จักรพันธุ์ โปษยกฤต นายช่างเอก “สกุลช่างจักรพันธุ์” หนึ่งเดียวในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙
งานศิลปะ

เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่รังสรรค์ผลงานออกมาซึ่งล้วนมีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณอันละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดบุคคล, ภาพตัวละครจากวรรณคดี, จิตรกรรมไทยประเพณี, ประติมากรรมไทย, งานหุ่นกระบอก และงานวรรณกรรม ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก จักรพันธุ์ โปษยกฤต นายช่างเอก “สกุลช่างจักรพันธุ์” หนึ่งเดียวในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙

ในทางศิลปะ สำหรับ GM Live แล้ว อาจารย์จักรพันธุ์ ท่านมิได้เป็นช่างเขียนดื่นๆ หรือมาแค่ซ่อมงานเก่าเท่านั้น หากแต่ความรู้ที่อาจารย์ได้รับการศึกษามาอย่างดี ลึกซึ้ง เรียนรู้อดีตอย่างทะลุปรุโปร่ง และเข้าถึงรากเหง้าความเป็นไทยอย่างที่สุด ทำให้ผลงานต่างๆ ทั้งด้านความคิดและฝีมือของท่าน ได้ชื่อว่าเป็นผลงานชั้นครูเลยทีเดียว เพราะมีสายเส้น ลวดลาย สีสัน ฝีแปรง อันเกิดจากฝีมืออันประณีต พัฒนาความงามวิจิตร อ่อนช้อย งดงามยิ่ง
และเอกลักษณ์พิเศษนี้เอง ทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็น “นายช่างเอก” จำนวน ๑ ใน ๕๒ ท่าน ในรอบ ๒๐๐ ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็น “สกุลช่างจักรพันธุ์” ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙
ช่วงชีวิตในรั้ววชิราวุธวิทยาลัย

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เด็กชาย จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดเมื่อ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๖ บุตรนายชุบและนางสว่างจันทร์ โปษยกฤต เรียนประถม 1 ที่โรงเรียนครูเนี้ยน สโรชมาน และมาเข้าโรงเรียนวิชราวุธวิทยาลัย ในชั้นประถมปีที่ ๒ เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๓ โดยได้หมายเลขประจำตัว ๑๖๘๖ ร่ำเรียนจนจบมัธยมปลาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔
ด.ช จักรพันธุ์ ฉายแววอัจฉริยะ ชื่นชอบการเขียนและวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก ไปที่ใด เจอภาพประทับใจ มักจะกลับมาจับดินสอเขียนภาพประทับใจนั้นใส่สมุดวาดรูป ซึ่งภาพวาดสมัยแรกๆ เริ่มจากการเขียนลายเส้นของ เป็ด ห่าน หงส์ นกยูง เขียนรูปตัวละครเมื่อกลับจากดูโขนในงานวัด เรียกได้ว่าด.ช จักรพันธุ์ วาดภาพได้ก่อนที่จะเริ่มเขียนพยัญชนะไทยเสียอีก

และในช่วงที่ท่านเรียนอยู่นั้น โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยมีมหาอำมาตย์ตรี พระยาภะรตราชา หรือ หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา เป็นผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย (ระหว่าง ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ – ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ) ได้เห็นพรสวรรค์ในด้านนี้ของเด็กชายจักรพันธุ์ จึงให้การสนับสนุนเสมอมา ดังนั้นการเรียนที่นี่ทำให้ท่านได้รับความรู้และเข้าใจในด้านศิลปะ ซึ่งได้สนับสนุนต่อยอดการทำงานทางศิลปะในลำดับถัดไปของท่านได้เป็นอย่างดี
ขณะเรียนชั้นประถมปีที่ ๓ ท่านผู้บังคับการสนับสนุนให้ส่งผลงานเข้าประกวดในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ประเภทเยาวชน ทุกคนที่เห็นผลงานไม่มีใครเชื่อว่า เป็นผลงานของเด็กนักเรียนประถมปีที่ 3 จนพระยาภะรตราชาต้องเข้ามายืนยันรับรองกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี และในปีต่อมาเมื่อเด็กชายจักรพันธุ์อายุได้ 9 ขวบ ผู้บังคับการได้นำตัวเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เมื่อคราวเสด็จโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย พร้อมทูลเกล้าฯ ถวายภาพวาดพระสาทิสลักษณ์ สมเด็จเจ้าฟ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (พระยศในขณะนั้น)

เรียกได้ว่าชีวิตช่วงวัยเรียนของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต นั้นจะใช้เวลาไปกับการเขียนภาพ แม้ในช่วงบ่ายสามโมง ซึ่งทางวชิราวุธวิทยาลัยจะมีช่วงพัก ขณะที่เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ จะไปเล่นกีฬาบ้าง ทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง แต่เด็กชายจักรพันธุ์จะกลับขึ้นไปบนตึกเพื่อเขียนภาพที่ค้างอยู่
ในขณะที่ครอบครัวตลอดจนญาติพี่น้องก็สนับสนุนการเขียนภาพของท่านมาก และมักพาท่านไปฝากกับครูศิลปะเก่งๆ มาโดยตลอด ตั้งแต่เด็ก เช่น

ญาติชื่อ ประจวบ ตันตราภรณ์ พาไปพบ “ชาโตมี่” ช่างเขียนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย (ในช่วงเวลาขณะนั้น)
พ่อชุบ พาไปพบ ครูเปรม ไสยวงศ์ ที่โรงเรียนเพาะช่าง ครูเปรมได้ให้รูปสีน้ำมัน เป็นภาพเรือเกยบนหาด เขียนบนไม้เล็กๆ ให้เด็กชายจักรพันธุ์ แต่เนื่องจากท่านเรียนโรงเรียนประจำและยังเด็ก จึงไม่ได้ติดต่อ แต่ภาพทิวทัศน์บนไม้เล็กๆ นั้นท่านได้เก็บไว้และยังอยู่จนถึงวันนี้

สมัยเรียนชั้นมัธยม ๗-๘ ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้พาไปพบกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่บ้านพักซอยสายลม ถนนพหลโยธิน พบกันครั้งแรก อาจารย์ศิลป์ให้เขียนลายเส้นด้วยดินสอ จากประติมากรรมชื่อ “ขลุ่ยทิพย์ “ ของอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ที่ตั้งในห้องทำงานของท่าน ส่วนท่านนั่งพิมพ์ดีดในที่ห่างไกลออกไป และหลังจากนั้น จักรพันธุ์ ก็จะแวะเวียนนำภาพไปให้ท่านอาจารย์ศิลป์ชมที่ห้องทำงานในมหาวิทยาลัยศิลปากรเสมอ แต่ก็ไม่มีคำวิจารณ์ใดๆ นอกจากจะบอกว่า “ให้วาดภาพต่อไป” ! พร้อมแนะนำว่า ให้เขียนจากคนจริง , สถานที่จริง และวัดโพธิ์ คือ สถานที่จริงในโลกศิลปะของจักรพันธุ์ในครั้งนั้น
“การวาดภาพต่อไป” ทำให้ฝีมือการเขียนภาพของอาจารย์จักรพันธุ์พัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับ ในทางกลับกันผลการเรียนไม่สู้ดีนัก จนผู้ปกครองอยากให้ลาออกจากโรงเรียน เพราะกลัวว่าจะไม่จบชั้นมัธยม ๘ แต่พระยา พะรตราชาไม่ยอม บอกทางโรงเรียนจะช่วยเอง ดังนั้น จักรพันธุ์จึงสอบได้ “ที่โหล่” เมื่อจบมัธยม ๘

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ อาจารย์จักรพันธุ์เข้าเรียนต่อที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากที่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เสียชีวิตลง 1 ปี

และที่นี่ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ได้เรียนกับครูเก่งๆ ที่มีชื่อเสียงทางศิลปะหลายท่าน เช่น อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข, อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ , อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง มือวางอันดับหนึ่งของการวาดภาพบุคคลในเมืองไทย

อาจารย์จักรพันธุ์ ท่านเคยเล่าว่า ท่านอาจารย์จำรัส เคยชวนให้มาชมท่านเขียนสีชอล์ก ผู้แสดงแบบเป็นดาราและโฆษกของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม ครั้งนั้น นายจักรพันธุ์มาเพียง ๒ วันแรก เมื่อ อาจารย์จำรัสเขียนภาพ “อารีย์ นักดนตรี” กับชุดสีเหลืองอ่อน และ “นวลละออ ทองเนื้อดี” ชุดสีม่วง แต่ไม่ได้ไปชมโฆษกท่านอื่น เช่น อาพันธ์ชนิตร สุวรรณกร, ดาเรศ ศาตจันทร์ ในวันถัดไป

เมื่อท่านจบหลักสูตร “ศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรม” หลังจากใช้เวลาเรียนนานถึง ๕ ปี และในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านเริ่มเขียนภาพในฐานะศิลปินอิสระ พร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษที่อายุน้อยที่สุดในมหาวิทยาลัย สอนวิชา วิจัยศิลปะไทย ให้กับนักศึกษาปีที่ ๓ จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๑๗
ผลงานต่างๆมากมาย

ระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๐๘ – พ.ศ. ๒๕๑๗ อาจารย์จักรพันธุ์ได้ส่งภาพ Portrait เข้าประกวดในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๖-๒๒ จำนวน ๖ ครั้ง ครั้งแรก ภาพชื่อ “วิสุตา หัสบำเรอ” ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จากภาพเขียนสีน้ำมัน และภาพสีน้ำมันซึ่งได้รางวัลเหรียญเงินในลำดับต่อมาได้แก่ ภาพชื่อ “สุวรรณี สุคนธา” , ภาพชื่อ “กลุ่ม” , ภาพชื่อ “ดวงตา นันทขว้าง”,และ 2 ภาพหลัง เขียนด้วยสีอะคริลิก ภาพชื่อ “หลง” , ภาพชื่อ “คนนั่ง” และยังมีรางวัลในวาระอื่นๆอีกมากมาย

ใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ สุวรรณี สุคนเที่ยง (หรือนามปากกา สุวรรณี สุคนธา) บรรณาธิการบริหาร นิตยสารลลนา ชักชวนอาจารย์จักรพันธุ์ในวัย ๓๐ ปี มาเป็นคอลัมนนิสต์ของนิตยสารลลนา โดยตั้งนามปากกาว่า “ศศิวิมล” เป็นคอลัมน์ไลฟ์สไตล์ ผสมผสานความแสบคันตามฉบับ จิกเล็ก กัดน้อย ทำให้คนอ่าน “ฮา” ! ติดกันงอม! เป็นงานเขียนว่าด้วยเรื่องความสวยความงาม , อาหารการกิน, ท่องเที่ยว , ตอบปัญหาหัวใจ บันเทิง ฯลฯ เขียนทั้งเรื่องและภาพวาดประกอบ

และหนังสือรวมเล่มชื่อ “ศศิวิมลท่องเที่ยว” ได้รับรางวัลชมเชยหนังสือดีเด่นประเภทสารคดี จากคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยงานเขียนที่นิตยสารลลนาของท่านหยุดลงในปีพ.ศ. ๒๕๓๓ และต่อมาท่านได้มาเป็นคอลัมนิสต์คนหนึ่งของ นิตยสาร “พลอยแกมเพชร”
ผลงานอื่นๆ นอกจากการเขียนรูปและเขียนหนังสือ

การซ่อมหุ่นหลวง , การซ่อมหุ่นวังหน้า , การแสดงหุ่นกระบอก เรื่อง พระอภัยมณี ตอน หนีนางผีเสื้อ , โจโฉแตกทัพเรือ และตะเลงพ่าย และ ผลงานจิตรกรรมไทยประเพณี และประติมากรรม
ครอบครัวของจักรพันธุ์ รักการอ่าน โดยเฉพาะ แม่สว่างจันทร์ จะสะสมหนังสือประเภทวรรณคดีไว้มาก ทำให้ท่านได้ซึมซับเรื่องราวและตัวละครเหล่านี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
งานทุกประเภทของท่าน มักทำงานด้วยความคิดต่าง และบ่อยครั้งที่มีผู้กล่าวหาว่าท่านสร้างความวิบัติให้กับวงการ !

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔- พ.ศ. ๒๕๑๕ ในวัย ๒๗ ปี ขณะเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์จักรพันธุ์ ได้เข้าร่วมซ่อมแซมจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ที่ระเบียงคต วัดพระศรีมหาศาสดาราม หลังซ่อมเสร็จ เกิดเสียงวิจารณ์ว่า ภาพในห้องที่ ๑๕๙ ตอนนางสีดาประสูติพระบุตรและพระลบนั้นเปลี่ยนไป เป็น “งานจักรพันธุ์”
ต่อมา เมื่อซ่อมหุ่นวังหลวง ในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ “พระพรต” ให้สวมผ้าสีม่วงแทนที่ผ้าสีเขียว ท่านเปรียบเปรยและตั้งคำถามว่า คนเรามีผ้านุ่งหลายชุด ทำไม พระพรตต้องนุ่งผ้าเขียวสีเดียวเท่านั้น จะนุ่งสีอื่นไม่ได้หรือ ? และอาจจะเป็นได้ว่า ละครสมัยก่อน การตระเตรียมไว้หลายชุด อาจสิ้นเปลืองงบประมาณก็เป็นได้ !

มาถึงหุ่นวังหน้า ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ชุดรามเกียรติ์ 100 ตัวนี้ ทำขึ้นในสมัย กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย บางส่วนถูกแมลงกัดกินเนื้อไม้ ครั้งนี้ ท่านอาจารย์จักรพันธุ์ใส่เกราะให้พระพิราพ ! ที่ว่า ทศกัณฐ์เท่านั้นที่สวมเกราะ อาจารย์บอกว่า แท้ที่จริง ! เราไม่มีช่างฝีมือทำเกราะ เขียนลาย ผูกลายไม่เป็น เลยหลอกเด็กรุ่นหลังว่า ยักษ์ทั่วไปไม่สวมเกราะ !
การซ่อมแซมจากงานโบราณดั้งเดิมนั้น ท่านจะให้ความเคารพในต้นฉบับ ละเอียดลออในการพิจารณา หากงานดังกล่าว พบว่า ไม่เก่าจริงและเคยซ่อมมาแล้ว แต่ไม่สวย ก็จะเปลี่ยนส่วนที่ช่างใหม่เคยซ่อมไว้ ให้สวยด้วยวิจิตร อ่อนช้อย ละเอียด ลออ ทุกขั้นตอน เพื่อสอดรับกับงานช่างเก่าฝีมือสูง

การเป็นศิลปินนั้น ถ้ามัวแต่กังวลว่าขัดกับตำรา การก้าวเดินคงย่ำอยู่กับที่ ไม่สามารถพัฒนางานใหม่ๆได้ อาจารย์พูดเสมอว่า เขามิใช่สร้างซ่อม แต่เป็นช่างสร้าง ! ถ้าศิลปินทำงานด้วยกรอบทฤษฎีมาก จะตีบตัน ไปทางโน้น ทางนี้ก็ไม่ได้ !

งานจิตรกรรม ฝาผนังโบสถ์ เช่น วัดเขาสุกิม และอุโบสถหลังใหม่ วัดตรีทศเทพวรวิหาร (ช่วงพ.ศ.๒๕๓๓) ท่านเขียนด้วยสีน้ำมันแทนสีฝุ่น โดยใช้วิธีผสมสีฝุ่นเข้ากับน้ำมันวาร์นิชอย่างดี และเป็นคนแรกที่เขียนรูปเทพธิดา นางฟ้ามีผ้าห่มนาง ! เป็นงานศิลปไทยประเพณีที่อาจารย์ออกแบบขึ้นใหม่ ตอนนั้นมีคนแย้งว่า ทำไมเขียนรูปเทพธิดาองค์ใหญ่ไว้ในโบสถ์ ! อาจารย์ว่า ผู้หญิงไม่เข้าวัดหรือ ? อุบาสิกาสร้างวัดถวายเยอะแยะ นางคณิกาก็สร้างวัด สมัยโบราณที่เขาไม่เขียนรูปผู้หญิงไว้ที่ประตู เพราะรูปนางฟ้าโบราณถอดเสื้อ ท่านจึงเขียนภาพนางฟ้า อย่างนางละคร รัดเกล้ายอด ห่มสไบไขว้

ผลงานอื่นๆ ที่เด่นๆ เช่น เขียนภาพจิตรกรรมไทยประเพณี เรื่องมโนราห์ และพระลอ เพื่อใช้ประดับพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ , งานออกแบบม่านเวที ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย , ประติมากรรม รูปเจ้าเงาะกับเด็กเลี้ยงควาย จากเรื่องสังข์ทอง ที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
นอกจากนี้ ยังมีภาพ จิตรกรรม ไทยประเพณี มากกว่าร้อยภาพ, จิตรกรรมคนเหมือน ๑๓ ภาพ, จิตกรรมไทยธรรมชาติ ๗๐ ภาพ , วาดภาพสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ , สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์, วาดภาพโปสเตอร์ หนังสือ คือ ดวงตา ปัญญาคือ ความสุข เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๘ , องค์การยูนิเซฟ นำผลงาน ทำการ์ด ส่งความสุขไปทั่วโลก ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ และ พ.ศ. ๒๕๒๙
“จิตรกรรมในคอลเลกชั่นของวชิราวุธวิทยาลัย”

และด้วยเหตุที่ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จึงได้มีการจัด “นิทรรศการผลงานจิตรกรรม ในคอลเลคชั่นของวชิราวุธวิทยาลัย” เพื่อรำลึกถึงท่าน
ณ ตึกเวสสุกรรมสถิต ๒๕๔๓ คือ สถานที่แสดงนิทรรศการในครั้งนี้

เมื่อตัดสินใจที่จะชม “นิทรรศการผลงานจิตรกรรม ในคอลเลคชั่นของวชิราวุธวิทยาลัย” โปรดสแกน QR code เพื่อลงทะเบียนล่วงหน้า ระบุวันและรอบการชม ก่อนวันเข้าชม โดยทางผู้จัดงานจะแจ้งระเบียบการเข้าชมกลับมาทางอีเมลล์ให้ทราบในรายละเอียดต่างๆ เช่น รายละเอียดการเดินทางโดยรถขนส่งสาธารณะ เพื่อเข้าสู่ประตูเวสสุกรรมสถิตได้ และ ข้อห้ามที่ต้องทราบล่วงหน้าคือ ต้องแต่งกายสุภาพ งดกางเกงขาสั้น เสื้อยืดคอกลม และสวมรองเท้าหุ้มส้น อีกทั้งไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ตลอดจนกิจกรรมและบุคคลต่างๆ ในโรงเรียน

อาคารเวสสุกรรมสถิต เป็นตึก ๓ ชั้นรูปทรงสถาปัตยกรรมไทยสร้างขึ้นทดแทนตึกเรียนวิชาหัตถศึกษา การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๔๓ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามอาคารเรียนศิลปกรรมหลังใหม่นี้ว่า ‘ตึกเวสสุกรรมสถิต’ และโปรดเกล้าฯ ให้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓
ระหว่างวันที่ ๑๗-๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘ เวลา ๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. จัดแสดงผลงานด้านจิตรกรรม ซึ่งมีสายเส้น ลวดลาย สีสัน ฝีแปรง อันเกิดจากฝีมืออันประณีต ของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่สวยและงดงามมากจนต้องตะลึง

ภายในหอนิทรรศการ ภาพจิตรกรรมประกอบด้วย พระบรมสาทิสลักษณ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ภาพหนึ่งเป็นสีน้ำมัน และอีกภาพหนึ่งเป็นสีชอล์ก , ภาพพระยาภะรตราชา ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย สมัยที่ท่านยังเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ , ภาพตัวละครในวรรณคดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนช้อย งดงาม และภาพอื่นๆ
ตลอดการชมงาน จะมีนักเรียนชาย แนะนำและตอบคำถามเกี่ยวกับภาพต่างๆ ที่อยากรู้ !

ภาพที่นำมาแสดงในครั้งนี้ มาจาก ๓ ส่วนคือ ภาพของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย , ภาพของดร. โกศัลย์ คูสำราญ (เพื่อนสนิทร่วมรุ่นเดียวกับจักรพันธุ์ โปษยกฤต และ ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย) ที่มอบให้วชิราวุธวิทยาลัย และภาพจาก มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต

แต่ละภาพที่จัดแสดง จะมี ชื่อภาพ และแคปชั่นสั้นๆ รวมถึงเรื่องราวโดยสังเขป สมัยที่ท่านเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ประวัติการทำงานประเภทต่างๆ เช่น งานหุ่นกระบอก , งานจิตรกรรมประเพณี , งานประติมากรรม และวรรณกรรม และรางวัลประเภทต่างๆ
ซึ่งหลังการชมนิทรรศการภาพจิตรกรรมในครั้งนี้ GM Liveเชื่อว่าจะทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจ เมื่อใดที่ได้ยินชื่อหรือคิดถึงนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ผู้นี้ ความสวยงามของภาพที่ได้ชมจะส่องฉายรอยยิ้มอย่างมีความสุขมาเยือนชีวิต แน่นอน

ในขณะที่ที่ด้านนอก มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ยังได้นำผลงานประเภทต่างๆของอาจารย์มาจำหน่ายอีกด้วย เพื่อนำเงินไปสนับสนุนโครงการต่างๆ หรือคุณอาจเข้าชมผลงานต่างๆ ได้ที่ เฟสบุ๊ก และเว็บไซค์ ในชื่อ “มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต”
ชีวิตของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤตเปรียบเสมือนหนังสือเล่มโตของวงการศิลปะ ผู้เป็นนางช่างเอก “สกุลช่างจักรพันธุ์” หนึ่งเดียวในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาก ตัวอักษรเหล่านี้ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตและการทำงานของท่านเท่านั้น
เรื่อง: นรวัชร์ พันธ์บุญเกิด
ภาพจาก : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต





