ถ้าเคยรู้สึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากความบันเทิงที่จำเจในหน้าจอทีวีแล้วละสายตาจากหน้าจอทีวีมาเปิดรายการหรือ “วีดีโอคอนเทนต์” ในโลกออนไลน์จะพบว่า เนื้อหาเหล่านั้นเต็มไปด้วย “คำหยาบ” ถึงจะทำให้รู้สึกแสลง หรือตกใจเล็กน้อยเมื่อเปิดครั้งแรก
 
แต่เอาเข้าจริงแล้ว “ความดิบ” ที่นิยามด้วยวลีฮิตว่า “ต่ำตม” นอกจากสร้างความสำราญในโลกดิจิทัล ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนแง่มุมอีกหลายอย่าง

เรื่อง : ริงโก้ 
 
เมื่อเปิดเจอคอนเทนต์ที่ว่า “ต่ำตม” ในโลกออนไลน์ ความประหลาดไม่ได้อยู่ที่การค้นพบ “ความหยาบคาย” ซึ่งถูกเซ็นเซอร์เกลี้ยงจากหน้าจอที่มีหน่วยงานรัฐกำกับ 
 
ความรู้สึกประหลาดใจคือการค้นพบว่า “ความหยาบคาย” ที่หาไม่ได้ในสื่อกระแสหลักช่าง “น่ารัก” และ “น่าชัง” ในเวลาเดียวกัน ซึ่งมัน “โดนใจ” เสียเหลือเกิน 
 
ความรู้สึกนี้ไม่ได้กระจุกกับคนหลักร้อยเท่านั้น แต่เกิดกับกลุ่มคนหลักหมื่นถึงหลักแสน 
 
ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ยุคที่อินเทอร์เน็ต และผู้ให้บริการพื้นที่สำหรับใส่คอนเทนต์ยังไม่เติบโตเหมือนทุกวันนี้ โลกบันเทิงแบบดิบเหล่านี้ถูกนิยามและจัดกลุ่มในจำพวกกึ่ง “ใต้ดิน” มีที่ทางอยู่แค่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น 
 
ขณะที่สื่อทั่วไปมีหน่วยงานภาครัฐและการรวมกลุ่มของวิชาชีพกำกับควบคุมอย่างเป็นทางการ จัดอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์กระแสหลักที่ประชาชนวงกว้างเข้าถึงได้ 
 
เมื่อเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มรองรับคอนเทนต์พัฒนาถึงขั้นรุ่งเรืองในปัจจุบัน “กลุ่มใต้ดิน” สามารถใช้ช่องทางสร้างคอนเทนต์ได้แบบอิสระ ไม่มีกรอบใด ๆ มากำกับ นอกเหนือจาก “ความรับผิดชอบต่อสังคม” เท่านั้น
 
ยุคนี้จึงเห็นหรือคอนเทนต์จาก “ใต้ดิน” มีแบรนด์เป็นของตัวเอง มีที่ทางของตัวเอง ถึงลักษณะช่องทางจะแตกต่างจากสื่อกระแสหลัก แต่พลังการเข้าถึง และผลกระทบจากคอนเทนต์ต่อกลุ่มผู้ชมแทบไม่ต่างจากสื่อกระแสหลักด้วยซ้ำ 
 
สำหรับคอลูกหนังอาจพอคุ้นตากับกลุ่ม “ขอบสนาม”​ 

“ขอบสนาม” เริ่มต้นจากคอนเทนต์วีดีโอฟุตบอลที่มีเสียงพากย์เดือดและดิบ นอกจากจะมีจุดเด่นที่น้ำเสียงจากคนพากย์แล้ว ถ้อยคำที่สบถ-อุทานเหมือนเพื่อนสนิทคุยเฮฮากันทั่วไปแบบธรรมชาติกลายเป็นเอกลักษณ์ที่เพิ่มความเผ็ดร้อน (เรื่องบรรทัดฐานหรือมารยาททางสังคม เดี๋ยวจะพูดถึงต่อไป)
 
คอนเทนต์ทำโดย “เบลล์ ขอบสนาม”​ หนุ่มวัยเลข 2 นำหน้าซึ่งหันหลังให้งานประจำมาทำงานคอนเทนต์ฟุตบอลด้วย “ตัวเอง” (พร้อมทีมงานจำนวนหนึ่ง)
 
ไม่นานนัก “ขอบสนาม”​ ยึดพื้นที่ในโลกออนไลน์ จากเฟสบุ๊ก ยูทูบ ทวิช (Twitch : คลิกอ่านเรื่องราวของแพลตฟอร์มทวิช) ฯลฯ 
 
จากกลุ่มหลักร้อยมาหลักพัน หลักพันก้าวเป็นหลักแสน ปัจจุบันเพจในเฟสบุ๊กมียอดไลค์ 3.75 ล้านไลค์ 
 
สื่อกระแสหลักดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ ฟรีทีวี จนถึงทีวีดิจิทัล รู้กันดีว่าออนไลน์คือช่องทางที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับอนาคตของธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ 
 
จำนวนฐานผู้ติดตามหมายถึงการการันตีจำนวนผู้เสพย์ของแต่ละเครือในโลกออนไลน์ แม้จะยังไม่ถึงขั้นตีความได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของธุรกิจออนไลน์ก็ตาม
 
กลุ่ม “ใต้ดิน” ที่ว่า ตอนนี้มีฐานผู้ติดตามมากกว่าองค์กรสื่อหลักหลายที่แล้ว 
 
ล่าสุด ช่วงต้นเดือนตุลาคม “ขอบสนาม” ประกาศเตรียมให้ “มาดามเดียร์” นักบริหารและนักธุรกิจสาวในแวดวงสื่อและวงการฟุตบอลเข้ามาบริหารให้กลายเป็น “สื่อกีฬาครบวงจร” เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

“ขอบสนาม” ประกาศขยายไลน์ไปสู่คอนเทนต์กีฬาอื่น และคอนเทนต์ประเภทอื่นอย่างภาพยนตร์ และอีสปอร์ตส ซึ่งเพิ่งประกาศรับสมัครทีมงานมาร่วมสายนี้ด้วย
 
การเติบโตของ “ขอบสนาม” ขยายจากวีดีโอมาสู่คอนเทนต์ “ข้อมูลข่าวสาร” อื่น ๆ มี Advertorial ในสื่อสังคมออนไลน์ รูปแบบการทำงานพัฒนามาสู่องค์กรสื่อขนาดย่อมก็ว่าได้ เว็บจัดอันดับช่องสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังประมาณรายได้จากส่วนแบ่งโฆษณาของช่อง “ขอบสนาม”​ ในยูทูบอยู่ที่ประมาณ 1,800 - 28,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 63,000 - 1,000,000 บาทต่อเดือน
 
“ขอบสนาม” ไม่ใช่กลุ่มกึ่ง “ใต้ดิน” เดียวที่ได้รับความนิยมในออนไลน์
 
รายการแร็ปแบทเทิลในไทยซึ่งรับวัฒนธรรมดนตรีมาจากฝั่งอเมริกันก็โลดแล่นอยู่ในโลกออนไลน์จนกระทั่งแพลตฟอร์มวีดีโอได้รับความนิยมถึงขีดสุด รายการ Rap is Now ก็แจ้งเกิด ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว 

ล่าสุด รูปแบบรายการเพิ่งถูกหยิบไปผลิตเป็นรายการในเวิร์คพอยท์ ชื่อรายการ “The Rapper” (ท่ามกลางคำถามว่า “คำสบถ” จะยังบรรจุในรายการจริงหรือไม่ จากที่ระเบียบรับสมัครผู้ร่วมรายการระบุให้เลี่ยงใช้คำหยาบคายแล้ว)
 
เอกลักษณ์ของรายการนอกจากจะถูกจริตชาวไทยที่นิยมการประชันด้วยเสียงเพลง แต่ที่โดนใจมากกว่าคือ สิ่งที่ร้องกันเป็นการกระแทกคู่แข่งด้วย “คำด่า”​ โดยตรง ซึ่ง “คำด่า” ที่ว่านี้คือส่วนผสมที่บ่งบอก “ความสร้างสรรค์” แบบไทย ๆ ได้ 
 
ลีลาซัดกันด้วยคำผวน ภาษายอกย้อน ลามปามถึงบุพการี และเรื่องบนเตียง แต่ไม่ว่าคู่แร็ปจะเป็นคนแปลกหน้า หรือเป็นพี่น้องที่รู้จักกันแบบเพื่อนก็ต้องปะทะคารมประกอบทำนองเพลงแล้วจบด้วยการจับมือแบบยิ้มแย้มทุกครั้ง 
 
นี่คือส่วนผสมของวัฒนธรรม “ใต้ดิน” ที่ได้เสียงตอบรับดีในกลุ่มแฟนและขยายฐานออกไปเรื่อย ๆ เป็นโมเดลธุรกิจบันเทิงสำหรับสายโปรดักชั่นโดยปริยาย   
 
ตัวอย่างไม่หมดแค่สองก๊วนที่ว่า ยุคบุกเบิกของคอนเทนต์วาไรตี้บันเทิงป่วนโลกต้องย้อนไปถึงแก๊ง “เฟดเฟ่” ที่กลายเป็นกึ่งบริษัทผลิตคอนเทนต์บันเทิงที่มีรายได้ติดอันดับยูทูบเบอร์ที่ทำเงินมากที่สุดในไทย รายได้จากเว็บจัดอันดับผู้ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ระบุรายได้รายเดือนของช่อง “เฟดเฟ่คลิป” อยู่ที่ประมาณ 4,300 - 68,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (150,000 - 2,380,000 บาทต่อเดือน) 

การเติบโตของคอนเทนต์อิสระจากผู้ผลิตที่ไม่ใช่สื่อกระแสหลักเข้ามาสร้างพื้นที่ในตลาดอย่างชัดเจน โลกบันเทิงรู้จักคลิปที่ถ่ายทำเล่น ๆ ของพลอย หอวัง ในชื่อ Paloy’s Diary รายการทอลค์โชว์วาไรตี้คุยกัน (ร้องเพลงบ้าง) แบบสบาย ๆ แต่เผ็ดร้อนระหว่างเดินทางบนรถ
 
รายการที่แจ้งเกิดให้กับโอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน นักร้องที่กลับมาร้อนแรงสุดขีดเพราะเล่นตลกสไตล์เฉพาะตัวใต้นิยามซึ่งเรียกกันเองว่า “ต่ำตม” 
 
“ความต่ำตม” ที่ดิบแบบวงสนทนาเพื่อนคุยกันโดนใจผู้ชมจนคลิปที่ถ่ายทั่วไปพัฒนากลายเป็นรายการและต่อยอดสู่งานอื่นในวงการ (รวมถึงสื่อกระแสหลัก)

แต่ข้อถกเถียงที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงคือ กรอบในโลกออนไลน์ที่กว้างกว่ากรอบของสื่อกระแสหลักซึ่งถูกควบคุมด้วยหน่วยงานรัฐและองค์กรวิชาชีพ 
 
“ความดิบ” ในคอนเทนต์ช่วยสร้างความแตกต่างจากความบันเทิงที่จำเจในสื่อกระแสหลัก สร้างอารมณ์ความรู้สึกจริงใจแบบ “ธรรมชาติ” ต่างจากรายการหน้าจอที่ผู้ชมมักชินชากับการแสดงตัวตนอีกแบบตามกรอบของสื่อกระแสหลัก
 
งานวิจัยของ Danette Ifert Johnson ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารพบว่า การพูดสบถ-คำหยาบไม่ได้เป็นแค่การสื่อสารตามความหมายของรูปประโยค แต่ยังเป็นการสื่อสารอารมณ์ระหว่างผู้รับและผู้ส่งข้อความโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง​ ซึ่งการสบถสามารถเพิ่มประสิทธิผลและเพิ่มโอกาสในการชักจูงจากตัวรูปประโยคที่สื่อสาร 
 
งานศึกษาด้านการสื่อสารยังว่า คนที่จุ่มมือในน้ำแข็งสามารถแช่มือได้นานขึ้นเมื่อพูดสบถ 
 
และ “ความดิบ” ในออนไลน์ก็ไม่มีขอบเขตใด ๆ มากั้นทั้งสิ้น 

"คำหยาบ" ในรายการสื่อกระแสหลัก (ช่วง 15:22 - 16:25) เห็นได้ว่ามี "สบถ" แต่ถูกเซ็นเซอร์ในขั้นตัดต่อ
 
แต่ก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่น ๆ ในโลกยุคดิจิทัล ระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้สร้างคอนเทนต์พัฒนาแบรนด์ของตัวเองจนติดตลาดสะท้อนระยะห่างระหว่างการพิจารณาของรัฐที่ยังอยากให้ประชาชนอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม กับโลกความเป็นจริงที่นิยาม “ศีลธรรม” ของคนทั่วไปอยู่คนละระดับกับบรรทัดฐานของรัฐไปแล้ว 
 
เสรีภาพในโลกออนไลน์วิ่งไปไกลกว่ากลไกการกำกับดูแลของภาครัฐ เช่นเดียวกับภาพไทม์ไลน์ประมูลทีวีดิจิทัลขณะที่เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และตลาดกำลังก้าวไปสู่โลกออนไลน์อีกแห่งหนึ่ง 
 
ช่องว่างนี้ยังทำให้เห็นโอกาสสำหรับผู้สร้างสรรค์ผลงาน และสะท้อนว่าคนทั่วไปเปิดใจรับกับการสร้างสรรค์งานของผู้ผลิตที่แตกต่างจากกรอบเดิมของสื่อกระแสหลัก และอาจไม่ตรงกับนิยามศีลธรรมอันดีงามของรัฐ ใต้ฐานคิดแบบผู้ผลิตคอนเทนต์มี "ความรับผิดชอบ" ในระดับที่เหมาะสม ยุคนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่แยกแยะบริบทศีลธรรมตามบรรทัดฐานของสังคมกับกาลเทศะในโลกความเป็นจริงออก 
 
แต่ในอนาคตอาจไม่แน่นัก การลงแส้ของภาครัฐที่เร่งคืบหน้าเข้ามา การพิจารณาคอนเทนต์ในระบบต่าง ๆ กำลังอยู่ในกระบวนการ ร่างการควบคุมเนื้อหาไม่เหมาะสม ระบบการจัดเก็บภาษีผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ฯลฯ กำลังถูกพูดถึงในหน้าสื่อท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลที่มีช่องทางใหม่ ๆ และผู้ผลิตคอนเทนต์เกิดขึ้นใหม่ต่อเนื่อง 
 
กว่ารัฐจะไล่ทัน ไม่แน่ว่าเป็นตอนที่จากไข่เป็นฟอง ก็ทันตอนฟักออกเป็นตัวเป็นตนแล้ว 
 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน