Connect with us

Life

การย้ายถิ่นฐานไปอวกาศ ถนนสู่ดวงดาวของมนุษย์

เรื่อง : ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน 

22 เมษายน 1995 วาเลรี ปอลยาคอฟ นักบินอวกาศรัสเซียเดินทางกลับจากสถานีอวกาศเมียร์ ลงมาสู่โลกพร้อมกับยานโซยุซ การลงจอดครั้งนั้นเป็นไปตามปกติทุกอย่าง เพียงแต่ว่าปอลยาคอฟได้สัมผัสกับแรงโน้มถ่วงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาขึ้นสู่อวกาศในเดือนมกราคม 1994 รวมเวลาอยู่บนยานอวกาศทั้งหมด 437 วัน 17 ชั่วโมง 58 นาที และยังคงเป็นสถิติโลกของการเดินทางท่องอวกาศที่ยาวนานที่สุด

ณ ปัจจุบันสถิติของปอลยาคอฟยังไม่ถูกทำลายลง แม้กระทั่งนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติที่ทันสมัยที่สุด และมีพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่าเมียร์หลายเท่ายังไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่บนอวกาศเกินไปกว่า 1 ปี เนื่องจากความรู้ด้านการดำรงชีวิตในอวกาศของมนุษย์นั้นยังน้อยนิดกว่าที่จะนำชีวิตของตัวเองขึ้นไปเสี่ยง

สิ่งนี้นำมาซึ่งคำถามที่ว่าแล้วในภาพยนตร์ไซ-ไฟที่เราเห็นการเดินทางในอวกาศนานนับสิบปี หรือแม้กระทั่งการตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่นนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน คำตอบนี้สามารถตอบได้ในหลายเชิง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงวิวัฒนาการ ในเชิงสังคม หรือแม้กระทั่งในเชิงปรัชญา

ทำไมต้องขึ้นสู่อวกาศ ถนนสู่ดวงดาวของมนุษย์

ก่อนที่เราจะมาทำความเข้าใจว่า ทำไมมนุษย์ต้องดันทุรังขึ้นไปใช้ชีวิตบนอวกาศ เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้มนุษย์ต้องย้ายถิ่นฐานตั้งแต่แรก มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกบาลานซ์ด้วยสองสิ่งมาตลอด ได้แก่ ความกล้า และความกลัว ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้เรารู้จักเอาตัวรอดด้วยการไม่นำตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับอันตราย ส่วนความกล้าช่วยให้เราไม่อดตายอยู่กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สภาพอากาศที่โหดร้าย และความขัดแย้งทางความคิด ไม่แปลกใจที่ภาพยนตร์เรื่อง Interstellar เลือกเหตุผลในการหาดาวเคราะห์ดวงใหม่จากปัจจัยด้านอาหาร พืชผลไม่สามารถเติบโตได้ ซึ่งเหตุผลใน Interstellar อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่บรรพบุรุษของเราเดินทางออกจากแอฟริกา

ภาพยนตร์เรื่อง Interstellar

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ ยูริ กาการิน ถูกส่งขึ้นไปเป็นนักบินอวกาศคนแรกไม่ใช่เพราะประชาชนในสหภาพโซเวียตไม่มีอาหารกิน (แม้ว่าจะไม่มีจริงๆ ก็ตาม) แต่เป็นเหตุผลด้านการแสดงอำนาจ ซึ่งการแสดงอำนาจนั้นตอนแรกพุ่งไปในเชิงสงครามและอาวุธนิวเคลียร์ แต่ต้องขอบคุณนักคิดสองคนคือ เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ และ เซอร์เกย์ คาราลอฟ จากเยอรมนีและสหภาพโซเวียต ตามลำดับ ที่กระตุ้นให้ผู้นำประเทศเห็นเรื่องอวกาศเป็นการข่มกันในเชิงอำนาจ แต่สุดท้ายปฏิเสธไม่ได้ว่าความฝันลึกๆ ของทั้งสองคนมาจากอิทธิพลที่สำคัญคือนวนิยายวิทยาศาสตร์

ก่อนที่จรวดลำแรกจะพุ่งขึ้นด้วยซ้ำ โลกได้รู้จักกับนักเขียนอย่าง คอนสแตนติน ไซคอฟสกี (เจ้าของนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง และการออกแบบลิฟต์อวกาศ สมการจรวด) เฮอร์เบิร์ต จอร์จ เวลส์ (โด่งดังจาก The War of the Worlds) หรือ จูลส์ เวิร์น (จาก A Trip to the Moon) ซึ่งส่งต่อจินตนาการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอดีตที่มนุษย์เริ่มเล่าเรื่องจากจินตนาการด้วยซ้ำ

ไม่ปรากฏชัดว่ามนุษย์อยากขึ้นไปใช้ชีวิตบนอวกาศครั้งแรกเมื่อไหร่กันแน่ เพราะหลายวัฒนธรรมก็มีความเชื่อแตกต่างกันไปในเรื่องของสวรรค์หรือดินแดนเหนือธรรมชาติอื่นๆ แต่ถ้านับเอาสิ่งที่เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ก็น่าจะมาตั้งแต่สมัยของลูเชียนแห่งซามอซาทา ซึ่งในงานเขียน  A True Story ของเขา ลูเชียนเล่าเรื่องมนุษย์ต่างดาว การยึดครองโลกมาก่อนเวลส์หรือเวิร์นเสียอีก

เป็นเวลากว่าพันปีหลังจากนั้น ในปี 1638 โลกผ่านยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ รวมถึงการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ แนวคิดต่างๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง บิชอปแห่งแลนแดฟ นามว่าฟรานซิสก็อดวิน ได้แต่งนวนิยายซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการค้นพบแรงโน้มถ่วงของไอแซก นิวตัน และฟิสิกส์การโคจรของโยฮันเนส เคปเลอร์ นวนิยายเรื่องนั้นมีชื่อว่า The Man in the Moone เล่าเรื่องของชายที่ชื่อกอนซาเลส ที่เดินทางด้วยฝูงห่านไปบนดวงจันทร์ และใช้ชีวิตอยู่บนนั้นเป็น ‘บ้าน’ ร่วมกับมนุษย์บนดวงจันทร์เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่กอนซาเลสจะคิดถึงบ้านจริงๆ ของเขาบนโลก และเดินทางกลับในที่สุด

ในตอนนั้นมนุษย์ยังสำรวจโลกไม่ครบทุกมุมด้วยซ้ำ ยังไม่มีใครแต่งนวนิยายเรื่องการไปดวงจันทร์ หรือหาบ้านใหม่บนดาวดวงอื่นเพราะขาดอาหาร ปัจจัยในการย้ายถิ่นฐานไปยังอวกาศของมนุษย์ยังเป็นเรื่องจินตนาการ การเดินทางสำรวจอยู่ หรือแม้กระทั่งปัจจัยทางการเมืองเช่นกัน นวนิยายชื่อครัสนายาซเวซดา (1908) ของสหภาพโซเวียตเล่าว่ามนุษย์เดินทางไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารชั่วคราวเพื่อศึกษาการปกครองแบบสังคมนิยมของมนุษย์ดาวอังคาร มีเพียงแค่นวนิยายวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ๆ เท่านั้นที่เล่าเรื่องการเดินทางหาที่อยู่ใหม่ของมนุษย์ โดยมีปัจจัยมาจากความมั่นคงด้านอาหาร

มนุษย์อาศัยอยู่ในอวกาศอย่างไรในปัจจุบัน

ในการสำรวจอวกาศในยุคปัจจุบัน เรายังไม่ได้ทำเพื่อหาดาวดวงใหม่เพื่อไปอาศัยอยู่เป็นวัตถุประสงค์หลัก เพราะที่ผ่านมานับตั้งแต่โครงการอะพอลโล ยาวมาจนถึงสถานีอวกาศนานาชาติ รวมถึงการสำรวจดาวอังคารในอนาคต ยังคงเป็นไปเพื่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันแรกที่จรวดลำแรกบินขึ้น เวลาผ่านไปไม่ถึง 100 ปีด้วยซ้ำ แต่เทคโนโลยีที่เราเห็นทุกวันนี้กลับมาจากการสำรวจอวกาศ เช่น คอมพิวเตอร์ ระบบนำทาง การเขียนโปรแกรมสมัยใหม่ กล้องดิจิทัล และอีกหลายๆ อย่าง

ด้วยเหตุนี้เองหน่วยงานอวกาศทั่วโลกจึงทุ่มเม็ดเงินเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้อาศัยอยู่บนอวกาศก่อนในโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มพันธมิตร สหรัฐอเมริกา ยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ (ไม่รวมจีน เพราะจีนสร้างสถานีอวกาศเป็นของตัวเอง) ให้มนุษย์ 3-6 คน ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่บนนั้น

เหล่านักบินอวกาศมีตารางเวลางานที่แน่น ในแต่ละปีงานจำนวนมากถูกส่งขึ้นไปทำการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ ครอบคลุมทั้ง ฟิสิกส์ วัสดุศาสตร์ ชีววิทยา การแพทย์ รวมไปถึงสังคมวิทยาด้วย เป็นเหตุผลที่เราเลือกที่อยู่ของสถานีอวกาศนานาชาติให้อยู่สูงขึ้นไปเพียงแค่ประมาณ 400 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกเท่านั้น

แม้พวกเขาจะทำงาน กิน นอนในสภาพแวดล้อมที่น่าอึดอัด เพื่อนร่วมงานที่หน้าซ้ำๆ เดิมๆ ความเป็นส่วนตัวที่หาไม่ค่อยได้ แต่เชื่อเถอะว่าการอาศัยอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ณ ปัจจุบันนั้น โชคดีกว่าสมัยก่อนเยอะ พวกเขาเล่นอินเทอร์เน็ตได้ ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอล ดูภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ มีเวลาสำหรับอัดคลิปไวรัลอัปโหลดขึ้น YouTube และได้ทำฟาร์มสลัดกินกันเองบนนั้น การอยู่ในอวกาศนานๆ อาจจะไม่ได้แย่มากก็ได้

แต่อย่าลืมว่าการไปอยู่ในอวกาศจริงๆ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อย่าลืมว่านักบินอวกาศ 3-6 คนบนสถานี มีชีวิตได้ด้วยชีวิตอีกหลักร้อยที่คอยดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิดในศูนย์ควบคุม มีแพทย์คอยคุยเรื่องสุขภาพ นักจิตวิทยาดูแลจิตใจและความรู้สึก วิศวกรคอยบอกพวกเขาว่าต้องทำอะไรเมื่อของใช้บนนั้นเกิดเสียขึ้นมา ชีวิตบนอวกาศมีมูลค่าสูงและต้องพึ่งพาอีกหลายชีวิตบนโลก

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะหลายปัจจัย มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้รู้จักกับอวกาศ ‘เลย’ ถ้าพูดกันในแง่ของวิวัฒนาการก็คือ เรามีเส้นผมเพื่อบังเราจากแสงแดด เรามีมือและนิ้วที่ยาวเพื่อหยิบจับสิ่งของ นี่คือสิ่งที่ธรรมชาติคัดสรรมาเพื่อให้เราอยู่รอดได้บนโลก ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาเป็นแสนๆ ปี ในขณะที่มนุษย์เพิ่งจะสัมผัสกับอวกาศได้ไม่ถึง 100 ปี ในสภาพที่ถูก ‘ปรับให้เหมือนกับบนโลก’ ด้วยซ้ำ

บนสถานีอวกาศนานาชาติ ปรับความดันให้ใกล้เคียงกับโลก มีการใช้แสงจากด้านบนเพื่อบอกว่าทิศไหนคือบนหรือล่าง มีเครื่องออกกำลังกายเพื่อไม่ให้สูญเสียกล้ามเนื้อจากการล่องลอยในสภาวะไร้น้ำหนัก มีอาหารแบบพิเศษที่สุดท้ายก็ถูกส่งขึ้นมาจากโลก หรือแม้กระทั่งการปลูกพืชในอวกาศก็ถูกเลียนแบบสภาพแวดล้อมมาจากบนโลก ทุกสิ่งทุกอย่างในการสำรวจอวกาศกลายเป็นการจำลองโลกขึ้นไปอยู่บนอวกาศหมดเลย

สรุปก็คือเราเอาอวกาศมาเทียบกับการย้ายถิ่นฐานบนโลกก็ยังไม่ได้ซะทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะไม่พยายามอยากจะไปอยู่อาศัยในอวกาศแบบจริงๆ จังๆหลายโครงการของ NASA เอง ก็พูดถึงการไปตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์​เพื่อเป็นฐานเตรียมพร้อมสำหรับการสำรวจดาวอังคาร หรือการตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารเพื่อเริ่มต้นสำรวจดาวที่อยู่ไกลถัดไป เช่นดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสฯ

อนาคตบ้านหลังใหม่ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

เมื่อพูดถึงมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจจะนึกถึงหาดทราย ทะเล ต้นมะพร้าว แต่สำหรับ NASA มันคือสถานที่ชั้นดีในการเตรียมความพร้อมของมนุษย์ให้พร้อมกับสภาพของดาวอังคาร เมานาโลอา ภูเขาไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูง 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ได้ถูกใช้เป็นสถานที่จำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคารของโครงการ HI-SEAS หรือ Hawaii Space Exploration Analog and Simulation ซึ่งได้รับทุนจาก NASA ให้ทดสอบการอาศัยอยู่บนดาวอังคาร

มนุษย์ที่เข้าร่วมทดสอบ 6 คนจะอาศัยอยู่ในกระโจม ซึ่งก็จะมีพื้นที่อยู่อาศัยประมาณคอนโดฯ ขนาดกลาง และทุกคนต้องอาศัยอยู่ร่วมกันในนี้เป็นเวลานานถึง 4 เดือนจนถึง 1 ปี จะมีการจำลองภารกิจต่างๆ เหมือนกับการไปสำรวจดาวอังคารจริงๆ และแน่นอนว่าเมื่อพวกเขาออกมานอกกระโจม พวกเขาต้องใส่ชุดนักบินอวกาศด้วย แม้กระทั่งการสื่อสารกับโลกภายนอก สัญญาณก็จะถูกหน่วงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที ตามระยะทางจริงระหว่างโลกกับดาวอังคาร

แม้ว่าปัจจุบันเราจะมียานอวกาศในรูปแบบของหุ่นยนต์ไปลงจอดบนพื้นของดาวอังคารได้สำเร็จไม่ถึง 10 ลำ แต่ตอนนี้ก็เตรียมความพร้อมการไปอยู่บนดาวอังคารแล้ว NASA ได้ออกแบบรถยนต์ Space Exploration Vehicle หรือ SEV สำหรับขับบนดวงจันทร์หรือดาวอังคาร ซึ่งมันสามารถเชื่อมต่อเข้ากับโมดูลสำหรับอยู่อาศัยได้โดยตรง มันเป็นรถยนต์ 12 ล้อที่นักบินอวกาศสามารถใช้พักระหว่างเดินทางได้นานถึง 12 วัน และทำความเร็วได้สูงสุด 19 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อีลอน มัสก์ เจ้าของ SpaceX ได้เปิดตัวยานอวกาศ Starship ซึ่งเป็นจรวดที่สามารถพามนุษย์เดินทางไปสู่ดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะได้ ในปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนา และถ้าโชคดี ในปี 2024 เราก็จะได้เห็นยานลำนี้พามนุษย์กลุ่มแรกเดินทางไปดาวอังคารตามแผนของมัสก์

แผนของ SpaceX ล้ำหน้าไปกว่า NASA ในทางการออกแบบ เพราะยาน Starship ออกแบบมาเพื่อการเดินทางสำหรับบุคคลทั่วไปด้วย อย่างที่ทราบกันดีว่า ในการเดินทางไปดาวอังคารนั้นต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน การจัดการกับความเครียดและสภาพแวดล้อมจำกัดในอวกาศเป็นเรื่องท้าทายต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ทำให้ยาน Starship ออกแบบมาให้มีส่วนความบันเทิง โซนรับประทานอาหาร กิจกรรมทางดนตรีและศิลปะเข้ามาอยู่ในการออกแบบ เพื่อทำให้การเดินทางเหมือนกับบนเรือสำราญมากกว่ายานอวกาศ

SpaceX
SpaceX

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่า แม้จะยังไม่มีความกดดันเรื่องการต้องรีบหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ แต่มนุษย์ก็เตรียมความพร้อมในการเดินทางอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยี แต่ในด้านอื่นๆ เช่นความพร้อมทางกฎหมาย ความพร้อมทางการแพทย์ ทั้งหมดล้วนต้องถูกผลักดันให้เกิดการถกกันเพื่อเตรียมความพร้อม อีลอน มัสก์ เคยให้สัมภาษณ์ในงาน Code Conference 2016 ไว้ว่า การปกครองบนดาวอังคารควรเป็นแบบประชาธิปไตย

แล้วถ้าจะถามว่าการเดินทางเพื่อย้ายถิ่นฐานแบบใน Interstellar นั้นจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ ตอบได้เลยว่ายากด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน อย่าลืมว่า ณ จนถึงปัจจุบัน มนุษย์เพียงแค่ 27 คนเท่านั้นที่เคยเดินทางออกจากวงโคจรระยะต่ำของโลก (Low Earth Orbit) ทั้งหมดเกิดขึ้นระหว่างการไปสำรวจดวงจันทร์ในโครงการ Apollo 8 จนถึง 17 มียานไปลงจอดสำเร็จบนดาวอังคารไม่ถึง 10 ลำ และแม้กระทั่งการใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศยังต้องพึ่งพามนุษย์อีกนับพันที่เป็นเบื้องหลังอยู่เบื้องล่างคอยติดตามทุกฝีก้าว แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าเทคโนโลยีปัจจุบันพัฒนาอย่างก้าวกระโดด SpaceX พัฒนาจรวด Falcon 9 จากวันแรกที่บินขึ้นจนถึงวันที่ลงจอดสำเร็จในเวลาไม่ถึง 4 ปี เกิดการพัฒนาค้นพบใหม่ๆ ขึ้นทุกวันจากการที่ทั้งโลกเชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต เราหาวิธีการจัดการกับข้อมูลมหาศาล (Big Data) ได้ด้วยการนำเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning เข้ามาช่วย

แม้ว่าการเดินทางไปอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ง่าย แต่ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ปัจจุบัน ก็ไม่มีอะไรบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่เรายังไม่เจออีกหลายๆ ตัวแปร หลายๆ ปัญหา ที่ทำให้เราคุ้นชินกับเส้นทางนี้นัก และครั้งแรกนั้นย่อมยากเสมอ

ดาวอังคาร

ยิ่งไปไกลแค่ไหน สุดท้ายยิ่งลงลึกเข้าไปในตัวเราเอง

หากจะตอบคำถามว่าเหตุใดมนุษย์จึงต้องย้ายถิ่นฐาน ในทางวิวัฒนาการ มนุษย์เราเดินทางเพื่อพาเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดโดยอาศัยความกล้าและความกลัว แต่เมื่อตัดชั้นของวิวัฒนาการไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือองค์ความรู้รวม (Cognitive) ของมนุษย์

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สุดท้ายมนุษย์ยังคงต้องเดินทางอยู่ดี การสำรวจอวกาศยังคงเป็นการสำรวจเหมือนกับที่โคลัมบัสเดินทางข้ามมหาสมุทร เพียงแต่ว่าการได้มาซึ่งสิ่งล้ำค่านั้น ในอดีต อาจจะเป็นทรัพยากร เครื่องเทศ หรือการเผยแผ่ศาสนา แต่ในตอนนี้เป้าหมายของการเดินทางของเราคือการสร้างสมองค์ความรู้สำหรับใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าจะบนโลก ดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือที่ไหนก็ตาม

ดังนั้น ไม่ว่าการอาศัยของเราจะนานแค่ 1 วันบนดวงจันทร์ของ นีล อาร์มสตรอง และนักบินอะพอลโล 1 ปีกว่าเหมือนปอลยาคอฟ หรือ 10 ปี 50 ปี หรือตลอดไป ทั้งหมดนี้ก็นำสิ่งใหม่ๆ มาสู่เผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย

Written By

เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน หลุดลูปการศึกษาที่ทั้งฆ่า ทั้งทำร้ายเรา

Interview

อย่าทำให้คำว่าป่วยเป็นคำแบ่งเขาแบ่งเรา และทุกคนต่างไม่มีใครปกติ

Life

ปฏิวัติวงการเพลงของจ็อบส์ vs. BNK48 ของจ็อบซังที่ทำให้ CD ขายได้อีกครั้ง

Entertainment

Advertisement
Connect