ตูน บอดี้สแลม หรืออาทิวราห์​ คงมาลัย นักร้องขวัญใจชาวร็อคทั่วไทยออกวิ่งในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เป็นวันที่ 6 แล้ว (ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน) แฟนเพลงหลายคนต่างถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นภาพที่ออกมาช่วงต้นการวิ่งในโครงการที่พี่ตูน เริ่มมีอาการบาดเจ็บแล้ว และหลังจากนี้ยังต้องวิ่งติดต่อกันทุก 4 วันจะส่งผลต่อร่างกายทั้งระยะสั้นและระยะยาวหรือไม่ อย่างไร 
 
โครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” โครงการวิ่งระดมทุนมาบริจาคไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศนำมาโดยตูน บอดี้สแลม โดยจะวิ่งจากอ.เบตง จังหวัดยะลา ไปถึงอ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย ระยะทางรวมมากกว่า 2 พันกิโลเมตร วิ่งวันละประมาณ 40 กิโลเมตร แบ่งช่วงวิ่งในแต่ละวัน และวิ่ง 4 วัน พัก 1 วัน โครงการนี้ใช้เวลาวิ่งประมาณ 55 วัน ตั้งเป้าหมายยอดบริจาครวม 700 ล้านบาท 
 
แม้ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักร้องดังวิ่งเพื่อระดมทุนไปช่วยเหลือโรงพยาบาล โดยก่อนหน้านี้ตูน บอดี้สแลม เคยวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 400 กิโลเมตร ประมาณ 10 วัน แต่โครงการครั้งล่าสุดมีระยะทางวิ่งรวมแล้วมากกว่าโครงการเดิมไม่ต่ำกว่า 5 เท่า
 
ข่าวการออกวิ่งครั้งล่าสุดของตูน บอดี้สแลม ดำเนินมาถึงวันที่ 4 ที่มีข่าวการบาดเจ็บหลังและขาเนื่องจากต้องเดินและถ่ายรูปเซลฟี่จึงทำให้ไม่สามารถวิ่งอย่างถูกหลัก 

เพื่อนนักวิ่งมองความท้าทายในเส้นทาง
 
มุมมองของคุณนง-ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ นักแสดงชื่อดัง ผู้อยู่ในวงการวิ่งของเมืองไทยมายาวนาน ที่มีต่อการวิ่งในครั้งนี้ของพี่ตูน เชื่อว่า ตูนมีประสบการณ์อยู่แล้วจากตอนวิ่งที่บางสะพาน และเชื่อว่าทำการบ้านมาดี อย่างไรก็ตาม ทุกคนไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างตลอดการวิ่ง 
 
“มันอยู่ที่สภาพร่างกายเขา ใจพร้อม กายพร้อม แต่ร่างกายมนุษย์และอุปสรรคต่าง ๆ คือสิ่งที่ตูนและทีมงานต้องเรียนรู้และแก้ไขวันต่อวัน แต่ผมเชื่อว่า ตูนเป็นคนที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเขาวิ่งไม่ได้เขาก็คงเดินแทนแน่ ๆ”
 
ทนงศักดิ์ ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการวิ่งที่ต้องวิ่งและหยุดบ่อยครั้งเพื่อถ่ายภาพกับผู้มารอหรือหยุดและก้มตัวรับเงินบริจาคจะส่งผลต่อการวิ่ง
 
“พวกเราทุกคนรู้ว่าตูนต้องทุ่มเท และเสียสละตัวเองในหลายเรื่องมากขนาดไหน แต่ถ้าเราทุกคนร่วมเสียสละด้วยกันคนละนิด โดยการไม่ขวางเขา หรือไม่ทำให้เขาต้องหยุดกลางคันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
 
แต่เราก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของคนเหล่านั้นเช่นกัน ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ฮีโร่ของคุณวิ่งผ่านหน้าบ้านตัวเอง มันก็คงเป็นเรื่องยากที่จะห้ามความรู้สึกนั้น แต่ถ้าเรายอมเสียสละเรื่องใหญ่ของตัวเอง เหมือนกับสิ่งที่ตูนเสียสละอยู่ในตอนนี้ เราทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งดีๆ สิ่งนี้จริง ๆ”
 
มุมมองของดารานักวิ่งสอดคล้องกับมุมมองของคุณรัฐสภา มหาชน นักธุรกิจและนักวิ่งระยะไกลที่เคยร่วมแข่งขันรายการและร่วมโครงการวิ่งมาแล้วมากมาย ซึ่งคุณรัฐสภา มองว่า ระยะทางและสัดส่วนการวิ่งในโครงการท้าทายเพดานการใช้กำลังร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์ แม้จะมองว่า มีวางแผน ซักซ้อม และมีทีมแพทย์ฟื้นฟูอย่างใกล้ชิดทุกระยะที่พัก อย่างไรก็ตาม การใช้กล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องมีความเสี่ยงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสูง
 
“อย่างการหยุดบ่อย ก็มีได้ มีเสีย เหมือนเครื่องยนต์ การสตาร์ทเครื่อง แล้วหยุด จากนั้นก็สตาร์ทอีก วนไปเรื่อย ๆ มีโอกาสทำให้เครื่องสึกหรอ แม้จะทำให้เห็นความสัมพันธ์และน้ำใจจากผู้ที่รอ ในขณะเดียวกันถ้าทั้งสองฝ่ายจัดสมดุลที่คนละครึ่ง ทีมงานและคนเชียร์หาจุดกลางที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเจอกันแบบพอดี ก็ต้องชั่งน้ำหนักหาสมดุลกัน และทำความเข้าใจกับคนที่มาด้วยเช่นกัน” คุณรัฐสภา แสดงความคิดเห็น
 

สภาพร่างกายที่ถูกท้าทายไม่แพ้ภารกิจ
 
หลังภารกิจวิ่งผ่านช่วงต้นมา ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อการวิ่งครั้งนี้ในแง่สภาพร่างกายและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความท้าทายของการวิ่งระยะไกลติดต่อกันไปจนสิ้นสุดภารกิจ
 
รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์กับ GM Live เปิดเผยว่า ในผู้ที่ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องตามสภาพการใช้งานจริง กล้ามเนื้อจะฝึกความทนทานในการใช้งาน กระดูก การทำงานของปอด หัวใจ จะปรับตัวเข้ากับการฝึกฝน ซึ่งแต่ละคนมีการปรับตัวต่างกัน บางคนอาจไม่บาดเจ็บในระยะยาวได้ บางคนอาจฟื้นฟูได้ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของร่างกาย
 
“สำหรับกรณีของตูน บอดี้สแลม จะวิ่งทีละ 10 กิโลเมตร เพื่อฟื้นฟู และทำกายภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการวิ่งระยะไกล แต่ถ้าฝืน หรือฝึกมาอีกรูปแบบหนึ่งแต่ใช้จริงอีกรูปแบบหนึ่งก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายได้” 
 
นพ.กีรติ อธิบายเรื่องการฝึกฝนต่อว่า การฝึกในโรงยิม เครื่องวิ่ง อาจทำได้ แต่กรณีที่วิ่งจริงเมื่อเจอสภาพอากาศร้อน ฝนตก พื้นชัน จะใช้พลังเยอะกว่าเดิมซึ่งอาจเสี่ยงเกิดผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ข้อต่อ หรือที่สำคัญคือกล้ามเนื้อซึ่งอาจเกิดอาการกล้ามเนื้อสลายจนไปตกตะกอนในอวัยวะของร่างกายได้ เมื่อระยะทางต่อเนื่องเป็นความท้าทาย ทีมแพทย์ที่อยู่ดูแลด้วยถือเป็นเรื่องจำเป็น
 
เมื่อสอบถามผลกระทบในระยะยาว หรือโอกาสฟื้นฟูร่างกายหลังจากจบกิจกรรม นพ.กีรติ เปิดเผยว่า ขึ้นอยู่กับการฝึกของแต่ละคน ถ้าฝึกฝนมาดีตรงตามการใช้งานจริง กล้ามเนื้อที่ใช้งานมากอาจเกินอาการเมื่อยล้า อักเสบ กระดูกข้อต่อได้รับผลกระทบ ต้องพักฟื้น 2-3 สัปดาห์กว่าจะกลับมาเป็นปกติ 
 
ถ้าฝืน หรือหักโหมโดยไม่ได้ใช้งานส่วนที่ฝึกมา เช่น การก้มเงย และหยุด อาจเกิดอาการบาดเจ็บตั้งแต่รุนแรงถึงรุนแรงมาก เช่น กล้ามเนื้อฉีก บาดเจ็บกระดูกอ่อน หรืออาจส่งผลต่อข้อต่อในระยะยาวถ้าไม่ดูแลสภาพการใช้งานให้เหมาะสม 
 
สำหรับการใช้งานกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ฝึกฝนมาอย่างกรณีต้องก้มเงย เดิมทีการวิ่งใช้กล้ามเนื้อส่วนล่าง ส่วนหลังและท้องใช้ในการทรงตัวรับน้ำหนัก ถ้าวิ่งแล้วก้ม กล้ามเนื้อทำงานเยอะขึ้นในการควบคุมกระดูกสันหลังอาจทำให้ปวด/อักเสบง่ายขึ้น ถ้าการวิ่งไม่ได้ฝึกกล้ามเนื้อท้อง/หลัง อาจต้องระวังมากเป็นพิเศษ
 
“คนที่รักและเป็นห่วงพี่ตูนอาจต้องคอยระวัง ไม่ให้หยุดหรือก้มเงยมากเกินไป ข้างหน้าอีกยาวไกล อยากให้คนที่เป็นห่วงนัดหมายที่จุดนัดพบ ซึ่งพี่ตูน จะวิ่งทุก 10 กิโลเมตร เรื่องนี้ช่วยให้นักกีฬาทำภารกิจได้สำเร็จ ลดภาระในการทำงาน” 
 
นอกจากพบกันที่จุดเช็คพอยท์แล้ว ทีมงานของโครงการยังแนะนำผู้ที่อยากถ่ายภาพกับนักร้องดังว่าให้ใช้โหมดวีดีโอเพื่อไม่ให้กระทบความต่อเนื่องในภารกิจ