‘Laser ID: รหัส ID สำคัญหลังบัตรประชาชน กับประเด็นความเป็นส่วนตัว’

ในยุคดิจิทัลที่การยืนยันตัวตนกลายเป็นหัวใจของธุรกรรมออนไลน์ “Laser ID” ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะเทคโนโลยีระบุตัวบุคคลสมัยใหม่ ที่ GM Live ขอพาทุกท่านทำความเข้าใจกับชุดรหัสสำคัญสำหรับประชาชนในบทความชิ้นนี้

Laser ID คือบัตรประจำตัวประชาชนรูปแบบหนึ่งที่มีการสลักรหัสด้วยเลเซอร์ลงบนผิวบัตรอย่างถาวรในประเทศไทย บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ตการ์ดที่ออกโดย กรมการปกครอง มีรหัสหลังบัตรที่เรียกว่า “เลข Laser ID”รหัสดังกล่าวเป็นชุดตัวอักษรและตัวเลขที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละบุคคล

จุดประสงค์สำคัญคือเพื่อเพิ่มชั้นความปลอดภัยในการตรวจสอบและยืนยันตัวตน ในเชิงนิยาม Laser ID ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่เป็น “รหัสควบคุม” ที่ผูกกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กระบวนการผลิตใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ยิงลงบนแผ่นโพลีคาร์บอเนตของบัตร ทำให้ข้อมูลไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้โดยง่าย ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง เมื่อสแกนหรือกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบ รหัสดังกล่าวจะถูกตรวจสอบกับฐานข้อมูลกลาง นี่คือการเชื่อมโยงโลกกายภาพของบัตร กับโลกดิจิทัลของข้อมูลส่วนบุคคล

การใช้งาน Laser ID ปรากฏชัดในบริการออนไลน์ของรัฐ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง กรมสรรพากร และ สำนักงานประกันสังคม ผู้ใช้งานต้องกรอกเลขประจำตัวประชาชนควบคู่กับ Laser ID เพื่อยืนยันตัวตน ขั้นตอนนี้ช่วยป้องกันการสวมรอยสมัครใช้บริการหรือแก้ไขข้อมูล และกลายเป็นมาตรฐานสำคัญในระบบ e-Government ของไทย

ในภาคเอกชน Laser ID ยังถูกใช้ประกอบการสมัครบริการทางการเงิน ธนาคารและบริษัทฟินเทคจำนวนมากต้องการข้อมูลดังกล่าวเพื่อทำ e-KYC การรู้จักลูกค้า (Know Your Customer) กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน
Laser ID จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบว่าผู้สมัครคือบุคคลตัวจริง และลดความเสี่ยงของบัญชีม้าในระบบการเงิน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมความกังวลด้านความปลอดภัย หากข้อมูล Laser ID หลุดรั่วไปพร้อมเลขบัตรประชาชน อาจถูกนำไปใช้สมัครบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ตัวรหัสจะไม่สามารถ “แฮ็ก” ได้โดยตรง แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูล

อีกประเด็นสำคัญคือความเป็นส่วนตัวของประชาชน Laser ID เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ภายใต้กฎหมายอย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 องค์กรที่เก็บรวบรวมต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเข้มงวด รวมถึงแจ้งวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส

ความท้าทายอีกด้านคือความเข้าใจของประชาชน หลายคนไม่ทราบว่า Laser ID ไม่ควรถ่ายภาพเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดีย
การโพสต์ภาพบัตรประชาชน แม้จะปิดเลขบางส่วน แต่หากเห็น Laser ID ชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การสวมรอยได้ การให้ความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ในระดับนโยบาย รัฐต้องสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกและการคุ้มครองสิทธิ การพัฒนา Digital ID ในอนาคตอาจลดการใช้ข้อมูลที่พิมพ์อยู่บนบัตร และหันไปใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) เพื่อลดการพึ่งพาข้อมูลเพียงชุดเดียว แนวคิดนี้กำลังถูกผลักดันในหลายประเทศทั่วโลก

ในเชิงเทคโนโลยี ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับรหัสเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงระบบเข้ารหัส การจัดเก็บข้อมูล และการกำกับดูแล หากองค์กรมีมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ที่เข้มแข็ง ความเสี่ยงจากการรั่วไหลจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ Laser ID จึงเป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบในระบบนิเวศความปลอดภัยข้อมูล ท้ายที่สุด Laser ID สะท้อนภาพสังคมที่กำลังก้าวสู่การยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ มันเป็นทั้งเครื่องมืออำนวยความสะดวก และดาบสองคมในเวลาเดียวกัน ประโยชน์จะเกิดขึ้นสูงสุดเมื่อมีการกำกับดูแลที่โปร่งใสและประชาชนตระหนักรู้ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไม่ควรถูกมองเป็นอุปสรรค แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัลยุคใหม่

บทความที่น่าสนใจ