x

ภาพประกอบ: พ่อค้าโรตีในตลาดวังหลังขณะทามาการีน หรือเนยเทียมซึ่งมักจะมีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ (Getty Images)
 
ไขมันทรานส์นับเป็นไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งประเทศพัฒนาหลายประเทศพากันเลิกใช้ไปหลายแห่งแล้ว แต่ในประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชียและแอฟริกายังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย จนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยอัตราที่สูงกว่ามาก 
 
ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงออกมารณรงค์ขอให้ทั่วโลกเลิกการใช้ไขมันชนิดนี้ภายในปี 2023
 
จากรายงานของ นิวยอร์กไทม์ ไขมันทรานส์ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 ด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช (ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน) ทำให้มันแข็งตัวขึ้น ช่วยยืดอายุ และทำให้ผลิตภัณฑ์บางอย่างเช่นคัพเค้ก หรือโดนัทมีเนื้อหนานุ่มน่ากินมากขึ้น 
 
เบื้องต้นไขมันทรานส์ถูกใช้เป็นทางเลือกแทนเนยหรือไขมันสัตว์ซึ่งมีไขมันอิ่มตัว ด้วยตอนแรกถูกมองว่าเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ก่อนที่จะพบว่ามันมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน และโรคเบาหวานชนิดที่ 2
 
ดร.โธมัส อาร์. ไฟรเดน (Dr. Thomas R. Frieden) อดีตหัวหน้าแผนกสาธารณสุขของนครนิวยอร์ก หนึ่งในผู้ผลักดันให้มีการห้ามใช้ไขมันทรานส์ในนิวยอร์กจนสำเร็จมาแล้วให้ความเห็นว่า การรณรงค์ของ WHO เป็นกระบวนการที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจหลอดเลือดในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 17 ล้านรายต่อปีได้เป็นอย่างดี
 
“หากโลกเปลี่ยนจากไขมันทรานส์ไปใช้ไขมันชนิดอื่น คนจะไม่รู้สึกถึงรสชาติที่เปลี่ยนไป ราคาอาหารจะไม่เพิ่มขึ้น แต่หัวใจของคุณจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง” ดร.ไฟรเดนกล่าว
 
สำหรับประเทศที่มีการจำกัดหรือห้ามการใช้ไขมันทรานส์แล้วก็มีเช่น เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา อังกฤษและสหรัฐฯ โดยนับแต่เดือนหน้าอาหารที่ผลิตในกระบวนการอุตสาหกรรมจะเอามาขายในสหรัฐฯ ได้จะต้องปลอดไขมันทรานส์ด้วย
 
ส่วนประเทศไทยเองก็เตรียมที่จะประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์ภายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ โดยจะมีการเว้นระยะเวลาสำหรับการบังคับใช้จริงอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น