อาการบอบช้ำทางจิตใจเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พบได้กับทุกคนตั้งแต่คนอกหักจนถึงผู้เจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอธิบายอาการขั้นต่างๆที่เกิดกับบุคคลซึ่งเผชิญเรื่องช็อกที่ไม่เพียงแต่ร่างกายต้องรับมือเท่านั้นแต่จิตใจก็ต้องรับมือเช่นกัน พร้อมแนะนำวิธีสังเกตตัวเอง และวิธีที่คนรอบข้างสังเกตผู้กระทบกระเทือนเพื่อดูแลให้กลับมาได้เร็วขึ้น
 
สภาพแวดล้อมสังคมทุกวันนี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนสามารถเผชิญกับการสูญเสียได้ทุกเวลา แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสียแบบกระทันหัน แต่บางครั้งสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้จำเป็นต้องรับมือแบบไม่ทันตั้งตัว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน เช่นเดียวกับความสามารถในการรับมือความสูญเสียของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปด้วย
 
 
นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์และกรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลมนารมย์ ให้สัมภาษณ์กับ GM Live เล่าถึง “อาการบาดเจ็บทางจิตใจ” โดยเปรียบเทียบกับอาการบาดเจ็บทางร่างกายอย่างมีดบาด เมื่อเกิดแผลขึ้น แผลจะหายเมื่อรักษาตามขั้นตอน ผู้ที่ถูกมีดบาดแต่ละคนมีภูมิต้านทานที่เป็นทุนเดิมแตกต่างกัน
 
ถ้าผู้เป็นเบาหวานซึ่งร่างกายไม่แข็งแรงถูกมีดบาด บางรายอาจไม่สามารถรักษาบาดแผลได้จนถึงขั้นต้องตัดอวัยวะ แต่สำหรับมีดบาดในผู้ที่ร่างกายแข็งแรงก็สามารถหายได้เร็วกว่า 
 
บาดแผลทางร่างกายเป็นเช่นเดียวกับจิตใจ แต่ละคนจิตใจแข็งแรงไม่เท่ากัน คนที่ต้นทุนเดิมแข็งแรงก็กลับคืนเร็ว ถ้าไม่แข็งแรงก็กลับคืนช้ากว่า คนอกหัก 10 คนมีปฏิกิริยาไม่เหมือนกัน การสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักเป็นเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจแต่จะกระเทือนแค่ไหนขึ้นกับผู้ที่ถูกกระทบ” นพ.ไกรสิทธิ์ อธิบาย
 
จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวต่อว่า อาการของการบาดเจ็บทางจิตใจเกิดเป็นขั้น เป็นกระบวนการที่หลายคนต้องผ่านไป ถ้ามีผู้ปิดกั้นหรือพยายามระงับ แม้ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อาจส่งผลกระทบระยะยาว 
 
กระบวนการมี 5 ขั้น ได้แก่
 
1. Denial (ปฏิเสธ) ขั้นแรกของผู้ถูกกระทบซึ่งสูญเสียแบบปัจจุบันทันด่วน กลไกการป้องกันแรกของร่างกายคือปฏิเสธการยอมรับ เพราะการยอมรับทำให้เจ็บปวดเกินกว่าจะรับได้ 
 
2. Anger (โกรธ) เมื่อปฏิเสธไม่พ้นจะมีอาการโมโหเกรี้ยวกราด ผู้ถูกกระทบสามารถกล่าวโทษได้ทั้งตัวเองและผู้อื่น 
 
3. Bargaining (ต่อรอง) จะคิดว่า “ถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้ว เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น” ความคิดลักษณะนี้จะวนเวียนเข้ามา กรณีนี้เป็นขั้นตอนที่ย้อนกลับไปคิดถึง “อดีต”
 
4. Depression (ซึมเศร้า) เมื่อคิดถึง “อดีต” ผ่านไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องอยู่กับ “ปัจจุบัน” ผู้ถูกกระทบอาจมีภาวะอ้างว้าง ว่างเปล่า ซึ่งเป็นภาวะอารมณ์ซึมเศร้า แต่ยังไม่ใช่อาการป่วย ยกเว้นว่าอาการขั้นนี้ดำเนินยาวนานมาก
 
5. Acceptance (ยอมรับ) การอยู่กับปัจจุบันที่ต้องปรับสมดุลใหม่ ยอมรับความจริงเพื่อก้าวไปสู่อนาคต เหมือนสมดุลของโมบายแขวนผนังเมื่อมีชิ้นส่วนใดร่วงหล่น น้ำหนักจะเอียงจึงจำเป็นต้องปรับสมดุลใหม่
 
นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนมากแล้วเมื่อคนเราเสียหลัก อาจไม่รู้ตัวตั้งแต่ด่านแรก กรณีที่เป็นมากอาจเกินอาการหูแว่ว หรือเห็นภาพต่างๆเข้ามาด้วย สภาพที่โทษตัวเองอาจรู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี รู้สึกไร้ค่า ทำให้เกิดความคิดฆ่าตัวตาย กรณีที่ผู้บอบช้ำทางจิตใจสูญเสียความสามารถดูแลตัวเอง มีแนวโน้มเป็นอันตราย ควรให้แพทย์ดูแล ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามีวิธีการที่ทำให้ช่วยได้ดีกว่า หรืออาจใช้ยาควบคู่เพื่อช่วยในรายที่ไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้
 
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าประเด็นสำคัญคือ ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์และยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นสิ่งของที่ทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม
 
ขณะเดียวกันคนรอบข้างต้องสังเกตอาการผู้บอบช้ำทางจิตใจด้วย และต้องให้เวลา ลักษณะของผู้กำลังเป็นทุกข์มักอยากพูด อยากแสดงออก การรับฟังจึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเบื้องต้นที่ทำให้ผู้มีอาการรู้ว่าอย่างน้อยมีคนเข้าใจ มีผู้รับฟังแล้วเข้าใจ ซึ่งจะสามารถลดความกดดันในตัวได้ แล้วอาจช่วยชี้แนะในขั้นตอนต่อไป
 
เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับผู้ที่เผชิญความสูญเสียและบาดเจ็บทางจิตใจ นพ.ไกรสิทธิ์ ระบุว่า ไม่อยากให้อยู่คนเดียว อาจอยู่กับคนที่ไว้ใจ สนิท และสามารถพูดคุย ระบายความคิด ความรู้สึกออกมาได้ 
 
ที่สำคัญ การร้องไห้ แสดงออกซึ่งความเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อยากให้เก็บซ่อนไว้ เพราะจะเป็นปัญหาในภายหลัง พยายามดำเนินชีวิตให้ปกติเท่าที่ทำได้ และหลีกเลี่ยงเรื่องเหล้าและยาเสพติด ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว สามารถปรึกษาแพทย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและจะสามารถช่วยให้กลับมาได้เร็วขึ้น” นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าว