x

จากกรณีศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) ลงข่าว  “จุฬา-ธรรมศาสตร์-มหิดล ได้งบปี 2562 รวมกันมากกว่าราชภัฏ 38 แห่ง” ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างสถาบันการศึกษา เมื่อบางสถาบันได้รับการอุดหนุนเป็นพิเศษ ส่วนสถาบันในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏซึ่งได้งบอุดหนุนน้อยกว่ามากๆ แต่กลับถูกประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกัน จนทำให้มีบางคนเห็นว่ามัน “ไม่แฟร์”
 
อาจารย์อาทิตย์ ศรีจันทร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ไว้บนเฟซบุ๊กซึ่งทาง GM Live ได้ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อตามเนื้อหาด้านล่าง :
 
เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ มีผู้สงสัยว่า "ราชภัฏทำอะไร ถึงควรได้เงิน" (เท่าๆ กับ จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล) ผมได้ตอบไว้ดังนี้ครับ
 
ผมไม่แน่ใจว่าจะตอบคำถามได้ไหมว่าราชภัฏทำอะไร ถึงควรได้เงิน และทำไมราชัฏถึงต้องสร้างตึกเยอะๆ คืออย่างนี้ครับ ราชภัฏนี่ต่างจากมหาลัยใหญ่ๆ แน่ๆ ครับ ในด้านสาธารณูปโภค ความพร้อมของอุปกรณ์ในการศึกษา ห้องสมุด ฯลฯ ของพวกนี้มันไม่ได้มีคนบริจาคหรือให้มาเปล่าๆ เหมือนกับมหาลัยใหญ่ๆ ไมค์ แอร์ คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งฐานข้อมูลออนไลน์ ราชภัฏไม่มีเงินมากมายที่จะซื้อเองน่ะครับ ดังนั้นไอ้การสร้างตึกเยอะๆ นี่มันคือความพยายามอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาสาธารณูปโภคนะครับ
 

ราชภัฏทำอะไร ถึงควรได้เงิน?

 
ดูเหมือนว่าราชภัฏจะไม่ได้ทำอะไร "ใหญ่ๆ" เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนมหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณเยอะๆ นะครับ แต่ราชภัฏถูกวางให้เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ชุมชน ดังนั้นราชภัฏทำงานกับชุมชนและท้องถิ่นเยอะมากๆ ครับ งานวิจัยก็เป็นงานที่ทำกับท้องถิ่น มันไม่ได้เป็นการสร้างนวัตกรรมใหญ่ๆ หรือทฤษฎีใหญ่ๆ โตๆ ให้กับสังคม ดังนั้นสำหรับคนทั่วๆ ไปก็ไม่ค่อยเข้าใจครับ ว่าราชภัฏทำอะไรบ้าง
 
ผมเองในฐานะอาจารย์ราชภัฏที่ไม่สนใจเรื่องชุมชน ไม่เคยทำงานเกี่ยวกับท้องถิ่น งบประมาณในการสนับสนุนในทางวิชาการมันน้อยลงกว่าคนในที่ทำงานครับ ซึ่งผมยอมรับได้ เพราะผมไม่ได้ทำงานเพื่อตอบโจทย์ของมหาวิทยาลัย
 
ทีนี้สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ ผมคิดว่ามันคือเรื่องความเหลื่อมล้ำนะครับ แนวคิดที่ว่ากระจายอำนาจทางการศึกษานี่พูดกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว หลายๆ คนก็เห็นดีเห็นงามด้วย แต่พอกลับไปดูที่งบประมาณที่รัฐให้ลงมา มันเห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่าต่างกันขนาดไหน หลักร้อยล้านกับหลักหมื่นล้าน
 
มิพักต้องพูดว่า บรรดามหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณแผ่นดินหลักพันล้าน หมื่นล้านนั้น "ล้วนแล้วแต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วทั้งสิ้น" นั่นหมายความว่า มหาวิทยาลัยเหล่านี้ "ควรจะอยู่ได้ด้วยการหาเลี้ยงตนเอง"
 
ผมไม่สนับสนุนแนวคิดการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยนะครับ แต่การออกไปแล้ว (แน่นอนครับว่ารัฐยังต้องให้งบประมาณเพื่ออุดหนุนอยู่ แต่มันมีกรอบเวลาว่าจะอุดหนุนอีกกี่ปี) งบประมาณแผ่นดินเพื่ออุดหนุนการศึกษามันควรจะเหลือให้กับมหาวิทยาลัยเล็กๆ อย่างราชภัฏได้ไปพัฒนาปรับปรุงตัวเองบ้าง
 
คำถามที่ว่า "ราชภัฏทำอะไร จึงควรได้เงิน" นี่จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนนะครับ ว่าไอ้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามันมีอยู่จริงๆและเกิดขึ้นจากคนที่มีโลกทัศน์อยู่ไม่เกินกรุงเทพเท่านั้น
 
ผมไม่ปฏิเสธนะครับ ว่าราชภัฏเองมีปัญหาหลายๆ ด้าน แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทยนั้นมันต้องได้รับการแก้ไขครับ ไม่ใช่มาบอกว่า ราชภัฏมันไม่ทำอะไร ก็ไม่ต้องเอาเงินไปหรือเอาไปน้อยๆ ก็พอ ไม่เหมือน จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล ที่สร้างนวัตกรรมใหญ่ๆ ให้สังคมไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ชาติไทย พวกนี้ต้องเข้าไปช่วยเหลือเขา แล้วปล่อยให้ราชภัฏมันอยู่ของมันแบบนั้นไป
 
จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล เชียงใหม่ ฯลฯ มีโอกาสมากกว่าราชภัฏในการหาเงิน ทั้งหลักสูตรที่ทำเงิน การเช่าอสังหาริมทรัพย์ บริการวิชาการ โรงพยาบาล ฯลฯ ทั้งหมดนี่แทบไม่ต้องของบประมาณแผ่นดินก็ได้ครับ แต่ก็ได้ไปหมื่นล้าน แต่ราชภัฏ มหาวิทยาลัยที่มีแต่ตึกเก่าๆ คอมพิวเตอร์ตกรุ่น ห้องสมุดเก่า ได้งบประมาณมาหลักร้อยล้าน
 
บางทีด้วยโลกทัศน์ที่ว่าราชภัฏไม่ทำอะไร ก็เหมาะควรแล้วครับที่ราชภัฏควรจะได้งบประมาณเท่านี้ สมน้ำหน้าจริงๆ ครับ