x

ค.ศ. 1981 ณ แอนเทอโลป, รัฐออริกอน - ชีวิตในเมืองเล็กๆอันเงียบสงบห่างไกลทุกสิ่งของประชากรราว 50 คนต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อกลุ่มสาวกจากลัทธิ ‘ราจนีช’(โอโช) เดินทางเข้ามาตั้งรกรากที่อยู่อาศัยบนพื้นที่ฟาร์ม 60,000 เอเคอร์ เพื่อเปลี่ยนผืนดินให้เป็นเมือง ‘ยูโทเปีย’ ไม่นานหลังจากนั้น ลัทธิพวกเขาก็กลายเป็นประเด็นหลักในทุกสื่อและพร้อมจะทำให้ทั้งสหรัฐอเมริกาสะเทือน 
 
Wild Wild Country - ซีรีส์สารคดี 6 ตอนจบที่พาผู้ชมไปพบกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีหลังจากการตั้งถิ่นฐานสร้างเมือง ‘ราจนีชปุราม’ ในพื้นที่รัฐออริกอนตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งระหว่างทางเป็นไปด้วยความรุนแรงและตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การตั้งคำถามและสำรวจในหลายๆประเด็น ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของ ลัทธิ-ศาสนา, ศีลธรรมความถูกต้อง, การฟ้องร้องทางกฎหมาย และการเมืองระดับภาครัฐ  
 
สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจและคาดไม่ถึงสุดๆคือการที่สารคดีเลือกจะเล่าจากสองมุมมอง คือทั้งจากฝั่งคนที่ต่อต้าน และจากปากของคนในลัทธิราจนีชเอง แต่อย่าคิดว่าปากที่ว่าจะมาจากเหล่าสาวกธรรมดาสามัญแต่อย่างใด เพราะทีมงานเลือกจะไปสัมภาษณ์ ‘มา อนันดา ชีลา’ ผู้เป็นเลขาส่วนตัวของ ภควัน ราจนีช เลย ซึ่งบทบาทของเธอแทบจะสำคัญไม่แพ้หัวหน้าลัทธิอย่าง ภควัน โดยเฉพาะในเกมการเมือง เธอเป็นหัวเรือใหญ่ที่ทำให้ลัทธิที่ว่านี้แผ่ขยายและทรงอิทธิพลจนยากจะโค่นได้ แต่ในขณะเดียวกันเธอเองก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่คอยจุดไฟสร้างความเสียหายจนได้รับการจับตามองจากคนภายนอกเช่นเดียวกัน อันนำมาซึ่งการหาวิธีการยุบชุมชนราจนีชปุราม และขับไล่ ภควัน ออกจากประเทศของภาครัฐ
 
ไม่เพียงผ่านจากปากเลขาส่วนตัวเท่านั้น Wild Wild Country ยังคงขุดลึกลงไปในทุกๆภาคส่วนให้ละเอียดขึ้นกว่านั้น ผ่านบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญกับเหตุการณ์ ตั้งแต่ คนในชุมชนแอนเทอโลป, อัยการสูงสุดของรัฐ, นักการเมืองหลายชีวิต ไปจนถึงบุคลากรจากฝั่งลัทธิเอง อาทิ ทนายส่วนตัวของภควัน, โฆษกประจำเมือง และอีกมากมาย ซึ่งเมื่อผนวกกับฟุตเทจในอดีตตอนนั้นอันมหาศาล (ย้ำอีกครั้ง มันมหาศาลและครบถ้วนจริงๆ) ก็ยิ่งทำให้รายละเอียดทุกอย่างหนักแน่น น่าติดตาม และหลากมุมมองอย่างแท้จริง , อย่างที่เขาบอกว่าเหรียญนั้นมีสองด้าน เราก็จะได้เห็นความอื้อฉาวที่เกิดขึ้นผ่านสองฝักสองฝ่ายเช่นเดียวกัน
 
กระนั้น สารคดีก็ไม่ได้เลือกจะโฟกัสที่ความขัดแย้งของเมืองราจนีชปุรามที่มีต่อรัฐออริกอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังพาเราไปพบจุดเริ่มต้นของเรื่องหมดในอินเดีย ปี ค.ศ. 1968 ที่ ชีลา (เลขาส่วนตัว) ได้พบกับ ภควัน เป็นครั้งแรกและกลายเป็นสาวกในเวลาต่อมา อันนำไปสู่การก่อตั้งและแผ่ขยายลัทธิราจนีชที่เติบโตและขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว การบอกปากต่อปากไม่เพียงส่งผลต่อคนอินเดียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนนอกพื้นที่ด้วย ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อเข้ารับการชำระจิตใจ หรือที่ ภควัน บอกว่ามันคือ ‘การสร้างตัวใหม่’ ขึ้นมา เปลี่ยนแปลงเขาให้กลมกลืนกับธรรมชาติ, กลมกลืนกับมนุษย์ทุกคน ในที่แห่งนี้ไม่มีการแบ่งเพศ, ชาติ, สีผิว หรือใดๆก็แล้วแต่ ทุกคนเหมือนกัน เท่าเทียมกัน ทุกคนเริ่มต้นใหม่ ณ ที่แห่งนี้เหมือนๆกัน
 
ไม่นานหลังจากนั้น ภควัน ก็ต้องการจะสร้างเมืองหรือชุมชนยูโทเปียขนาดใหญ่ขึ้นมา ณ ตอนนั้น ชีลา ก็ได้กลายเป็นเลขาส่วนตัวของเขาไปแล้ว (ด้วยอายุที่เด็กมาก ราวๆ 17-18 ปี) เธอจึงเดินทางไปยัง สหรัฐ ศึกษาเล่าเรียน และพบฟาร์มขนาดยักษ์ 63,000 เอเคอร์แถบเมืองแอนเทอโลปเข้า ซึ่งในเวลาไม่นานพื้นที่เงียบสงบแห่งนี้ก็จอแจไปด้วยสาวก ภควัน ที่เดินทางมาอย่างล้นหลามเพื่อสร้างเมืองในฝันหรือสวรรค์บนดินของพวกเขาขึ้นมา: คนงานนับ 100, ทำงานมาราธอน 16 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้เมืองเสร็จสำเร็จในเวลาที่เร็วที่สุด ในไม่ช้า การก่อสร้างที่ว่านี้ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันกว้างขวาง 
 
 
ความน่าสนใจในการสร้างเมืองราจนีชปุราม คือการจัดสรรทางการเงินของลัทธิ พวกเขาไม่ได้มีเพียงทรัพย์สินของชุมชนเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทลงทุนในชื่อของตัวเอง รวมถึงมูลนิธินานาชาติที่กอบโกยเงินอย่างมหาศาลจนทำให้เมืองยูโทเปียของเขาแทบจะมีครบถ้วนทุกอย่าง ตั้งแต่ โรงผลิตไฟฟ้าของตัวเอง, น้ำประปา, สร้างถนน, ศูนย์การค้า, ระบบธนาคารของเมือง, ฟาร์ม, เขื่อน ไปจนถึงสนามบิน ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเองหมดจากพื้นที่ว่างเปล่า  (ไม่รวม โรลส์-รอยซ์ เกือบยี่สิบคัน) ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำสอนของ ภควัน
 
หลังจากนั้น สารคดีก็พาเราไปพบกับเหตุการณ์ตึงเครียดแบบไล่ลำดับตามเวลา (รวมถึงไต่ระดับความเดือด) ตั้งแต่ความขัดแย้งของชุมชนแอนเทอโปลที่มีต่อเมืองราจนีชปุรามที่นำไปสู่กลยุทธ์ยึดเมืองด้วยการซื้อกิจการทุกอย่างให้เปลี่ยนเป็นของตัวเอง (โหดมาก) แถมยังชนะการเลือกตั้งจนทำให้เมือง แอนเทอโลป ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อเดียวกับชุมชนของเขา, การฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมายของรัฐที่ไปสู่โปรเจกต์ยักษ์ที่ ชีลา ต้องการจะชนะเสียงเลือกตั้ง เมืองวาสโค เพื่อขยายพื้นที่ชุมชนของตน (รวมถึงปกป้องชุมชนในเวลาเดียวกัน) ซึ่งวิธีการก็คือการพาคนจรจัดและคนยากไร้เข้ามาพักอาศัยและดูแลในราจนีชปุรามเพื่อซื้อใจและใช้เป็นเสียงในการเอาชนะ (ซึ่งกฎหมายหากมีอายุเกิน 18 ปี และอยู่ในรัฐออริกอนเกิน 20 วันก็มีสิทธิ์ออกเสียงแล้ว)
 
แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่นั้น การตอบโต้ของฝั่งราจนีชปุรามยังคงมีอีกหลายระลอก (ซึ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้นหลังมีคนลอบวางระเบิดโรงแรมพวกเขา) ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีสุดอื้อฉาวที่สร้างปัญหาและความเสียหายให้กับประชาชนและภาครัฐนับไม่ถ้วน ใครจะไปคิดว่ากลุ่มคนพวกนี้มีสร้างห้องทดลองของตัวเองเพื่อสร้างเชื้อโรคแบคทีเรียสำหรับการวางยาพิษคนทั้งเมืองในอาหารที่พวกเขากิน (วิธีการคือเอาเชื้อโรคติดไว้กับแขนเสื้อและสะบัดลงตามร้านอาหารต่างๆ อาทิ สลัดบาร์) หรือการคิดจะทำลายระบบน้ำประปาด้วยการนำบีเวอร์ใส่เข้าไปในถังน้ำประปายักษ์เพราะเป็นสัตว์ที่มีนำพาเชื้อโรคง่าย (บ้าไปแล้ว) รวมไปถึงการลอบวางเพลิงสถานที่รัฐเพื่อทำลายเอกสาร และสารพัดกลยุทธชวน ‘เหวอ’ อีกเพียบที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีแห่งความขัดแย้งนี้
 
อีกส่วนที่น่าสนใจใน Wild Wild Country คือการพูดถึงการเมืองและวิถีชีวิตของเหล่าผู้คนในราจนีชปุราม ซึ่งไม่ได้เพียงพูดถึงหลักศาสนาคำสอนที่นำมาซึ่งพฤติกรรมสุดแปลกประหลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องและสอดคล้องในฐานะการทำธุรกิจและจัดหารายได้ด้วย ตั้งแต่การระดับเงินทุนจากคนรวย (ส่วนหนึ่งมาจากแคลิฟอร์เนีย โดยมีชื่อเรียกว่า พวก Hollywood) การดูแลจัดการภายในและภายนอก ไปจนถึงเกมการเมือง การแบ่งลำดับชนชั้นความสำคัญ ที่แม้ ภควัน จะบอกเองว่าทุกคนในที่แห่งนี้เท่าเทียมกันหมด แต่ความจริงกลับไม่ใช่โดยสิ้นเชิงซึ่งทั้งหมดที่ว่านี้ถูกพูดถึงด้วยท่าทีที่เป็นมิตร มีทั้งช่วงที่เราคล้อยตามไปกับชีวิตของพวกเขา (ด้วยอารมณ์ดราม่าหรือชวนซาบซึ้งแบบแปลกๆ) แต่ก็มีหลายๆครั้งที่เราไม่เห็นด้วยอย่างหนักกับพวกเขา (ด้วยท่าทีชวนน่ากลัวและสยดสยอง) ซึ่งสองอารมณ์ที่ว่านี้ถูกช่างน้ำหนักได้ดีตลอดต้นจนจบ
 
 
เนื่องจากบุคคลหลักที่ถ่ายทอดเรื่องราวในปัจจุบันคือ ชีลา เลขาส่วนตัวของ ภควัน ทำให้เส้นเรื่องของเธอเยอะเป็นพิเศษ (ซึ่งก็ควรจะเป็นแบบนั้น) เราจะได้เห็นพัฒนาการของเธอตั้งแต่ยังสาว, การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งใหญ่ในลัทธิ, ช่วงเวลาทำงานสุดเสียสติและน่ากลัว ยาวไปจนถึงช่วงเวลาอันสงบสุขในวัยชรา ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เธอกลับกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมความขัดแย้งสำคัญเมื่อ ชีลา ตัดสินใจลาขาดจาก ราจนีชปุราม และเดินทางไปเยอรมันพร้อมบุคลากรในลัทธิอีกหลายคน (ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้มาเล่าในสารคดีด้วย) นำมาซึ่งการแตกหักกันเองภายในลัทธิและการออกสื่อครั้งใหญ่รอบสามปีครึ่งของ ภควัน เพื่อบอกแก่ประชาชนทุกคนว่าสารพัดแผนการสุดอื้อฉาวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือของ ชีลา แต่เพียงผู้เดียวและเขาต้องการให้รัฐบาลจับกุมเธอให้ได้
 
กระนั้น งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา (ที่สำคัญงานเลี้ยงใหญ่เสียด้วย) เมื่อการแตกหักของ ภควัน และ ชีลา เปิดทางสะดวกให้ภาครัฐเข้าจับกุมทั้งสอง (และพรรคพวกของชีลาอีกหลายคน) ก็นำมาซึ่งจุดจบของชุมชนราจนีชปุราม ที่ตั้งรกรากมานานกว่า 4 ปี ไม่ว่าพวกเขาจะมีเจตนาดีมากน้อยแค่ไหน แต่คดีที่เกิดขึ้นล้วนเป็นส่วนที่ ภควัน และ ชีลา ก่อขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ (ภควันเกี่ยวข้องกับการนำคนต่างด้าวเข้ามาอาศัยรวมถึงการจัดสมรสปลอม ส่วน ชีลา นั้นโดนในคดีพยายามฆ่าแพทย์เพื่อขัดขวางการฆ่าตัวตายของ ภควัน ในงานวันพระอาจารย์ที่) นำไปสู่การย้ายถิ่นฐานของคนนับหมื่นในราจนีชปุราม (และความดีใจเนื้อเต้นของชาวแอนเทอโลป) แต่นั้นก็หาใช่จุดจบของลัทธิ พวกเขาส่วนใหญ่เดินทางไปยัง เมืองปูเณ่, อินเดีย ชุมชนก่อนหน้าที่ ภควัน จะมาสหรัฐ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘โอโช’ อย่างที่ใครหลายคนรู้จักในทุกวันนี้
 
แม้บรรยากาศจะตึงเครียดมาโดยตลอดแต่เมื่อถึงบทสรุปของเรื่องทั้งหมด เรากลับปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองนั้น ‘อิน’ กับชีวิตของทุกๆ คนในเรื่องไม่น้อย ส่วนหนึ่งอาจเพราะการขยี้ของตัวสารคดีด้วยที่ทำให้เห็นชะตากรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับลัทธินี้ ไม่ว่าจะทั้งฝั่งของ ภควัน หรือคนในชุมชนปกติ , แม้เวลาจะผ่านมานานนับ 30 ปี แต่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงติดค้างอยู่ในส่วนหนึ่งของจิตใจเสมอ ไม่ว่าจะทางที่ดีหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เราชอบมากๆคือไม่ว่าจะทั้ง ชีลา, ฟิลิป (ทนายส่วนตัว) หรือ เจน (คนสนิทของชีลา) ทุกคนต่างค้นพบบางสิ่งจากลัทธิราจนีชนี้ และเดินทางต่อไปในแบบชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะยังคงศรัทธาต่อ หรือเสื่อมศรัทธาแล้วก็ตาม ภควัน ทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันกลับ เช่นเดียวสาวกคนอื่นๆนับแสนที่ทุกวันนี้ยังคงมีการสืบทอดวิสัยทัศน์ของเขาต่อไป แม้ตัวเขาจะไม่อยู่แล้วก็ตาม
 
สิ่งที่ชอบมากๆ คือการสารภาพบาปและปลดเปลื้องความคิดทุกคน สารคดีไม่ได้พยายามจะโยนความผิดหรือความถูกต้องให้ใคร แต่เป็นเพียงคนทำหน้าที่ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ผ่านทุกแง่มุมก็เท่านั้น มันจึงจบลงด้วยความงามในความแตกต่าง ไม่ว่าคุณจะเข้าข้างฝ่ายใด ราจนีช หรือคนที่ไม่เห็นด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคงเป็นประโยคสุดท้ายที่ ชีลา พูดกับกล้องว่า ‘จงอย่าลืมความอื้อฉาวที่เกิดขึ้น’ ความอื้อฉาวที่ทุกคนในชุมชนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ควรลบมันออกจากชีวประวัติของ ภควัน เป็นอันขาด (ไม่ว่าจะเชื่อในแบบนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นความจริง และความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย)
 
‘Wild Wild Country’ เป็นซีรีส์สารคดีที่เราสนุกและเอนจอยกับมันตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่น่าประทับใจมากคือการรวบรวมแฟ้มข้อมูลทุกอย่างเท่าที่จะมีได้เพื่อลำดับเรื่องราวให้เห็นภาพอย่างชัดเจนตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะในประเด็นไหนก็มีฟุตเพจมาสอดรับกับช่วงนั้นๆ เสมอ (จนแอบคิดเล่นๆ ว่ามันถ่ายใหม่กันเหรอวะ 555) ไม่ว่าจะทั้ง วิดีโอที่ถ่ายโดยชุมชมราจนีชปุรามเอง, แฟ้มภาพข่าวจากทุกสำนัก, ภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์คนทั่วไป และอีกมากมาย (หนึ่งในนั้นมีการใช้ภาพวาดเล่าเรื่องด้วย แปลกและสวยดี) โดยรวมเป็นอีกผลงานจาก Netflix ที่ไม่อยากพลาดกันด้วยประการทั้งปวง
 
ความน่าตลกก็คือ ทุกวันนี้พื้นที่เมืองราจนีชปุรามถูกซื้อด้วยเงินมหาศาลเพื่อบริจาคให้มูลนิธิ Young Life สำหรับสร้างชุมชนเมืองคริสเตียนขนาดใหญ่ขึ้นมา “มันก็เหมือนลัทธินั่นแหละ แต่พวกเขาดูใจดีเป็นมิตรมากกว่า อย่างน้อยก็ไม่ได้พกปืน AK-47 กันที่นี้” ชายแก่ใน เมืองแอนเทอโลป คนหนึ่งกล่าวอย่างติดตลก