x

เมื่อชั่วโมงเร่งด่วนของคนกรุงเป็นวันที่ฝนตกลงพอดี วันนั้นคือความรันทดของคนกรุงอย่างถ้วนหน้า สถานการณ์นี้ตอกย้ำด้วยประสบการณ์จ่ายค่าบริการอูเบอร์ซึ่งมีผู้เดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนที่การจราจรแทบเป็นอันพาตตามมาด้วยค่าบริการกว่า 2,000 บาท ปรากฏการณ์นี้นอกจากเป็นความเจ็บช้ำใจของผู้ใช้บริการ เรื่องที่เกิดยังสะท้อนสุญญากาศของระบบขนส่งในเมืองที่ประชาชนคือผู้รับชะตากรรม
 
ฝนที่ตกพรำในเมืองหลวงตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันที่ 10 มกราคม ส่งผลให้คนกรุงเผชิญปัญหาการสัญจรในช่วงเวลาเร่งด่วนแบบหนักหน่วง หนึ่งในประสบการณ์จากผู้ประสบเหตุมาจากการบอกเล่าของทราย - อินทิรา เจริญปุระ ดารานักแสดงสาวซึ่งโพสต์เล่าประสบการณ์ผู้ใช้บริการอูเบอร์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว 
 
ข้อความในโพสต์นักแสดงคนดังเล่าว่า "น้อง" ใช้บริการอูเบอร์จากแครายไปพาราไดซ์ปาร์ค ตั้งแต่เวลา 8.30 น. ถึงจุดหมายเวลาใกล้เคียงกับช่วงที่โพสต์เล่าในเฟซบุ๊คส่วนตัว เวลาประมาณ 12.00 น. ค่าบริการที่ต้องจ่ายคือ 2,224 บาท 
 
ในโพสต์ไม่ได้ระบุรายละเอียดการใช้งานว่าเรียกอูเบอร์ประเภทไหน แต่ไม่ว่าจะใช้บริการรูปแบบใด ระยะเวลาการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนมากกว่า 3 ชั่วโมง ด้วยค่าบริการทะลุ 2,000 บาท เป็นวิถีชีวิตที่ไม่น่าพิสมัยนัก

ประสบการณ์การเดินทางของคนที่พักอาศัยในกรุงเทพฯในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีฝนตกคือสภาพที่คนจำนวนมากเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ละรายมีวิธีรับมือที่แตกต่างกันตามต้นทุนและปัจจัยที่แตกต่างกัน 
 
เมื่อลองใช้แอปฯอูเบอร์โดยกรอกเส้นทางเดียวกัน แต่ช่วงเวลา 16.00-17.00 แอปฯแสดงค่าบริการอูเบอร์แฟลช และอูเบอร์เอ็กซ์ อยู่ที่ 533.61 บาท ส่วนอูเบอร์แบล็คอยู่ที่ 893.66 บาท 
 
คำถามคือ ในยุคที่หลายเมืองชูนโยบาย “สมาร์ทซิตี้” แต่เมื่อหันมามองเมืองหลวงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของไทยกลับมีทางเลือกเดินทางไม่มากนัก โดยเฉพาะทางเลือกด้วยรถโดยสารส่วนบุคคล
 
แหล่งข่าวรายหนึ่งเล่าประสบการณ์เดินทางช่วงปริมาณรถหนาแน่นระหว่าง 18.30-19.00 น. ต้องการเดินทางจากสุขุมวิท 22 ไปถนนวิภาวดี ภายใต้บรรยากาศฝนตก เมื่อเรียกบริการแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชั่นอื่นแล้วไม่มีคนขับรับ จึงลองเปิดแอปฯอูเบอร์ แม้จะต้องเจอกับราคาค่าเดินทางที่คำนวณออกมาประมาณ 900 บาทก็ต้องยอมรับทางเลือกนี้เพื่อเดินทางไปจุดหมายโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 
 
ผู้ใช้บริการรายนี้ ยอมรับว่ารู้ว่าค่าโดยสารแพง และแอปฯก็เตือนก่อนว่าราคาอาจบวกเพิ่มเติมตามเงื่อนไขต่างๆ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยอมรับว่าผู้ให้บริการต้องมีค่าบริการต่างๆเป็นต้นทุน และถ้าไม่ใช้อูเบอร์ ก็ไม่มีแท็กซี่รับขึ้นรถ ที่สุดจึงต้องยอมรับทางเลือกนี้
 
“วันนั้นพอดีไม่สบาย และคิดว่าคนกรุงเทพฯต้องแข็งแรงนะ เพราะบางครั้งการเดินทางก็ไม่มีทางเลือกอื่น” แหล่งข่าวกล่าวเสริม
 
 
คนขับอูเบอร์ยังไม่เคยเจอค่าบริการ 2,000 บาท
 
แหล่งข่าวอีกรายที่เป็นผู้ขับรถอูเบอร์ ประสบการณ์ขับกว่า 18 เดือนเล่าว่า ไม่เคยเจอค่าบริการระดับ 2,000 บาท แต่ข้อมูลการเดินทางในกรณีนี้ยังไม่เพียงพออธิบายปัจจัยแวดล้อมที่เป็นเหตุให้ค่าบริการมากระดับนี้ 
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าแยกประเด็นปัจจัยที่มีผลต่อค่าบริการ อันดับแรกคือประเภทบริการ อูเบอร์มีบริการรูปแบบ อูเบอร์แฟลช อูเบอร์เอ็กซ์ อูเบอร์เอ็กซ์ ฯลฯ 
 
นอกจากนี้ การเดินทางในช่วงที่ผู้โดยสารต้องการใช้บริการมากกว่าจำนวนคนขับรถก็มีส่วนทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งถ้าพิจารณาจากปัจจัยต่างๆเหล่านี้ แหล่งข่าวรายนี้มองว่า ความเป็นไปได้ในกรณีที่รถติด ใช้เวลาเดินทางมากกว่า 3 ชั่วโมงจนค่าบริการถึงหลัก 2,000 บาทก็มีโอกาสเป็นไปได้
 
“ที่เคยเจอคือขับจากพระราม 2 ไปสยาม ระยะทางและเวลาในช่วงรถไม่ติดน่าจะไม่เกิน 30-40 นาที ค่าบริการอยู่ที่ประมาณ 350 บาท แต่ที่เจอคือบนเส้นทางเจอรถติดแบบขยับไม่ได้ ที่เรียกกันว่าเป็นอัมพาต ค่าบริการจากตอนแรกที่น่าจะประมาณ 350 บาท ขยับไปอยู่ที่ 600 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง” แหล่งข่าวที่เป็นผู้ขับรถอูเบอร์เล่า
 
สำหรับมุมมองคนขับในกรณีนี้มองว่า คนขับได้ประโยชน์จากค่าบริการ แต่ในระยะยาวบริษัทจะเป็นฝ่ายเสียหายจากภาพลักษณ์บริการที่แพง บริษัทจึงควรระวังมากขึ้น และถ้าให้ยุติธรรมคือ กำหนดอัตราเพดานสูงสุดต่อชั่วโมง เช่น ต่อให้การจราจรจะเป็นอย่างไร อัตราค่าบริการจะไม่สูงเกินกว่านี้ในแต่ละชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปจะเป็นเท่าไหร่ และแสดงผลให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกว่าอัตราเหล่านี้รับได้หรือไม่
 
“ระบบอูเบอร์กรองคนขับได้ระดับหนึ่ง แต่ระบบยังไม่สามารถให้รัฐกรองคนขับที่ให้บริการได้ ซึ่งก็ยังก้ำกึ่ง ขณะที่ฝั่งผู้ขับแท็กซี่ยังไม่ยอมรับอูเบอร์ แต่ก็ปฏิเสธผู้โดยสาร ขณะที่ฝั่งอูเบอร์รับผู้โดยสาร แต่ราคาแพง คิดว่าต้องหาสมดุลให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ เพราะถ้าแท็กซี่ดีจริง ทำไมยังมีคนใช้อูเบอร์” ผู้ขับอูเบอร์แสดงความคิดเห็นต่อสภาพบริบทโดยรวม
 
 
แท็กซี่ย้ำ เมื่อกฎหมายไม่รองรับอูเบอร์ ผู้โดยสารต้องระวัง
 
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตามกฎหมายปัจจุบัน ผู้ให้บริการไม่สามารถคิดค่าบริการนอกเหนือจากที่รัฐบาลกำหนด กรมการขนส่งทางบก และกระทรวงคมนาคมประกาศว่า อูเบอร์เป็นบริการที่ยังผิดกฎหมาย เมื่อเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้โดยที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับทำให้ประชาชนต้องรับผิดชอบส่วนตัว ผู้ใช้บริการก็ต้องระวังตัวเองโดยไม่มีการคุ้มครองใดๆ
 
ขณะที่ค่าบริการของแท็กซี่มิเตอร์ กฎหมายกำหนดชัดเจน เมื่อรถติดโดยไม่มีการเคลื่อนที่ ค่าบริการอยู่ที่นาทีละ 1.50 บาท ชั่วโมงละ 90 บาท เมื่อบวกกับค่าโดยสารแล้วกรณีข้างต้นไม่น่าจะเกิน 400-500 บาท 
 
เมื่อถามถึงความคิดเห็นเรื่องค่าบริการที่เหมาะสมกับบริบทเมืองกรุงที่สภาพจราจรแปรผันไม่แน่นอน ขณะที่ภาพแท็กซี่มิเตอร์ในมุมมองประชาชนทั่วไปก็มักปฏิเสธรับผู้โดยสาร หรือว่าค่าบริการที่เป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับบริบทเมืองในปัจจุบันหรือไม่ 
 
เครือข่ายแท็กซี่ระบุว่า “ในอนาคตต้องดูตัวอย่างจากหลายประเทศว่าทั้งสองฝ่ายพอใจที่ตรงไหน ตอนนี้กระทรวงคมนาคมให้ TDRI สำรวจข้อมูลเชิงลึกว่าจำเป็นต้องปรับค่าบริการหรือไม่ ถ้าปรับจะปรับอัตราเท่าไหร่บ้างถึงจะอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม คาดว่ายังเหลือระยะเวลาศึกษาอีก 2 เดือน” 
 
ระหว่างสภาวะสุญญากาศที่ดูไม่ออกว่าระบบขนส่งด้วยรถโดยสารส่วนบุคคลจะถูกจัดระเบียบอย่างชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้วออกมาเป็นลักษณะไหน ทางเลือกในการเดินทางในเมืองหลวงซึ่งว่ากันว่าเป็นเมือง “ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” อยู่ในมือของผู้โดยสาร คนขับ และผู้ให้บริการ 
 
จงเลือกอย่างถี่ถ้วนและระมัดระวัง