Connect with us

Subscribe

Life

What Millionaires Drive?

มาดูกันว่า ‘เศรษฐี’ เขาขับรถอะไรบ้าง

ถ้าเป็นไปได้ ใครๆ ก็คงอยากขับรถที่ดีที่สุดเท่าที่เงินในกระเป๋าจะซื้อหามาได้ใช่ไหมครับ

ที่สำคัญกว่านั้น ตอนนี้ ‘รถยนต์’ จำนวนมาก ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะที่จะนำเราไปสู่ปลายทางเท่านั้น แต่หลายคันมีลักษณะเป็น ‘งานศิลปะ’ ทางยนตกรรมเสียด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็น ‘เศรษฐี’ (หรือเอาเป็นว่ามีเงินซื้อรถยนต์ได้ไม่จำกัด) คำถามก็คือ – คุณจะขับรถอะไรดี

ไปดูกันครับ ว่าเศรษฐีทั่วโลกเขาขับรถอะไรกันบ้าง

ในรายงาน The Wealth Report 2019 ของ www.knightfrank.com ได้พูดถึง จำนวนของมหาเศรษฐีที่มีเงินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยบอกว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นมาเป็น 19.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก 7.5 พันล้านคนแล้ว

เอาแค่โมนาโคเมืองเดียว ก็มีมิลเลียนแนร์สูงถึง 32% ของประชากร นี่ยังไม่รวมความร่ำรวยระดับ billionaire หรือ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่เราแทบจะจินตนาการกันไม่ออกว่าพวกเขามีไลฟ์สไตล์ กิน และเสพกันอย่างไรด้วยซ้ำ

ดังนั้น สินค้าต่างๆ ที่จะครองใจเหล่ามิลเลียนแนร์ได้ จึงต้องถูกรังสรรค์อย่างแยบยล โดยเฉพาะรถยนต์ที่เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคม ซุปเปอร์คาร์ แทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เอาเข้าจริง มหาเศรษฐีอาจจะดูผ่านๆ เหมือนเปิดดูเสื้อผ้าตามแคตตาล็อกด้วยซ้ำ สำหรับมิลเลียนแนร์มันต้องระดับไฮเปอร์คาร์หรือ bespoke ยนตกรรมระดับ ‘สั่งตัด’ ที่อาจจะมีเพียงไม่กี่คันเท่านั้นบนโลก 

GM จึงจะพาคุณไปชมว่ารถยนต์ระดับ bespoke รุ่นไหนที่หรูและแรงพอจะดึงดูดใจเหล่ามิลเลี่ยนแนร์ให้คว้าใบจองได้

Rolls-Royce Sweptail

เริ่มเบาๆ กับ Rolls-Royce Sweptail อัครยานยนต์ที่มีคันเดียวในโลก เพราะสั่งตัดตามใจเจ้าของทุกอย่าง  ด้วยรูปทรงย้อนยุคด้านท้าย Boat tail คล้าย Rolls-Royce  ยุค 1920 งานอะลูมิเนียมและขัดด้วยมือ หลังคาแบบพาโนรามิกที่กว้างราวรถเปิดประทุน งานไม้งานหนังแท้ที่เลือกได้ทั้งแบบ ลาย และสีสันตามชอบใจ การคัดเลือกและต่อลายของไม้ที่เแนบเนียน หนังวัว Connolly จากวัวที่เลี้ยงในทุ่งกว้างไร้ตำหนิ ช่องเก็บแชมเปญ และแก้วคริสตัล

ขุมพลังของ Rolls-Royce Sweptail  ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V12  ความจุ 6.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 459 แรงม้า มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และระบบอำนวยความสะดวกดุจเรือยอร์ชหรูๆ ทั้งหมดนี้แลกมาด้วยราคา 13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 440 ล้านบาท

Pagani Huayra Roadster

ซูเปอร์คาร์จากอิตาลีไม่ได้มีแค่เฟอร์รารี่กับลัมบอร์กินี่เท่านั้น แต่ยังไปถึงขั้นสุดกับ Pagani Huayra Roadster สปอร์ตประทุนที่ใช้แชสซีคาร์บอนผสมแบบใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน V12 มีพละกำลัง 754 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน  3 วินาที และมีตีนปลายอยู่ที่338 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แถมยังผลิตแค่100 คันเท่านั้น กับราคาแบบจิ๊บๆ 2.28 ล้านยูโร หรือประมาณ 85 ล้านบาท 

Koenigsegg Jesko

ถ้าคุณรวยจนไม่อยากเห็นรถคันไหนมาอยู่ด้านหน้า เราขอแนะนำ  Koenigsegg Jesko ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วสุดบนพื้นพิภพนี้แล้ว ด้วยความเร็วสูงสุด  482 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ความจุ 5.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า ด้วยการใช้เชื้อเพลิง E85  เทคโนโลยีอวกาศที่นำมาช่วยลดน้ำหนักตัวและการแหวกกระแสลม  ผลิตออกมาเพียง 125 คัน สนนราคาประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือ ประมาณ 95 ล้านบาท

Bentley Bentayga

หลายคนที่ชอบรถทรงสูงนั่งสบายสไตล์เอสยูวี แต่ในเมื่อเป็นเศรษฐี ย่อมธรรมดาไม่ได้ Bentley Bentayga ไฮเปอร์เอสยูวีจากอังกฤษที่มาในร่างยักษ์กับล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว น่าจะเหมาะเจาะ กับเครื่องยนต์ W12 ขนาด 6.0 ลิตร ที่มีกำลัง 635 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.9 วินาที และท๊อปสปีดที่ 306  กิโลเมตรต่อชั่วโมง กับราคาขายในเมืองไทยคันละ 25 ล้านบาท

Rolls-Royce Cullinan

นี่ก็เป็น SUV เหมือนกัน แต่เป็นที่หรูหราตั้งแต่หัวจรดท้าย ด้วยระบบกันสะเทือนแบบสปริงลม เบาะนวดไฟฟ้า ลายไม้ เบาะนั่งสามแถวตัดเย็บด้วยหนังเกรด AAA++  พร้อมกระจกแบ่งแยกส่วนห้องโดยสารและสัมภาระท้ายรถออกจากกัน  และเคาเตอร์แชมเปญแก้วเจียระไรเครื่องยนต์เบนซิน 12 สูบ 6.75 ลิตร  571 แรงม้า เกียร์ 8 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาเริ่มต้นที่ 32.9 ล้านบาทเท่านั้น

Lamborghini Urus

เป็นที่สุดในสายเอสยูวีอีกคัน คือ Lamborghini Urus  ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร  ทวินเทอร์โบทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลา 3.6 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำราคาอยู่ที่ 23.42 ล้านบาท

Pininfarina Battista 

ตบท้ายด้วยรถสปอร์ตในฝันของมิลเลียนแนร์สายรักษ์โลก (เดี๋ยวจะหาว่าเศรษฐีไม่สนใจเรื่องอนุรักษ์ฯ) กับ Pininfarina Battista ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าเพียวๆ 1,900 แรงม้าของสำนักออกแบบระดับตำนาน  ที่นอกจากตัวรถจะสวยเฉียบแล้วยังซิ่งได้ทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่ถึง 2 วินาที โดยแล่นต่อเนื่องได้กว่า 483 กิโลเมตรต่อการชาร์จจนเต็มหนึ่งครั้ง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวที่ได้รับพลังงานมาจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนรูปทรงตัว T ขนาด 120 กิโลวัตต์ Pininfarina Battista  ผลิตเพียง 150 คันในราคาเพียงคันละ 1.98 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 70 – 75 ล้านบาทเอง

Porsche Taycan

นี่คือรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรกของ Porsche ที่มีพละกำลังสูงสุด 600 แรงม้า ทำอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาต่ำกว่า 3.5 วินาที และแล่นได้ไกลมากกว่า 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟจนเต็ม ซึ่งล่าสุดปอร์เช่ ก็ได้เข้าไปซื้อหุ้นของ Rimac ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าสัญชาติโครเอเชียไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งแบรนด์นี้แหละที่สร้าง Rimac C_Two รถไฟฟ้าสุดแรง ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 412 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลสูงสุด 650 กิโลเมตรต่อการชาร์จจนเต็มเพียงครั้งเดียว

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup