เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 หลังจบก้าวสุดท้ายของกิจกรรมก้าวคนละก้าวของคุณตูนบอดี้สแลม ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเพียงหนึ่งวัน ได้มีพระนักเทศน์เจ้าสำนักศูนย์วิปัสสนาคนดังท่านหนึ่งได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญแบบล้านนาโบราณต้อนรับคุณตูนและคณะก้าวคนละก้าว มีฟ้อนแห่แหน ตีกลองสะบัดชัยต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
 
แต่ความพีคของงานไม่ใช่เรื่องพิธีกรรมที่จัดขึ้นรเลย มันอยู่ที่คำพูดของพระรูปดังกล่าวต่างหากที่กล่าวเปรียบเทียบว่าคุณตูนเหมือนครูบาศรีวิชัย โดยกล่าวว่า
 
“ตนได้ถามผู้เฒ่าผู้แก่ พ่ออุ้ยแม่อุ้ย ที่มาร่วมงานวันนี้ ส่วนใหญ่บอกว่า เห็นอ้ายตูนแล้วนึกถึงครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นตนบุญแห่งล้านนา สร้างวัดกว่า 106 แห่งทั่วล้านนา สร้างโรงเรียน โรงพยาบาลอีกจำนวนมาก ได้รับการนับถือว่าเป็น “ตนบุญ” สิ่งที่อ้ายตูนทำจึงเป็นปฏิปทาของตนบุญ ผู้เฒ่าผู้แก่จึงว่าอ้ายตูนเป็นตนบุญมาเกิด”
 
พอเจอคำพูดนี้ปั๊บ..!! ผู้เขียนรู้สึกเอะใจนิดหน่อย (จริงๆ ก็ไม่นิด) เพราะโดยส่วนตัวผู้เขียนก็พอมีความรู้เกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยมาบ้างพอสมควร คือไม่ใช่แค่เปรียบเทียบคุณตูนกับครูบาศรีวิชัยแค่นั้น แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นยังพูดข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งในชีวประวัติของครูบาศรีวิชัยด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วมันเป็นข้อมูลที่ผิด และเป็นความเข้าใจเรื่องราวของครูบาศรีวิชัยที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะชี้แจงสิ่งที่เข้าใจผิดทั้งข้อมูลและความเข้าใจ 3 ข้อ คือ
 
1. จากประวัติครูบาศรีวิชัย ในงานวิทยานิพนธ์ของ อ.โสภา ชานะมูล ที่ถือได้ว่าเป็นงานศึกษาครูบาศรีวิชัยในเชิงวิชาการเป็นงานเลยก็ว่าได้ ได้รวบรวมสรุปจำนวนสถานที่ที่ครูบาศรีวิชัยได้ไปสร้างไว้ทั่วภาคเหนือ ในช่วง 2463-2478  มีเพียงแค่ 58 แห่งเท่านั้นที่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่ 106 แห่งอย่างที่พระนักเทศน์คนดังคนนั้นกล่าว ถึงแม้จะมีบางงานเขียนที่กล่าวว่ามี 108 วัด หรือ 300 กว่าวัดก็ตาม ก็เป็นเพียงแค่แนวคิดที่ถกเถียงกันในเชิงวิชาการเท่านั้น 
 
2. จากประวัติครูบาศรีวิชัย ครูบาไม่เคยให้ทุนการศึกษา ไม่เคยสร้างโรงเรียน ไม่เคยสร้างโรงพยาบาล ท่านสร้างแต่พุทธสถานสำคัญที่ปรากฏในตำนานสำคัญในล้านนา อย่างตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นต้น เท่านั้น เช่น วัดสวนดอก วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุดอยตุง วัดพระธาตุดอยสุเทพ อีกทั้งครูบาก็ไม่ยินยอมสร้างสาธารณะสถานเหล่านี้ด้วยแม้จะถูกบังคับให้เซ็นชื่อยินยอมปฏิบัติตนตามคำสั่งอย่างเผด็จการจากอำนาจรัฐสยาม/กรุงเทพฯ เมื่อครั้งถูกอธิกรณ์ถูกเรียกลงกรุงเทพเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2478 ที่บังคับต้องให้ช่วยสนับสนุนการศึกษาของรัฐ สร้างโรงเรียน สร้างสถานีอนามัย 
 
3. เป็นสิ่งที่เข้าใจผิดและถูกทำให้เข้าใจมาตลอด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก คือเรื่อง  “ภาพลักษณ์ครูบาศรีวิชัยกับการเป็นพระนักสร้าง” ซึ่งความเข้าใจนี้เห็นได้อย่างชัดผ่านคำกล่าวของพระนักเทศน์คนนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การรับรู้หรือความเข้าใจนี้มันเป็นความเข้าใจที่พึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หลังยุคที่สยามได้ผนวกล้านนา จนล้านนากลายเป็นภาคเหนือที่สยบยอมของกรุงเทพฯ แล้ว ความไม่สยบยอมของครูบาศรีวิชัยจึงถูกลดทอนลงเหลือเพียงแค่การเป็นพระนักสร้าง ซึ่งสิ่งที่ควรเข้าใจและถือว่าเป็นปฏิปทาของครูบาศรีวิชัยจริงๆ คือ “การไม่สยบยอม การไม่ยอมรับ ไม่ก้มหัวต่ออำนาจ และพร้อมต่อรอง ต่อต้าน อำนาจที่พยายามจะกดหัวครูบา” ต่างหาก 
 
อีกทั้งการสร้างวัดของครูบาศรีวิชัยกว่า 58 แห่งทั่วภาคเหนือนั้น ก็ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างเพื่อสาธารณกุศล หรือเพื่อสั่งสมบุญในฐานะตนบุญ โพธิสัตว์เท่านั้น กระบวนการสร้างนี้ยังเป็นหนึ่งในการต่อสู้ และ ต่อรองกับอำนาจรัฐอีกด้วย เพราะสถานที่ที่ครูบาสร้างเป็นสถานที่สำคัญที่ปรากฏในตำนานล้านนาเท่านั้น และสร้างโดยไม่หวังขอความช่วยเหลือจากรัฐกรุงเทพฯ ด้วย แม้ภายหลังครูบาจะถูกกล่าวหาว่า “ซ่องสุ่มผู้คน อ้างตนเป็นผีบุญ” จนถูกอธิกรณ์กล่าวโทษถูกเรียกลงมาสอบสวนที่กรุงเทพถึง 2 ครั้งในปี 2463 และ 2478 รัฐบาลสยามเขียนข้อกำหนดไว้ว่า “ครูบาศรีวิชัยต้องสนับสนุนการศึกษา สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สนับสนุนนโยบายรัฐ” และบังคับให้ครูบาลงชื่อยอมรับของกำหนดดังกล่าว แต่หลังจากนั้นพบว่า
 
ครูบาศรีวิชัยกลับปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นโดยการอยู่อย่างเงียบๆ ไม่ทำอะไร ไม่สร้างอะไรอีกเลย แม้แต่สะพานข้ามห้วยที่ยังสร้างไม่เสร็จตอนสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ครูบาก็ปฏิเสธที่จะทำต่อ นี้ต่างหากคือปฏิปทาอันแท้จริงของครูบาศรีวิชัยที่ควรจดจำ ไม่ใช่ไปเรื่องการไปสร้างที่นั่น ที่นี่ ที่นู่น
 
เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่า สิ่งที่ครูบาศรีวิชัยทำ หรือเป้าหมายหลัก (ไม่ใช่ที่เข้าใจกันผิดๆ) ของครูบาศรีวิชัยนั้นไม่ได้เหมือนสิ่งที่คุณตูนทำ และ ไม่เหมือนกับสิ่งที่พระนักเทศน์กำลังทำและพูดในฐานะบรรพชิตด้วย ดังนั้นจากข้อมูลและความเข้าใจที่กล่าวออกมา อย่างผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของครูบาศรีวิชัยของ
 
พระนักเทศน์คนนั้น จึงทำให้เข้าใจได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่า คำกล่าวง่ายๆ ที่หลุดออกจากปากมานั้นเป็นได้เพียงแค่การโหนกระแสของกระแสคุณตูน เป็นเพียงการอวยคุณตูนแบบเกินจริง เพื่อหวังต้องการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง หรือเพื่อโปรโมทตัวเองและสำนักของตัวเองแค่นั้น แต่สิ่งที่ร้ายไปกว่านั้น เพียงเพราะลมปากที่พูดออกมาอย่างไม่ได้ติดไตร่ตรองให้ดี คือ 1. เป็นการทำร้าย ทำลายข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของครูบาศรีวิชัยบุคคลที่พระนักเทศน์ท่านนี้กล่าวอ้างว่าเป็นผู้ที่ตนเองให้ความเคารพนับถือ และ 2. เป็นการสร้างและผลิตซ้ำข้อมูลและความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์นั้นด้วย เพราะด้วยสถานะของท่านมีผู้คนพร้อมจะฟังและเชื่ออยู่ตลอดเวลา
 
สุดท้ายด้วยความหวังดีต่อท่านในฐานะพระนักเทศน์ชื่อดัง ที่มีคนพร้อมจะฟังและเชื่อท่านอยู่ตลอดเวลา จึงขอเสนอแนะท่านว่า บางครั้งหากจะพูดหรือกล่าวอะไรออกมา ก็ควรหาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความถูกต้องบ้าง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการทำลายประวัติศาสตร์ และในที่นี้คือ “ตนบุญครูบาศรีวิชัย” บุคคลที่ท่านอ้างนักอ้างหนาว่าเคารพนับถืออย่างที่สุด