิดขึ้นได้จากสองกรณีด้วยกัน คือ ….

  1. รัฐคู่ความทำความตกลงกัน ให้นำกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกัน ขึ้นสู่การพิจารณาตัดสินโดยศาลโลก
  2. รัฐภาคีเป็นสมาชิกของสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงต่าง ๆ ซึ่งมีข้อบัญญัติไว้ว่า หากรัฐภาคีมีข้อสงสัยหรือข้อพิพาทระหว่างกัน ต้องให้ศาลโลกเป็นผู้วินิจฉัย ตีความ หรือตัดสิน

โดยศาลโลกจะมีอำนาจพิจารณาคดี เมื่อคู่ความยิมยอม โดยผ่านการแสดงเจตจำนงค์ยอมรับ ซึ่งอาจทำไว้ล่วงหน้า หรือภายหลังที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว หรืออาจทำสนธิสัญญายอมรับอำนาจศาล เป็นต้น

กรณีรัฐที่ตกเป็นจำเลย และไม่เคยยอมรับอำนาจศาลไว้ก่อน จำเลยย่อมมีสิทธิปฏิเสธอำนาจศาลได้ และขอให้ศาลพิจารณายกฟ้องคำร้องของโจทก์ได้ เรียกกระบวนการพิจารณาในชั้นนี้ว่า กระบวนการพิจารณาในชั้นตัดฟ้อง 

แต่หากจำเลยยอมรับอำนาจศาล หรือหากปรากฏว่าศาลมีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีโดยเหตุอื่น กระบวนการพิจารณาคดีจะเริ่มจากชั้นลายลักษณ์อักษร  ต่อจากนั้นจะเป็นกระบวนการในชั้นวาจา

ทั้งนี้ ในระหว่างพิจารณาคดี คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือรัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสีย สามารถร้องขอต่อศาลให้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวได้ เพื่อให้ศาลสั่งคุ้มครองผลประโยชน์ของตน

นอกจากนี้ หากปรากฏว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะฟ้องร้องคดีต่อ หรือคู่ความตกลงกันที่จะยุติข้อพิพาท ศาลสามารถสั่งยุติคดีได้เช่นกัน

สำหรับการพิจารณาคำตัดสินของศาลโลก อาศัยเสียงข้างมากของผู้พิพากษาในคดีนั้น ๆ ซึ่งผู้พิพากษาที่เป็นเสียงข้างน้อย อาจทำความเห็นแย้ง ในมุมกลับกัน ผู้พิพากษาที่ร่วมออกเสียงกับเสียงข้างมาก สามารถทำความเห็นส่วนตน แยกออกมาได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เมื่อศาลโลกมีคำตัดสินแล้ว คำพิพากษาย่อมเป็นที่สุด ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา และมีผลผูกพันทางกฏหมายต่อคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตาม

แต่หากคู่ความฝ่ายที่แพ้คดี พบหลักฐานใหม่ที่ศาลไม่เคยล่วงรู้มาก่อน และเป็นหลักฐานสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา สามารถยื่นคำขอให้ทำการแก้ไขคำพิพากษา โดยให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ได้ ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี

ศาลโลก อาจจะถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อใช้ตัดสินคดีความระหว่างรัฐ แต่ด้วยการที่จำเลยสามารถไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจ หลายครั้งทีเดียว ที่ทำให้อำนาจของศาลโลกถูกเพิกเฉย จนนำไปสู่ข้อพิพาทที่ลุกลามบานปลาย และอาชญากรรมสงคราม ที่ต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษ กว่าจะสามารถตัดสินชี้ขาด หรือหาข้อสรุปที่เหมาะสมลงตัวได้

ท้ายที่สุดนี้ ศาลโลก ก็ยังคงเป็นองค์กรที่มีไว้ เพื่อให้ประเทศที่มีเสียงต่อรองบนเวทีโลกน้อย ได้รับความยุติธรรมจากข้อพิพาทที่ไม่สามารถหาข้อสรุปผ่านการเจรจาบนโต๊ะระดับประเทศ แม้ว่าหลายครั้ง อำนาจที่ว่า ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ ‘เสือกระดาษ’ สำหรับประเทศมหาอำนาจก็ตามที

ข้อมูลอ้างอิง: https://www.thaipbs.or.th/now/content/2763

บทความที่น่าสนใจ