Connect with us

Subscribe

Entertainment

Heart & Soul of Bookstores หัวใจและจิตวิญญาณร้านหนังสือ

เรื่อง : สิโรตม์ จิระประยูร

“Go to other way.  Ignore the conventional wisdom. 
If everybody is doing it one way, there is a good chance that yo
can find your niche by going in exactly the opposite direction. 
But be prepared for a lot of folks to wave you down
and tell you that you are headed the wrong way.”

Sam Walton of  Walmart

แซม วัลตัน แห่งห้างยักษ์ใหญ่วอลมาร์ตเคยกล่าวไว้ว่า “ให้ทิ้งความเชื่อเก่าไว้ข้างหลัง แล้วเดินไปอีกทางหนึ่ง ทางที่อยู่ตรงข้ามกับคนอื่นๆ จงเชื่อและยึดมั่นในตัวเองแม้ว่าคนอื่นๆจะพยายามบอกว่าสิ่งที่คุณทำไม่ถูกต้อง” ข้อความสั้นๆ นี้บอกจุดเริ่มต้นของร้านหนังสือ Waterstones ได้แม่นยำที่สุด ห้าปีที่ผ่านมาเรารู้จัก The Legendary: James Daunt หรือเจมส์ ดอนต์ผู้โด่งดังในฐานะผู้กอบกู้ร้านหนังสือที่ได้ชื่อว่าเป็นเสาหลักของวงการหนังสือในอังกฤษให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เรื่องราวส่วนนี้เป็นเพียงภาคสองของความเป็นร้านหนังสือที่แหวกขนบ และแน่นอนว่าจุดเริ่มต้นแรก ของจิตวิญญาณแห่งร้านหนังสือ Waterstones เริ่มต้นที่ Tim Waterstone  

ที่ถนน Old Brompton ในปี 1982 ทิมเปิดร้านหนังสือแรกของตัวเองเมื่ออายุ 43 ปี ช่วงอายุที่ชีวิตควรจะลงตัว หลีกเลี่ยงการเริ่มต้นใหม่ และอยู่ให้ห่างจากความเสี่ยงทั้งมวล ความกดดันหรือแรงผลักอะไร ที่นำทิมเข้าสู่การเริ่มต้นทำกิจการของตัวเองในห้วงอายุดังกล่าว 8 ปีก่อนหน้าเขาเป็นดาวเด่นของกลุ่มร้านหนังสือ WH Smith ด้วยเหตุผลทางธุรกิจทิมถูกไล่ออกระหว่างทำงานที่สำนักงานของ WH Smith ในนิวยอร์ค ทิมเดินออกจาก WH Smith พร้อมเงินชดเชยเลิกจ้าง 6,000 ปอนด์ซึ่งเทียบมูลค่าในปัจจุบันก็ราวๆ 18,000 ปอนด์ บวกเงินที่ยืมพ่อตามาอีก 15,000 ปอนด์ สรุปแล้วเขากำเงินกว่า 21,000 ปอนด์ แล้วมุ่งหน้าสู่การเปิดร้านหนังสือเป็นของตัวเอง

ทิมเห็นอะไรในธุรกิจร้านหนังสือยุคก่อนอินเตอร์เน็ต ตอนนั้นคำถามถึงความมั่นคงของธุรกิจยังไม่มี อังกฤษเป็นประเทศที่ส่งออกหนังสือในมูลค่าที่สูงกว่าการบริโภคในประเทศ มีสำนักพิมพ์มากมายเกิดขึ้น ทั้งในหลายประเทศ หนังสือจากอังกฤษหรือที่เรียกว่า UK Edition ถือว่าเป็นเจ้าตลาด ซึ่งยังคงมองเห็นสิ่งนั้นในทุกวันนี้ ยังรักษาสภาพการเป็น UK Dominated ตลาดทั้งด้านอุปสงค์ และอุปทาน ด้วยภาพความมั่นคง และการที่หนังสือถือเป็นด่านสุดท้ายของความศิวิไลซ์ดังนั้น ดูเหมือนอะไรๆก็ยากที่จะหยุดทิมได้ แน่นอนด้วยเงิน 21,000 ปอนด์ไม่พอ สำหรับเป็นทุนในการเปิดร้านหนังสือ แต่คำว่า “ธุรกิจ” สามารถแปรผันองค์ประกอบได้ไม่ยาก ดั่งที่ Alexander Dumas บอกว่า Business? It’s quite simple. It is other people money ในประเทศที่โอกาสในการเริ่มต้น ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ที่เชื่อมั่น และนี่เองคือจุดเริ่มต้นภาคแรกแห่งตำนานร้านหนังสือ Waterstones

“Where there’s no vision, the people perish, say Proverb 29:18”

ทิมยกพระธรรมสุภาษิตในพระคัมภีร์ มาเปรียบเทียบถึงความหมายของคำว่า Vision ในทัศนะของเขาบริษัทใหญ่ๆ มักไม่มี vision ที่แท้จริง ทิมเชื่อมั่นว่า vision ของเจ้าของกิจการเล็กๆ นั้นมักจะแน่วแน่ ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการชนะ พวกเขาไม่ยอมถอย และพวกเขา ต้องการแสวงหาโอกาสในการขึ้นมาแถวหน้า และเป็นแรงบันดาลใจ

ตัวทิมเองก็เช่นกัน ด้วยอายุเขาไม่มีทางให้เลือกถอยมากนัก และจุดเริ่มต้นแรกของกุญแจสามดอกแห่ง ความสำเร็จกับร้านหนังสือของเขาคือ Perfect Stock ทิมเชื่อว่าการทำร้านหนังสือที่ดีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกหนังสือให้ถูกประเภท ฟังดูง่ายแต่การเลือกให้ถูกไม่ได้จำกัดเพียงแต่เลือกไม่กี่ร้อยเรื่องแต่หมายถึงหลักหมื่นเรื่อง ทิมตั้งจุดยืนของ Waterstones ไว้ว่าจะเป็นร้านหนังสือที่เน้นหนังสือคุณภาพ โดยร้านจะไม่เน้นการมีหนังสือหมวด Commercial Fiction นี่เองที่สะท้อนถึงรสนิยมใน vision ของเจ้าของ เคยมีคนบอกว่าการเลือกหนังสือให้ถูกนั้น ยากยิ่งกว่าการซื้อล็อตเตอรี่ นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลย การเลือกหนังสือให้ถูกไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องเดาโดยปราศจาก หลักการถ้าคนเลือก “เข้าใจหนังสือ” และ “เข้าใจถึงการสร้าง  Complete Range”

อะไรคือ Complete Range ในหนังสือหมวดหนึ่ง หรือกรอบให้เล็กกว่านั้นคือหนังสือของนักเขียนคนหนึ่ง อาทิ George Orwell การทำ Complete Range ของ Waterstones คือ การสต็อคหนังสือของ George Orwell ครบทุกเรื่อง ทุก format ทั้งปกแข็ง ปกอ่อน กระทั่ง Illustrated Version ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด และไม่จบเพียงเท่านั้น 

นักเขียนคนไหนที่เทียบเคียงใน Grene เดียวกัน การทำ Complete Range ก็ต้องใส่หนังสือของนักเขียนคนนั้นๆ ลงไปโดยไล่ตามตัวอักษรของนามสกุล ดังที่เราเห็นว่า Author : A-Z มาถึงจุดนี้เราอาจมีคำถามว่า แล้วไม่กลัวเรื่องการหมุนสต็อคจะช้า ทำให้เงินจมไปกับสต็อคหรือ จุดนี้เองที่คำพูดของ Sam Walton มีอิทธิพลทันที ทิมคิดไปในทางตรงกันข้ามในเรื่องการหมุนของสต็อค (Stock Turn) ทิมบอกว่าถ้าค่าเช่า ค่าพนักงาน คือค่าใช้จ่าย ต่อตารางเมตรคงที่ สิ่งที่ร้านหนังสือต้องทำคือสร้าง Top Line ให้สูงไว้ก่อน คุณภาพหนังสือที่ดี จำนวนสต็อคที่มาก พอต่อตารางเมตรจะนำมาสู่ “รายได้ต่อตารางเมตรที่สูง” ในส่วนนี้รายได้จะไม่ได้สูงเพียงขาเดียว แต่ผลของกุญแจดอก ที่สามซึ่งจะกล่าวในภายหลังจะทำให้เกิด “กำไรต่อตารางเมตร” ที่สูงขึ้นไปด้วย Waterstones มีจุดยืนที่ว่า ถ้าต้อง มีค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว จะไปกลัวอะไรอีก 

หน้าที่สำคัญที่สุดคือสร้างรายได้ให้มากที่สุดมากกว่า การเลือกหนังสือให้ถูก พร้อมจำนวนสต็อคต่อเล่มมากพอที่จะปิดกั้นการสูญเสียโอกาสการขาย เข้าใจง่ายๆคือเลือกหนังสือให้ถูก มีจำนวนเล่มต่อปกให้เหมาะ และ First Order สำคัญที่สุด การ Repeat หรือ Replenishment ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าหนังสือเล่มนั้นๆ จะยังขายได้ต่อเนื่องเพราะกระแสอุตสาหกรรมหนังสือนั้น มีหนังสือใหม่ออกทุกวันดั่งสายน้ำ

ในจุดเริ่มต้น ทิมขยายสาขาที่สองในชั่วระยะเวลาเพียงสี่เดือน แล้วอีกสิ่งที่ Waterstones สร้างอัตลักษณ์ตัวเองขึ้นมา นั่นคือ หนังสือในแต่ละสาขาจะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นๆ ผู้คน สังคม วัฒนธรรม และความสนใจท้องถิ่น เพราะ Waterstones ไม่ได้มองร้านหนังสือของตัวเองผ่านสายตาของนักท่องเที่ยว แต่เชื่อมโยงตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนั้นๆ อย่างที่ทิมบอกเสมอว่า “People love good bookstore” ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนคุณภาพจะพาให้ใครๆ มาหาเรา คุณภาพของหนังสือ และการทำ Complete Range จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจประณีประนอมได้เลยที่ Waterstones สำหรับ Waterstones กระสุนนัดแรกสำคัญที่สุด จุดนี้เองหัวใจของกุญแจดอกที่สองคือการหานักแม่นปืนนั่นเอง

กุญแจดอกที่สองคือ Perfect Staff อย่าแปลกใจถ้าจะบอกว่าพนักงานที่ Waterstones บางคนอาจจบ หรือกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอก ยุคแรกๆ Waterstones รับพนักงานในระดับปริญญาที่มีพื้นฐานการอ่าน และรู้จักหนังสือ “ดีมาก” เท่านั้น ตรงนี้อาจมีคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไร การหาพนักงานที่ต้องมี Service Mind พร้อมๆกับที่จะต้องมีความรู้ด้านวรรณกรรมในระดับดอกเตอร์ จะไปหาจากไหน แต่ Waterstones หาได้ นั่นเพราะทิมเชื่อมั่นว่า “คน” หรือที่เขานิยามใหม่ว่า “Bookseller” ต้องมีความสุข ต้องได้รับการดูแลอย่างดี สิ่งนี้ยืนยันได้จากคำโฆษณาหาพนักงานเพื่อเปิดสาขาแรกของ Waterstones

Required ; Experienced Booksellers for a new bookshop – Waterstone’s – in Old Brompton Road. Opening in September. 

The first of many. Our object is to have the best literary bookshops in the land, staffs by the best happiness, literacy booksellers.

 (**ในยุคแรกยังใช้ชื่อ Waterstone’s  ก่อนเปลี่ยนเป็น Waterstones ภายหลัง**)

พนักงานแต่ละคนจะทำหน้าที่ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการจัดการต่างๆภายในร้าน การสั่งหนังสือที่ทั้งต้องสั่งให้ถูกของสาขาตัวเองแล้วยังต้องสต็อคของให้เหมาะสม ตรงนี้ทิมบอกว่าผู้จัดการที่ดีจะรู้วิธีจัดการ สต็อค และเราสามารถเห็นสิ่งนั้นได้จากผลรายได้ที่เกิดขึ้นต่อตารางเมตร

ธรรมชาติของพนักงานเหล่านี้ที่แฝงอยู่ใน  DNA ของพวกเขาคือความต้องการเป็นที่หนึ่ง ภาพที่เกิดขึ้นเสมอคือการที่ผู้จัดการสาขาหนึ่งจะแอบเดินทางไปอีกสาขาหนึ่งเพื่อดูว่า Selection หรือ Range ของสาขานั้นๆ ดีกว่า หรือสาขาของเขายังเป็นที่หนึ่ง การแข่งขันด้านคุณภาพ ที่ไม่ได้สร้างความขัดแย้งหากแต่ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ และแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของ Bookseller ที่ Waterstones และยิ่งเมื่อเทียบกับ WH Smith ที่ไร้ชีวิตชีวา ทุกอย่างเหมือนกันหมด และขนมเป็นของเด่นมากกว่าหนังสือ  

สิ่งหนึ่งที่ทิมสร้างเป็นบรรทัดฐานของการทำงานด้านคนที่ Waterstones คือทิมจะบอกกับทุกคนๆว่ า “อย่าคิดที่จะทำงาน Waterstones ไปยาวนาน หรือเขาใช้คำว่า Long Terms Career” ถ้าฝ่ายบุคคลที่ไหนมาฟังคงมีค้อน ทุกอย่างสวนทางความเชื่อด้านการจัดการคนขององค์กรอย่างสิ้นเชิง ทิมบอกต่อว่า “ถ้าวันหนึ่งคุณหมดไฟ เบื่อหน่ายในสิ่งที่ทำอยู่ อย่าฝืนต่อ ให้เดินมาหาผม มานั่งคุย มามองตาผมแล้วบอกลา เราจะจากกันด้วยดี” ความเชื่อนี้ เองไม่ได้เป็นเหตุผลในการเตะตัดขาการได้พนักงานชั้นเยี่ยมมาทำงานให้ Waterstones แต่อย่างใดเลย  นั่นเพราะทุกคน คิดเสมอว่าพวกเขามีอิสระที่จะเลือก และโตพอที่จะเข้าใจว่าการจากกันด้วยดีมีความหมายอย่างไร ทิมบอกว่าทุกคน มีโอกาส และอนาคตมากมายที่ดีรอพวกเขาอยู่ ผมจะดีใจมากถ้าวันหนึ่งพวกเขาเดินกลับมาเยี่ยมแล้วเล่าถึงการผจญภัย ในชีวิต บอกเล่าถึงอุปสรรค ความสำเร็จต่างๆ เพราะเราได้สร้างสังคมของเราขึ้นมาด้วยมิตรภาพ และความเข้าใจ

ฟังดูเหมือนทิมไม่ได้ความสำคัญต่อการจัดการด้านคน ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะตราบใด ที่เขายังเชื่อว่า คนคือหนึ่งในกุญแจสามดอกของความสำเร็จแล้ว คนก็ยังเป็นหัวใจของทุกสิ่ง และการหา Skilled Bookseller หรือคนที่มีทักษะด้านหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย ดั่งคำกล่าวที่ดูจะอหังการ์ว่า “อาจมีคนชอบอ่านหนังสือมากมาย แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะบริหารร้านหนังสือ” หรือที่ Sheila Summer ตำนานหนึ่งของวงการหนังสือที่ทำหน้าที่ เป็นตัวแทนสำนักพิมพ์ในภาคพื้นเอเซียตั้งแต่สมัยยังสาวจวบจนเกือบเก้าสิบ และยังไงคงทำหน้าที่จนทุกวันนี้ ได้กล่าว กับผมครั้งหนึ่งว่า “คนทำร้านหนังสือต้องรู้จัก Heart & Soul ของร้านตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วคุณจะไม่มีวัน ไปถึงฝันเด็ดขาด หาให้เจอถ้ายังไม่รู้ว่าคืออะไร”

กุญแจกดอกสุดท้ายคือ Perfect Control ที่ Waterstones สำนักงานใหญ่จะมีขนาดเล็ก เพียงแค่พนักงานบัญชี ฝ่ายบริหารนิดหน่อยเท่านั้น และการไปเยี่ยมสาขาแล้วบอกว่า เรามาเพื่อช่วยคุณนั้น ฟังดูเป็นเรื่องตลกที่ Waterstones  เพราะที่นั่นสำนักงานใหญ่มีหน้าที่เพียงทำบัญชี ประชุมเรื่องส่วนลดที่มาสู่ข้อย่อยคือ Perfect Discount และ Perfect Credit Terms เท่านั้น ที่เหลือเป็นเรื่องของสาขาที่จะจัดการเอง สำนักงานใหญ่มีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ควบคุม และปล่อยให้การควบคุมเป็นเรื่องที่เกิดที่สาขา

สิ่งนี้อีกเช่นกันที่สวนทางแนวปฎิบัติทั่วไปของธุรกิจค้าปลีก ปัจจุบันที่ทุกอย่างถูกเชื่อมด้วยเทคโนโลยี และการควบคุมถูกทำ สินค้าถูกคัดเลือกมาจากส่วนกลาง โดยคนที่สาขา ทำหน้าที่ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่เรากลัวนักกลัวหนาว่าจะแทนที่แรงงานคนในอนาคต มันจะต่างอะไรเล่าเพราะทุกวันนี้ก็ ทำงานไม่ต่างจากหุ่นยนต์กัน เพียงเพราะคำว่า “ระบบ” ซึ่งเป็นคำเดียวกันแต่ต่างความหมายที่ Waterstones ระบบที่นั่นหมายถึงการทำงานด้วยประสิทธิภาพ ด้วยสมองมนุษย์คัดกรองเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมา

แล้วอะไรคือ Control ที่เป็นรูปธรรมแก่สาขา ?

ตัวแรกคือการควบคุมระดับสต็อคของร้านให้ไม่น้อยไปกว่าปริมาณจุตามพื้นที่ของร้านนั้นๆ และต้องไม่เกินว่าปริมานจุที่กำหนดเช่นกัน อีกตัวหนึ่งคืองบประมาณต่อสาขา ด้านการจัดการกำลังคนต้องไม่เกินงบประมาณที่ให้ ดังนั้นผู้จัดการร้านสามารถพิจารณาได้เองว่าเขา หรือเธอควรบาลานซ์ จำนวนพนักงานระหว่างพนักงานชั่วคราว และพนักงานประจำอย่างไรดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่เหลือที่ปล่อยให้ ปัจจัยต่างๆทำหน้าที่ของตัวเองไล่มาตั้งแต่กุญแจดอกที่หนึ่งเรื่อยมา

สิ่งที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของ Perfect Control คือการควบคุมงบกระแสเงินสด ทิมบอกว่าร้านหนังสือต้อง อย่าให้กระแสเงินสดแห้งหายเด็ดขาด ร้านหนังสือขายปลีกคือการได้เงินสดหมุนเวียนเป็นรายวัน นั่นหมายถึงจำนวน เงินมหาศาลที่ไหลเวียนเข้ามาในระบบทุกวัน ย้ำว่าทุกวัน แต่ข้อดีไม่ได้มีเพียงเรื่องของการได้เงินสดมาหมุนเวียนใน Operation แต่จำต้องมีการจัดการต้นทุนให้เหมาะสมด้วย เพราะเงิน 100 บาทที่ขายได้ ไม่ใช่เงินของเราทั้งหมด ดังนั้นต้องให้แน่ใจว่ามีการจัดการส่วนนี้ดีพอ และท่องไว้เสมอว่า Cash Inflow ต้องมากกว่า Cash Outflow เสมอ การขาดกระแสเงินสดหมายถึงความพยายามที่จะไปลดค่าใช้จ่าย รวมถึงการลดคุณภาพสต็อคที่ควรจะเป็น เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มทำแบบนั้น หมายถึงจุดยืนของร้านจะเริ่มหายออกไปจากใจคน และเมื่อเราไม่ได้เป็น Good Bookshop อีกต่อไป เมื่อนั้นชื่อ Waterstones ก็จะค่อยๆ เลือนหายออกไป 

เคยมีบทความเรื่องเงินลงทุนของ Start-Up โดย INSEAD หรือ Institut Européen d’Administration des Affaires บอกว่า ในช่วงเริ่มแรกของ Start Up นั้นพวกเขาเหล่านั้นไม่ควรมีเงินทุนมากเกินว่าที่ต้องการ เพราะหมายถึงการทำให้ความตั้งใจไขว้เขว่ไปจากจุดมุ่งหมายเดิม พวกเขาอาจไปให้ความสนใจต่อการลงทุนส่วนอื่นที่ไม่จำเป็นเกินไป อาทิ การมีสำนักงานที่สวยงาม และอื่นๆ ดังนั้นควรมีเพียงเท่าที่ต้องการ และเค้นรายได้จาก operation ออกมาเพื่อไปต่อจะดีที่สุด

อีกข้อที่เรามักจะเข้าผิดเรื่องของส่วนลดการค้า ทั่วไปแล้วเรามักจะเริ่มต้นด้วยการขอส่วนลดที่สูงเอาไว้ก่อน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ นั่นไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องนัก ส่วนลดสูงหรือต่ำไม่สำคัญ ถ้าหนังสือที่เลือกมานั้นไม่ใช่หนังสือดีและขายไม่ได้ มันหมายถึงหายนะ บางคนอาจกล่าวว่าไม่เป็นไร เอาส่วนลดสูงไว้ก่อน เพราะเป็นการฝากขาย นั่นยิ่งเป็นข้อเข้าใจที่ผิดมาก เพราะรายได้ของเราจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราขายหนังสือเล่มนั้นได้ และ 40% หรือ กระทั่ง 60% ไม่ได้เกิดตอนที่เราเอาหนังสือเข้าร้านในแง่ของรายได้ แต่ในด้านต้นทุนเราเสียค่าใช้จ่ายพื้นที่ต่อตารางเมตรไปเรียบร้อยแล้ว 

ถูกที่การฝากขายอาจจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า แต่น้อยกว่าอะไรถ้าเปิดร้านหนังสือมาแล้ว มีแต่ต้นทุนที่จ่ายไม่มีรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงอยู่ของร้าน ที่ Waterstones ต่อให้ฝากขายก็ไม่เอาถ้าหนังสือไม่ดีจริง  ข้อนี้ต้องอย่าให้จำนวนเปอร์เซนต์มาหลอกตา เพราะที่สำคัญมากที่สุดคือ จำนวนเงินที่ขายได้จริง (Amount)

แล้วส่วนของเครดิตละสำคัญยังไง ที่ Waterstones รอบที่หมุนของเงินที่ได้ต้องมากกว่ารอบจ่ายเงินเสมอ สั้นๆ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นโดย Alexander Dumas ว่า Business? It’s quite simple. It is other people money

กุญแจสามดอกเป็นจุดเริ่มต้นของ Waterstones และเป็นคบไฟนำทางให้ Waterstoens กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หลายคนให้เครดิตกับ James Daunt แต่คนที่จัดการทุกอย่างตั้งแต่เอาโครงการไปโน้มน้าว Alexander Mamut เจ้าของกิจการสื่อชาวรัสเซียให้เข้ามาซื้อกิจการ Waterstones จากกลุ่ม HMV ที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ทิมเอาแผนงานฟื้นฟู Waterstones ทั้งหมดเสนอให้มามุตฟัง และแผนนั้นไม่ยากที่จะเดา ทิมต้องการให้ Waterstones กลับไปสู่ Heart & Spirit ในจุดเริ่มต้นนั่นคือกุญแจสามดอก ในปี 2011 มามุตเข้าซื้อกิจการ และ James Daunt คือคนที่ทั้งมามุต และทิมเห็นชอบให้เข้ากุมบังเหียนร้านหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอังกฤษ  

เจมส์คือคนที่เลือกมาไม่ผิด เขายังยึดมั่นในสปิริตความเป็น Waterstones ช่วงยุคทองของทิม ทุกวันนี้เจมส์ยังเลือกที่จะบอกว่า Waterstones เป็น Independent Bookshop แทนที่จะบอกว่าเป็นร้านหนังสือแบบเครือข่าย นั่นเพราะทั้งทิม และเจมส์เห็นว่าสปิริตของร้านหนังสืออิสระมันข้นในเลือด และมีความหมายมากกว่าทั้งหมด เพียงแค่ร้านหนังสืออิสระอย่าง Waterstones ดันมีหลายสาขา และมีชื่อ Waterstones ไปติดก็เท่านั้น 

ครั้งหนึ่งเจมส์บอกว่าเขาไม่สามารถทำร้ายคนอ่านที่สนับสนุน Waterstones มาตลอดโดยการนำเอาของเล่น ขนม ช็อคโกแลต และอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาในร้าน เพราะนี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเรา (Waterstones) ถ้าทำอย่างนั้น เราคงโดนหัวเราะเยาะ เหมือนการหักหลังผู้ที่ยืนเคียงข้างเรามาเสมอ

7 ปีของเจมส์ที่ Waterstones เขารู้จัก Heart & Soul ของร้านเป็นอย่างดี จึงไม่แปลกใจว่าการทำร้านหนังสือสักร้านอาจไม่ใช่ใครก็ทำได้ ไม่ง่าย แต่ไม่ยาก เพียงแต่ต้องแน่ใจว่าจะทำอะไรแน่ระหว่างทำร้านหนังสือให้เป็นร้านหนังสือ หรือทำร้านเครื่องเขียนที่มีมุมหนังสือ สองสิ่งนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง 

จิตวิญญาณของร้านหนังสือต่างจากรูปลักษณ์ของร้านเครื่องเขียนโดยสิ้นเชิง ครั้งหนึ่ง Paul Kenny แห่ง Hachette Book Group บอกกับผมว่า “ร้านหนังสือต้องทันสมัยกว่าร้านเสื้อผ้าแฟชั่นอีกนะ เสื้อผ้ายังมีฤดูกาล ส่วนหนังสือนั้นออกทุกวัน ไม่มีวันไหนที่จะไม่ออก เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพลาดรถไฟขบวนไหนไป และยังนิ่งนอนใจ เมื่อนั้นเราจะกลายเป็นร้านที่โลกลืมทันที”

ดูน่ากลัว แต่ถูกของพอล

อ้างอิง
– The Face Pressed Against a Window, Tim Waterstone (2019)
– Merchants of Cuture; The Publishing Business in the Twenty-First Century, John B. Thompson (2010)

Written By

เสียงของเมือง กลิ่นของวิถีชีวิต

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup