Connect with us

Subscribe

Entertainment

TO SIR WITH LOVE
5 LEGENDARY POP CULTURE MENTORS

เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์

สดุดี 5 คุณครูจากภาพยนตร์
หนังสือ และมังงะ ในวัฒนธรรมร่วมสมัย
พวกเขาสอนอะไรเราบ้าง

Mentor นั้นสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย Mentor คือผู้ให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้เราเข้าใจในตัวเองว่าเราคือใคร? ศักยภาพที่เรามีอยู่ในตัวเป็นอย่างไร? และชีวิตเราจะก้าวไปทางไหนดี?
Mentor อาจจะเป็นได้ทั้งครูสอนสรรพวิชาที่ติดอาวุธทางความคิดและทักษะต่างๆ ให้กับเรา ไปจนถึงผู้ให้คำปรึกษา ชี้นำทาง เพื่อให้เราชัดเจนในเส้นทางชีวิตที่เราจะไปข้างหน้าได้มากขึ้น

Mentor มุมหนึ่งจึงเปรียบเหมือนไฟบนประภาคาร เข็มทิศ ดาวเหนือ หรือคำเปรียบเปรยอะไรก็ตามที่มีความหมายถึง ‘คนนำทาง’ เพื่อให้เราสามารถที่จะเข้าถึงศักยภาพของตัวเอง (Self-actualization)

และนี่คือเหล่า Mentors ในวัฒนธรรมป็อปร่วมสมัย ที่จะพาลูกศิษย์ของพวกเขาไปสู่การ ‘รู้จักตัวเอง’ ในรูปแบบต่างๆ

1989 คุณครูจอห์น คีทติ้ง / John Keating
Mentor ที่สอนความงามของบทกวี

ฉากที่นักเรียนทั้งห้องยืนบนโต๊ะเรียนเพื่อให้เห็นแง่มุมชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ไปจนถึงการตีความว่าฉากนี้คือสัญลักษณ์ของการขบถต่อสังคม คือหนึ่งฉากคลาสสิกของภาพยนตร์เรื่อง Dead Poets Society ภาพยนตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของใครต่อใครหลายคนมาจนถึงปัจจุบันโรงเรียนเวลตัน โรงเรียนไฮสกูลดังในภาพยนตร์ ที่ปั้นเด็กระดับ Elite ของสังคมไปเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ในระดับไอวีลีก คุณครูจอห์น

คุณครูจอห์น คีทติ้ง ที่เคยเจอบรรยากาศเหล่านี้ในฐานะศิษย์เก่ามาก่อน เข้าหาเด็กเหล่านี้ในช่วงเวลานั้น พร้อมพกคาถาวิเศษเป็นภาษาละตินที่อ่านว่า คาร์เป เดียม (Carpe Diem) อันแปลว่า ‘จงฉกฉวยวันเวลาไว้’ (Seize the Day) สิ่งที่เด็กๆ ทำในหนัง เช่นการแอบรวมตัวหลังเลิกเรียนในนามของกลุ่ม ‘กวีไร้ชีพ’ (Dead Poets Society) เพื่อท่องบทกวี จึงกลายเป็นการตั้งคำถามต่อทั้งระบบสังคมสำเร็จรูปของพวกเขา ไปจนถึงการตามหาคุณค่าความหมายใหม่ของชีวิตผ่านการนำทางของคุณครูจอห์น คีทติ้ง อย่างเช่น

“เราไม่อ่านและเขียนบทกลอนเพียงเพราะมันน่ารักหรอกนะ เราอ่านและเขียนมันเพราะเราเป็นมนุษย์ และมนุษย์ถูกเติมเต็มด้วยความหลงใหล ไม่ว่าจะการแพทย์ กฎหมาย ธุรกิจ วิศวกรรม ของเหล่านี้เป็นเพียงเกียรติยศและของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ทว่าบทกวี ความสวยงาม เรื่องราวรักใคร่ ความรัก นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่” คุณครูจอห์น คีทติ้ง ทำให้เราเชื่อในพลังของบทกวี พลังความงามของชีวิต แม้ว่าตอนจบของ Dead Poets Society จะไม่สวยงามสักเท่าไรก็ตาม

1999 คุณครูมอร์รี ชวาร์ตซ์ (Morrie Schwartz):
Mentor ที่สอนคุณค่าชีวิตในตอนที่มีชีวิตอยู่

นี่คืออีกหนึ่งคุณครูที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนผ่านหนังสือ Tuesdays with Morrie และภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ซึ่งออกฉายในปี 1999 ที่ มิตช์ อัลบอม (Mitch Albom) ลูกศิษย์ของเขาใช้เวลาทุกวันอังคารพูดคุยกับคุณครูมอร์รี ชวาร์ตซ์ (Morrie Schwartz) – คุณครูสอนวิชาสังคมวิทยาที่เคยสอนเขาสมัยยังเป็นนักศึกษาคุณครูมอร์รีป่วยเป็นโรค ALS ที่กล้ามเนื้อร่างกายจะค่อยๆ ลีบ ทำงานไม่ได้ และทำให้เสียชีวิตในที่สุด

มิตช์ อัลบอม จึงมีเวลาในวันอังคารไม่กี่สัปดาห์ที่จะพูดคุยเรื่องคุณค่าชีวิตกับคุณครูที่เขารัก – คุณครูที่เคยให้ A นักศึกษาทั้งชั้นเรียนเพื่อไม่ให้พวกเขาไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม ยิ่งสัปดาห์ท้ายๆ ที่อาการของคุณครูมอร์รีเริ่มแย่จนกินอาหารไม่ได้ ผ่านคำบรรยายของมิตช์ อัลบอมว่า แซนด์วิชไข่ที่เขาซื้อมาฝากอาจารย์ – ของโปรดของคุณครูมอร์รี ในทุกสัปดาห์มันถูกแช่ไว้ในตู้เย็นโดยที่คุณครูไม่สามารถกินได้ ยิ่งตอกย้ำว่าความเป็นความตายมันอยู่ใกล้กัน ดังนั้นในวันที่ยังทำอะไรได้ จงมองหาคุณค่าของชีวิตเราอยู่เสมอ (แม้แต่ การกินแซนด์วิชไข่ที่แสนอร่อย ก็อาจจะเป็นคุณค่าของชีวิตในอีกแบบหนึ่ง)

คำสอนมากมายของคุณครูมอร์รีที่ผู้อ่านได้ร่ำเรียนในทุกวันอังคารร่วมกัน ทำให้เรามองเห็นคุณค่าชีวิตที่ชายวัย 78 ปีอย่าง มอร์รี ชวาร์ตซ์ พยายามฝากทิ้งไว้บนโลกใบนี้ อย่างเช่นประโยคที่เขาบอกกับมิตช์ อัลบอม ว่า

“ความตายนั้นทำให้จบชีวิตลงก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้จบความสัมพันธ์ ทุกๆ ความรักที่คุณได้สร้างขึ้น มันยังอยู่ที่ตรงนั้น ทุกๆ ความทรงจำที่มีอยู่ ก็ยังอยู่ตรงนั้น คุณมีชีวิตต่อไป อยู่ในหัวใจของทุกคนที่คุณได้สัมผัสและหล่อเลี้ยงมันไว้ในขณะที่คุณอยู่ที่นี่”

1990-1996 อาจารย์มิตซึโยชิ อันไซ / Mitsuyoshi Anzai Mentor
ที่สอนให้ใช้ความธรรมดาชนะโลกภายนอก

สแลมดังก์ (Slam Dunk) คือ มังงะ (การ์ตูนญี่ปุ่น) ผลงานของทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ (Takehiko Inoue) คือหนึ่งในการ์ตูนแนวกีฬาที่ว่ากันว่าดีที่สุดและขายดีที่สุด กับเรื่องราวของทีมบาสเกตบอลโรงเรียนโชโฮคุ ที่เริ่มต้นเรื่องด้วยความ Underdog เป็นทีมบาสฯ ที่แข่งกับใครก็แพ้ จนวันหนึ่งมีวัยรุ่นจอมเพี้ยนอย่าง ซากุรางิ ฮานามิจิ (Sakuragi Hanamichi) เข้ามาเปลี่ยนทีมบาสเกตบอลธรรมดาให้กลายเป็นทีมบาสฯ ที่ท้าทายในระดับประเทศแต่กว่าที่ซากุรางิจะขัดเกลาตัวเองให้กลายเป็นนักบาสฯ ตัวจริงได้นั้น เขาต้องผ่านการฝึกสุดโหดจากอาจารย์อันไซ โค้ชบาสฯ ของโรงเรียนนี้

อาจารย์ร่างอ้วนกลม ผมขาว ใส่แว่น ที่มีบุคลิกนิ่งๆ แต่เวลาแกเดือดที ทุกคนต้องฟัง กลายเป็นที่พึ่งทางใจของทีมบาสฯ โชโฮคุ เขารู้จังหวะวิธีสอนและให้คำแนะนำสมาชิกบาสฯ คนสำคัญ อย่างเช่น นักบาสฯ ดาวรุ่งมือดีอย่าง รุคาวา คาเอเดะ (Rukawa Kaede) ที่เขาอยากให้พิสูจน์ตัวเองในเวลาของญี่ปุ่นให้ได้ก่อนที่จะไปลุยอเมริกา เมืองแห่งบาสเกตบอล โดยเฉพาะกับซากุรางิ อาจารย์อันไซต้องเคี่ยวเข็ญเป็นพิเศษ เพราะว่าเขาเพิ่งเริ่มเล่นบาสฯ การฝึกสอนของอาจารย์อันไซและอาคางิ ทาเคโนริ (Akagi Takenori) – กัปตันทีม ที่มีต่อซากุรางิเลยเป็นท่าพื้นฐานทั้งหมด อย่างเช่น ซ้อมเลี้ยงบอล จ่ายบอล เลย์อัพ ชูตใต้แป้น โดยเฉพาะในช่วงที่เก็บตัวไปแข่งระดับประเทศ โค้ชอันไซได้เตรียมคอร์สพิเศษเตรียมซ้อมลับๆ ให้กับซากุรางิ และไม่ใช่การซ้อมที่พลิกแพลงอะไร มันเป็นเพียงการฝึกชูตบาสฯ ระยะกลางเข้าห่วงเท่านั้น แต่ซากุรางิก็อดทนฝึกชูตจนจบคอร์สนี้ในที่สุดความสำเร็จของการเป็นครู คือการทำให้ลูกศิษย์รู้ว่าตัวเองคือใคร สามารถทำอะไรได้บ้าง

ความงดงามของ Slam Dunk คือตอนจบของเรื่องที่ทีมโชโฮคุ เจอทีมราชันไร้พ่ายอย่างเทคโนซังโน (ที่ก่อนแข่ง โอกาสชนะแทบไม่มีเลย) คือการทำให้คนที่หยิ่งผยองอย่าง รุคาวา ที่ไม่เคยส่งบอลให้ซากุรางิเลย ส่งบอลให้ซากุรางิในนาทีสุดท้าย และซากุรางิก็ชูตบาสฯ ลงห่วงให้ทีมชนะเทคโนซังโน ในที่สุด…

เราคาดหวังฉากสวยๆ ในการจบเกมที่เราเคยคุ้นตาในหนังใช่ไหม เราอาจจะคาดหวังให้ซากุรางิสแลมดังก์สวยๆ โชว์ปิดเกม แต่ไม่เลย ทีมนี้ชนะเพราะลูกชูตระยะกลางธรรมดาที่ซากุรางิซุ่มซ้อมมานั่นแหละ บางทีชัยชนะของชีวิต อาจจะไม่ได้จบลงที่โชว์สวยๆ เหนือล้ำอะไรแต่อาจจะจบลงธรรมดาเรียบง่าย ด้วยท่าพื้นฐานที่ฝึกฝนมาอย่างดี เหมือนคำที่ บรูซ ลี เคยพูดไว้ว่า

“ผมไม่กลัวคนที่ฝึกฝนท่าเตะหมื่นท่าที่ฝึกเตะแค่ครั้งเดียว แต่ผมกลัวคนที่ฝึกเตะท่าเดียวเป็นหมื่นครั้ง”

1999 มอร์เฟียส / Morpheus
Mentor ผู้สอนว่า ความจริง คืออะไร?

“ถ้าคุณกินยาเม็ดสีฟ้า เรื่องราวก็จะจบลง คุณตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนแล้วเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณอยากจะเชื่อ ถ้าคุณกินยาเม็ดสีแดง คุณจะอยู่ในแดนมหัศจรรย์* และผมจะแสดงให้คุณเห็นว่าโพรงกระต่ายนั้นลึกเพียงใด”

(*แดนมหัศจรรย์ หรือ Wonderland ในบริบทนี้ อ้างจากหนังสือ Alice’s Adventures ของ Lewis Carroll ที่อลิซ ตัวละครของเรื่อง ตกลงไปในโพรงกระต่ายแล้วผจญกับดินแดนมหัศจรรย์)

นี่เป็นประโยคสุดคลาสสิกในภาพยนตร์ชุดไซ-ไฟยุคปลาย 90’s ต่อมาที่ต้น 2000s อย่าง The Matrix ที่การผสมปนเประหว่าง Grand Story อย่างปรัชญาพุทธ ปรัชญาคริสต์ เทพปกรณัม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และโลกที่ล่มสลายเพราะเครื่องจักร ได้นำไปสู่เนื้อหาได้ตั้งคำถามกับเราว่า โลกที่เราดำรงอยู่ เป็น ‘โลกความจริง’ ใช่หรือไม่? ผ่านเรื่องราวของนีโอ (Neo) ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตทั่วไป แต่ถูกการตั้งคำถามจาก มอร์เฟียส “จะเลือกยาเม็ดสีแดงหรือสีฟ้า” เปลี่ยนเขา From Neo to Hero ไปตลอดกาล

มันทำให้นีโอได้เรียนรู้ว่า โลกที่เขาอาศัยอยู่ เป็นเพียงโลก Matrix ที่สร้างความจริงเสมือนหลอกให้ ‘จิต’ ของเขาตกอยู่ในสังคมปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเลี้ยงจิตและร่างกายเท่านั้น
“ยินดีต้อนรับสู่โลกความจริง” มอร์เฟียส ได้บอกกับนีโอหลังจากที่เขาเลือกที่จะกินยาเม็ดสีแดง นีโอจึงได้รู้ความจริงว่า ที่ผ่านมาเขาถูกขังอยู่ในโลกที่เลี้ยงดูแต่ ‘จิต’ ของเขา แต่ ‘กาย’ ของเขากลายเป็นทาสที่ถูกคุมขังเพื่อสร้างพลังงานให้กับจักรกลในโลกที่จักรกลเป็นใหญ่


มนุษย์ใน The Matrix จึงแบ่งเป็นสองพวก พวกที่ถูกขังไว้ (จะโดยยินยอมหรือบีบบังคับก็ตามแต่) โดยจักรกล กับคนที่รู้ ‘ความจริง’ ซึ่งกลายเป็นกองกำลังกบฏที่มาพบความจริงว่า โลกมันล่มสลายและไม่ได้สวยงามเหมือนโลกเสมือนที่นีโอเคยอยู่ มอร์เฟียสได้สอนให้นีโอเข้าใจโลกความจริงนั้น และฝึกฝนจนนีโอพัฒนาตัวเองเป็น The One ในที่สุด แม้ว่า ‘ความจริง’ มันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่อย่างน้อยที่สุด เราได้อยู่กับสิ่งที่มันมีอยู่จริง ยาเม็ดสีแดงจึงไม่ได้นำทางให้กับนีโอเท่านั้น แต่กับทุกคนที่ต้องการเข้าถึง ‘สัจจะ’

1977 โยดา / Yoda Mentor
ผู้ทำให้เข้าใจสมดุลแห่งพลัง-present

“ขอพลังจงอยู่กับตัวท่าน” (May the force be with you.) จากภาพยนตร์ชุด Star Wars คือประโยคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประโยคหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อเมริกัน คีย์สำคัญอยู่ที่คำว่า Force หรือพลัง อันเป็นต้นกำเนิดความสามารถของเหล่านักรบเจได และหากจะพูดถึงอาจารย์ของเหล่าเจได ทุกคนต้องนึกถึง โยดา ในสงครามจักรวาล ระหว่าง กบฏกับจักรวรรดิ โยดามีความสำคัญในการสั่งสอนการใช้พลังให้กับเหล่าเจไดหนุ่ม โดยเฉพาะใน Episode V: The Empire Strikes Back (1980) และ Episode VI: Return of the Jedi (1983) ที่เขาสอน ลุค สกายวอล์คเกอร์ ศิษย์คนสุดท้ายในยุคของเขา

ให้กลายเป็นอัศวินเจไดในท้ายที่สุดกุญแจสำคัญของการดึงพลังมาใช้ในแบบเจไดที่โยดาสอน นั่นคือ เรื่องสมดุลแห่งพลัง ผ่านคำสอนที่บอกกับลุคว่า “ความแข็งแกร่งของเจไดหลั่งไหลมาจากพลัง แต่จงระวังด้านมืดให้ดี” (A Jedi’s strength flows from the Force. But beware of the dark side.) สิ่งสำคัญสำหรับการใช้พลังก็คือ ความสมดุล นี่คือสิ่งที่ลุค สกายวอล์คเกอร์เรียนรู้เพื่อที่จะเป็นเจไดที่สง่างาม ผิดไปจาก อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ – พ่อของเขา ที่ความรักและการแก้แค้นทำให้สมดุลของพลังเขาเสียไป ถูกด้านมืดครอบงำจนกลายเป็นดาร์ธ เวเดอร์ หนึ่งในตัวร้ายของจักรวาลไปในที่สุด

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup