“PM2.5” ฝุ่นร้าย ไม่ใช่แค่ปอดพังแต่ทำลายสมอง เซฟสมองก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสันก่อนวัย
เลี่ยงวันฝุ่นหนาพร้อมสวมหน้ากาก N95

ช่วงนี้ค่าฝุ่น “PM2.5” ของประเทศไทยเราขึ้นทะยานไม่แพ้ราคาทองคำเลยทีเดียว ซึ่ง GM Liveได้ข้อมูลที่น่าสนใจจากแพทย์ที่ระบุว่า ค่า “PM2.5” ฝุ่นร้าย ไม่ใช่แค่ปอดพังแต่ทำลายสมอง เซฟสมองก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสันก่อนวัย จึงควรเลี่ยงวันฝุ่นหนาพร้อมสวมหน้ากาก N95
โดยค่า PM2.5 ที่พุ่งสูงนั้น หลายคนกังวลและกลัวว่าเจ้าฝุ่นร้ายนี้จะทำร้ายปอดและระบบทางเดินหายใจ จนทำให้เกิดอาการไอ จาม หรือหอบหืดกำเริบ และกรณีร้ายแรงในบางเคสของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อาจมีอาการหลอดลมอักเสบมีเสมหะเป็นลิ่มเลือดและน้ำมูกไหลเป็นเลือดได้เช่นกัน
แต่นั้นยังไม่ใช่ผลกระทบต่อร่างกายที่ร้ายแรงสุด เพราะจริง ๆ แล้ว ฝุ่นพิษ PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาจนสามารถหลุดเข้าไปใน “สมอง” ได้ และหากสูดฝุ่นอยู่ทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

และเพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพถึงความร้ายการของ ฝุ่นPM2.5ที่ส่งผลต่อระบบสมอง GM Live ขอนำเสนอบทความจากนายแพทย์ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิมุต ที่จะมาคลายข้อส่งสัยว่าฝุ่น PM2.5 เล็ดลอดเข้าไปทำร้ายสมองได้อย่างไร พร้อมแชร์เคล็ดลับดูแลสมองให้รอดจากฝุ่นพิษที่ทำตามได้ทันที เพื่อป้องกันตัวเองจากฝุ่นร้ายนี้
รู้จัก 2 เส้นทางที่พาฝุ่น PM2.5 เข้าสมอง

ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 ก็คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20–30 เท่า ซึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงสมองผ่าน 2 เส้นทางหลัก โดยเส้นทางแรกคือผ่าน “ปอด” เมื่อสูดอากาศเข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมองซึ่งต้องพึ่งพาเลือดปริมาณมากในการทำงาน
อีกเส้นทางหนึ่งคือผ่าน “จมูก” โดยฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) บริเวณยอดโพรงจมูก และเดินทางเข้าสู่สมองได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านระบบเลือด เมื่อฝุ่นพิษเหล่านี้ไปถึงสมองจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกิด Stress Oxidative หรือความเครียดในระดับเซลล์ ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ซึ่งก็คือ สารโปรตีนที่หลั่งจากเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อตอบสนองภาวะการอักเสบและเรียกระดมเซลล์คุ้มกันให้มากำจัดเชื้อแปลกปลอมออกมาทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อย ๆ เสื่อมลงในระยะยาว
อันตรายจากฝุ่นพิษ PM2.5 จากแค่ “สมองล้า” อาจกลายเป็น “อัลไซเมอร์”

ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดอาการสมองล้า หรือBrain Fog ชั่วคราว ทำให้รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดช้าลง สมาธิลดลง หรือจู่ ๆ ก็ปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบ และหากปล่อยให้สมองรับฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวสมองจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนโครงสร้างสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติและเกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย รวมถึงทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น จากที่พบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40–50 ปี
นอกจากนี้ในกลุ่มเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือในวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติก (ASD) สูงขึ้น
เช็กให้ชัวร์ ค่าฝุ่น PM2.5 ระดับไหนที่เริ่มทำร้ายสมอง
เนื่องจากไม่สามารถประเมินค่าฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยตาเปล่าหรือจมูก การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ค่า AQI (Air Quality Index) ซึ่งก็คือค่าดัชนีคุณภาพอากาศ เป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในภาพรวมที่ประกอบด้วยมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ก๊าซโอโซน (O3) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) จึงสำคัญมาก โดยหากค่าฝุ่นอยู่ในระดับ สีส้ม หรือ สีแดง นั่นถือว่าอันตรายต่อร่างกายและสมอง

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในหลายพื้นที่ของไทยพบว่ามีค่าสูงเกินกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นค่าที่ส่งผลกระทบต่อสมองอย่างชัดเจน ดังนั้น การป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงดีที่สุด และหากใครพบความผิดปกติควรไปตรวจเช็กกับแพทย์ทันที”
ชวนปรับไลฟ์สไตล์ ป้องกันสมองจากฝุ่นร้าย
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยลดผลกระทบของฝุ่นพิษต่อสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แต่หากจำเป็นต้องไปข้างนอกควรสวมหน้ากาก N95 ที่กรองฝุ่น PM2.5 ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป
สำหรับภายในบ้านควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA พร้อมตรวจเช็กและเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ควรเลือกกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูป ของหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30–40 นาที สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง โดยแนะนำให้ออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา ที่สำคัญต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพสมองได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้แม้จะเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการหันมาใส่ใจตัวเอง และป้องกันด้วยการเลี่ยงวันฝุ่นหนาหรือสวมหน้ากากหากต้องออกไปข้างนอก และใครที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ สมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อยกว่าเดิม ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อดูแลสมองและสุขภาพขให้ยังแข็งแรงไปนาน ๆ ที่มา : ศูนย์สมองและระบบประสาท ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต โทร. 02-079-0068





