ถ้าเรามี “พี่เจ้ย” อภิชาติพงศ์ หรือ “พี่เต๋อ” นวพล เป็นปุ่มเอาไว้กดยกย่องในฐานะคนมีรสนิยม เราก็มี “พชร์” ที่เป็นเหมือนกระสอบทรายให้คนมีรสนิยมเอาไว้ซ้อมมืออยู่ในอีกมุมหนึ่ง พชร์ อานนท์ กลายเป็นไอดอลมุมกลับ เป็นขั้วตรงข้ามของการมีรสนิยมที่ดีแบบชนชั้นกลางในเมือง คนมีการศึกษา ศิลปิน ปัญญาชน นักวิจารณ์ และอื่นๆ 
 
ดูเหมือนว่าสังคมคนฉลาดอย่างพวกเราจะวางผลงานของ พชร์ อานนท์ รวมกันอยู่ในพื้นที่ของ “หนังตลาด ไม่มีเ-ี้ยอะไรจะพูดถึง” มันเป็นหนังแมส ทำออกมาให้คนดูจำนวนมากที่ไม่ค่อยมีการศึกษา กะกวาดรายได้แล้วก็หายไป ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นช่างแม่ง แล้วหันหน้าเข้าไปหาหนังที่มีคุณค่าในตัวเองสูง มีแนวคิดใหม่ๆ ดีกว่า
 
เราได้เห็นการตีความอย่างจริงจังดุเดือดกับหนังนอกกระแส “หนังฝรั่ง” หรือหนังดังๆ หลายเรื่องในสำนวนประมาณว่า อันนี้เป็นการปะทะกันระหว่างวิธีคิดแบบนี้กับแบบนั้น สิ่งนั้นเป็นตัวแทนของสิ่งนี้ ตอนนี้ในเรื่องมันสื่อถึงเหตุการณ์อันนู้น เทียบได้กับประวัติศาสตร์อันนี้ แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นท่าทีแบบเดียวกันกับหนังไทยที่พูดถึง และพูดในฐานะของสังคมไทยเอง กล่าวคือเราตีความ Fantastic Beasts and Where to Find Them ให้เป็นเรื่องของผู้อพยพ ซึ่งเป็นประเด็นอยู่ใน EU ได้ แต่เรากลับพูดถึงหนังของ พชร์ อานนท์ ที่เป็นประเด็นอยู่แถวๆ บ้านเราเองได้ สั้นมากๆ “หนังเ-ี้ย” 
 
การ “ประสมโรงจนกลายเป็นผลลัพธ์” ในช่วงหลังอย่างที่หนังของ พชร์ อานนท์ เป็นอยู่นี้ คือดูคล้ายๆ ว่าจะมีหลายๆ ฉากที่ไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากอะไรฮิตก็เอามาใส่ ทำให้หนังของพชร์ กลายเป็นหนังที่แวดล้อมไปด้วยจังหวะทางสังคมมากกว่าจังหวะของตัวผู้ประพันธ์ที่มีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ผมว่าจุดเด่นของพชร์ อานนท์ ที่หลายคนน่าจะให้ความสนใจก็คือในช่วงหลังๆ นี้ เขาไม่ค่อยมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเองที่ได้รับการสนับสนุนจากทุน (จริงๆ เขาพยายามเสนอหนังดราม่าหลายรอบ แต่ไม่ผ่านทุนสักที - อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ปอกหมดเปลือก "พชร์ อานนท์" คนที่ถูกประทับตราว่าตัวร้าย คลิกที่นี่)  เขาจึงเล่าเรื่องเป็นงาน งานที่ตอบโจทย์ของคนอื่นพอๆ กับส่วนหนึ่งของตัวเขาเอง ไม่ได้ต้องการที่จะเสนออะไรต่อสังคมเป็นพิเศษด้วยโจทย์ของตัวเองอีกต่อไป ความตั้งใจทื่อๆ เหล่านี้ทำให้หนังของเขากลายเป็นหนังของคนอื่นมากกว่าหนังของตัวผู้ประพันธ์ (เราอาจจะสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้จากตอนที่เขาไม่ได้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นคนกำกับหลวงพี่แจ๊ส 4G อันนี้ผมก็คิดเองเออเองว่าเขาไม่ได้ชอบหนังของตัวเองขนาดนั้น) และนั่นทำให้งานของเขามีความสำคัญที่ “ผล” มากกว่า “เหตุ” และจุดนี้เป็นจุดที่ผมสนใจ พชร์ อานนท์ ทิ้งร่องรอยอะไรบ้างไว้ใน “วงปี” หรือ “ผล” ที่ทับซ้อนกันมาเรื่อยๆ ระหว่างการเดินทางของเขาจากหนังเรื่องแรกๆ มาสู่เรื่องปัจจุบัน หลังจากนั้นผมก็จะพูดถึงข้อสังเกตอื่นๆ ประปราย เช่น ข้อสังเกตที่ผมได้จากหนังของพชร์ ว่าอะไรคืออารมณ์ขัน
 
อยากออกตัวเอาไว้ก่อนว่านี่เป็นแค่เรื่องที่ผมสนใจและตั้งข้อสังเกตกันบนโต๊ะกินข้าวกับเพื่อนๆ ยังไม่ได้ทำงานกับมันอย่างจริงจังเท่าไรนัก รวมถึงกำลังเขียนถึงมันอยู่ในบรรยากาศช่วงพักร้อนปีใหม่ ขอแชร์กันพอประมาณ ที่เหลือค่อยสนทนากันต่อได้ครับ 
 
...
 
การเดินทางออกจากสัจนิยมของ พชร์ อานนท์ กับแหล่งทุน 
 
 
ถ้าใครตามดูงานพชร์ อานนท์ ตั้งแต่ แถวๆ 2547-2550 ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงลองของของพชร์ ดูเขาฉีกๆ ระหว่างหลายๆ แนว ระหว่างนี้จะมีเรื่อง ปล้นนะยะ เอ๋อเหรอ เพื่อน...กูรักมึงว่ะ มาจนถึง หอแต๋วแตก ซึ่งแต่ละชิ้นมีความแตกต่างกันอย่างสูง ยิ่งถ้าจับเพื่อนกูรักมึงว่ะมาวางไว้ข้างๆ หอแต๋วแตก เราอาจจะลืมไปว่ามันมีผู้กำกับคนเดียวกัน เราจะเห็นว่ามี distortion หรือการบิดเบือนพร่าเลือนระหว่างแนวสูงระหว่างชิ้นในปีต่อปี และในชิ้นเดียวที่มีภาคต่อในเวลาต่อมา เช่น ปล้นนะยะ และหอแต๋วแตก และลักษณะของการพร่าเลือนที่ว่าก็คือมันจะค่อยๆ มีเหตุผลน้อยลงเรื่อยๆ และมี reference หรือการอ้างถึงสถานการณ์อื่นที่ไม่ได้ประพันธ์ขึ้นอยู่ในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การมีลีน่าจังในช่วงหาเสียงไปเล่นเป็นหมอผีและพูดถึงการเลือกตั้งเล็กน้อย ยิงยาวมาถึงหลวงพี่แจ๊ส ที่ “คอลลาจ” จนเหมือนจะแข่งกับนักรบ มูลมานัส ที่มี “ไอ้ปืน” เจ้าของกรณีด่าตำรวจในคลิปไวรัลมาเล่นเป็นตัวเองอยู่ในหนัง 
 
เมื่อผ่านช่วงลองของ หรือช่วง 2547-2550 ของของพชร์มาแล้ว ทิศทางหลังจากนั้นก็ค่อนข้างจะชัดเจนในทางที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะลดเหตุผล เพิ่มมุกตลก เพิ่มสิ่งที่ขายได้ และสถานการณ์ที่เป็นสมัยนิยมเข้าไป
 
ผมว่า timeline หรือเรื่องราวชีวิตการทำหนังของพชร์ อานนท์ เหมือนพัฒนาการของตัวละครที่ชื่อว่า “อีแพนเค้ก” ที่เล่นโดยโก๊ะตี๋ เป็นผีประจำหอแต๋วแตกทุกภาค ใครไม่เคยดูผมเล่าให้ฟัง อีแพนเค้กเป็นผีที่บอกทุกคนว่าตัวเองโดนข่มขืนตาย (จริงๆ ไม่ใช่ มันหัวโขกส้วมตาย) ตายตอนแรกๆ แพนเค้กเป็นผีน่ากลัว เป็นผีขนบ คือมันหน้าเละ หลอกคนนู้นคนนี้ จู่ๆ ก็โผล่มาตามเสียงโฉ่งฉ่าง เวลาผ่านไปสักพักเจ๊แต๋ว (จตุรงค์ ม๊กจ๊ก) และแก๊งเจ๊ๆ ที่เช่าหออยู่เริ่มทำความรู้จักกับมันมากขึ้น มีการสื่อสารกับมัน ทำบุญทำทานอะไรไปให้ หน้าแพนเค้กก็เละน้อยลง ในขณะที่การปรากฏตัวของมันก็เหมือนเป็นคนมากขึ้น แพนเค้กสูญเสียความเป็นผีขนบ หรือผีที่มีเหตุผลมีความจริงในแบบผี ต้องการล้างแค้น ต้องการหลอกคน ไม่มีอีกแล้ว แล้วกลายเป็น “อีแพนเค้ก” ที่ถูกหล่อหลอมความเป็นผีด้วยความเป็นมนุษย์ในเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงท้ายเรื่อง และเป็นหนักขึ้นไปอีกในภาคสอง สาม สี่ อีแพนเค้กแทบจะไม่ได้แต่งหน้าผีแล้ว มันแต่งหน้าตามความพอใจ เป็นนางงาม เป็นกบ เป็นคุณหญิงคุณนาย เป็นอะไรก็ได้ มีผัว มีกิ๊ก มีบีบีใช้ และออกไปปราบผีตัวอื่นๆ อีกต่างหาก อีดอก นอกจากนี้มันยังย้ายหอตามแก๊งเจ๊แต๋วไปถึงเกาหลีได้ด้วยอีกต่างหาก 
 
การที่อีแพนเค้กที่เป็น “ผีขนบ” น่ากลัวในตอนแรก กลายเป็น “อีแพนเค้ก ผีแบบเรื่องของกู” ดูจะไปกันได้กับการทาบเรื่องความคิดแบบสมัยใหม่ในการสร้างวรรณกรรมที่ค่อยๆ พร่าเลือนเป็นสิ่งอื่นในที่สุด ก็คือ ถ้าเราจะสร้างผีหรืออะไรสักอย่าง ผี หรือสิ่งใดสิ่งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติในตัวเองให้ตรงกับนิยาม เหมือนกับหนังที่ดีจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ฯลฯ ในขณะที่ผีในแบบหลัง หรือผีอีแพนเค้กละทิ้งความเชื่อในคุณสมบัติดังกล่าว และเลือกทำตามข้อจำกัดอื่นแทน ในที่นี้คือเพื่อกลายเป็นสิ่งที่ตลกขบขันบันเทิงและขายได้ ผมว่าวิถีแบบนี้ก็พอที่จะทาบกับ timeline ของการทำหนังของพชร์ อานนท์ ได้ คือเริ่มจากการละทิ้งโจทย์ของตัวเอง (ซึ่งผมอนุมานเอาว่าเขามีโจทย์ของตัวเองอยู่ แบบที่ไม่ได้แสดงออกมาผ่านงานอย่างหลวงพี่แจ๊ส) และประนีประนอมมันเข้ากับโจทย์ของทุน โจทย์ของคนอื่น
 
ถ้าไม่นับแค่อีแพนเค้ก แก๊งเจ๊แต๋วเองก็มีลักษณะเดียวกัน คือเจ๊การ์ตูนในภาคแรกๆ จะทำกับข้าว เป็นรายละเอียดของการสร้างตัวละครที่สร้างมาพร้อมกับนักแสดงคืออาจารย์ยิ่งศักดิ์ เจ๊มดดำ หรือเอกชัย ศรีวิชัย ภาคแรกๆ จะติดตุ๊กตา ส่วนเจ๊แต๋วก็จะพูดสำเนียงจีนๆ นี่ก็เช่นกัน พัฒนาการของตัวละครสามตัวนี้ในภาคหลังๆ ก็คือ จู่ๆ อีเจ๊การ์ตูนก็เลิกทำกับข้าวแล้ว อีเจ๊มดดำไม่ติดตุ๊กตาแล้ว เจ๊แต๋วก็พูดเป็นสำเนียงเจ๊แต๋วซึ่งไม่ได้จีนอีกต่อไปแล้ว และ จู่ๆ เจ๊พวกนี้ก็มีคทาวิเศษในตอนท้ายๆ ของภาคที่หนึ่ง และจู่ๆ ก็มีพลังย้อนเวลาได้ด้วยอีกต่างหาก เอาเวลาไปแต่งตัวล้อนางงามดีกว่า ใครมันจะมานั่งสังเกตว่าอีเจ๊สามคนนี้มีอาชีพรึเปล่า หอแต๋วแตกจากภาคแรกมาสู่ภาคหลัง (และแม้กระทั่งในภาคเดียวกัน จากตอนแรกๆ จนถึงตอนหลังๆ) ได้ตัดทอนรายละเอียดที่เป็น “Realism” หรือเป็นสัจนิยม หรือเป็นเหตุเป็นผลออก และเหลือเอาไว้เพียงส่วนที่น่าจะขายได้
 
 
ผมนึกถึงกระแสช่วงซีรีส์ Hormones ซึ่งผมเคยทำนายเอาไว้และผลการทำนายก็ออกมาน่าพอใจ (ภูมิใจที่ทายถูก แต่ไม่ดีใจ) ว่า หลังจากจบฮอร์โมนส์ ประเด็นวิพากษ์เช่นเรื่องชุดนักเรียน โรคเอดส์ ฯลฯ จะหายไป และจะคงเหลือไว้แต่ส่วนที่มั่นใจว่าขายได้และไม่ต้องรับมือกับการถกเถียงอะไรมาก เช่น ฉากจิ้น ตัวละครหล่อๆ สับสน เป็นต้น หลังจาก Hormones จบ เราได้เห็นหนังเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสธารเป็นหนังโลกวัยรุ่นเหมือนกันเช่น Lovesick รักออกเดิน หรือเรื่องอื่นๆ ที่ผุดเป็นดอกเห็ดหลังจากนั้น ค่อนข้างที่จะไม่มีประเด็นวิพากษ์อีกต่อไป เหลือไว้แต่ความน่ารักดื้อดึงที่ขายได้ อะไรต่อมิอะไรในทำนองเดียวกันกับที่เคยขายได้ใน Hormones ผมกำลังพยายามจะชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ส่วนตัวของพชร์ อานนท์ เพียงอย่างเดียว แต่แหล่งทุนและการตัดสินใจลงทุนต่างๆ รวมทั้งความนิยมของสังคมเองน่าจะมีผลสำคัญประกอบด้วย และเป็นรูปแบบเดียวกันในวงกว้าง
 
...
 
เอ๋อเหรอ เหยินเป๋เหล่ ปล้นนะยะ เพื่อนกูรักมึงว่ะ หอแต๋วแตก
 
แล้วพชร์ อานนท์ มีตอนไหนที่วิพากษ์สังคมก่อนจะกลายมาเป็นแบบ “อีแพนเค้ก”?
 
เอ๋อเหรอของเขาที่มีโหน่ง ชะชะช่า สวมบทเป็นออทิสติกน่าจะเป็นความพยายามที่คล้ายคลึงกับการพยายามหาพื้นที่ให้คนชายขอบของหนังสารคดีหลายเรื่องในยุคนี้ ในขณะที่ เพื่อน กูรักมึงว่ะ ก็พยายามพูดถึงชีวิตเกย์ที่ไม่ได้เป็นแบบที่คนเข้าใจและไม่มีความพยายามจะตลกอยู่เลย ในขณะที่ “ปล้นนะยะ” คือการรวมตัวของตุ๊ดชายขอบ ผู้เป็นผู้แพ้แล้วแพ้อีกในสังคม และถูกกดดันจนต้องมารวมตัวกันตัดสินใจปล้น (ผมพอจะดูออกว่ามันเป็นความจงใจให้เห็นเช่นนั้น เพราะหนังเลือกที่จะแสดงปัญหารุมเร้าอย่างละเอียดของตุ๊ดทุกคนก่อนที่จะตัดสินใจมาปล้น) ในขณะที่ภาคแรกมีอัตราส่วนของการวิพากษ์และความเป็นเหตุเป็นผลอยู่สูง ภาคที่สองกลับไม่เป็นแบบนั้น นี่กลายเป็น “รูปแบบ” หนึ่งของพัฒนาการสื่อในยุคของเรา คือค่อยๆ ลดทอนรายละเอียดของประเด็นย่อย ขยายประเด็นหลักที่เป็นที่สนใจ และทำให้กระชับลงเรื่อยๆ เพื่อความง่ายต่อการซื้อขายเสพใช้ สุดท้าย พชร์ อานนท์ต้องกินต้องใช้ และเขาได้เคยพยายามเสนอเรื่องราวที่เขาคิดว่าดีให้กับสังคมมาแล้ว ได้พยายามวิพากษ์และสร้างความก้าวหน้าให้กับบทสนทนาของสังคมในระดับของเขาเองที่เห็นว่าน่าจะดีมาแล้ว
 
ผมคิดว่าหอแต๋วแตกที่ฉายมานานได้ถึงสี่ห้าภาค จะเป็นภาพแทนของระบบเศรษฐกิจสังคมที่เราเป็นอยู่ คือสังคมที่ให้รางวัลผู้ชนะ และกำจัดผู้แพ้ ประเด็นที่เป็นที่สนใจเอาไปทำต่อ ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงขายยาก ไม่ต้องทำ และท้ายที่สุดก็จะลงเอยด้วยการลดทอนจนผู้แพ้หายตัวไปในที่สุด ความพ่ายแพ้ของความเป็นเหตุเป็นผลและประเด็นวิพากษ์ใน Hormones รวมถึงในหนังของพชร์ อานนท์ ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของปัจเจกคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลพวงรวมๆ ทับถมล่วงเลยกันมาจากหลากหลายปัจจัย อำนาจนิยม ทุนนิยมที่ไม่รู้จะวิจารณ์ทำไมอีกต่อไป กับวิธีคิดที่ไม่มีจินตนาการถึงรัฐสวัสดิการ เป็นแนวคิดสำคัญที่หนุนหลังสิ่งเหล่านี้อยู่ (คนไทยต้องรับมือกับทุนนิยมเสรีพร้อมๆ กับอำนาจนิยมเก่าแก่ เหนื่อยหน่อยครับ)
 
ความพยายามจัดการกับสื่อโดยทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเกาหลีใต้ช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักเรียนมัธยมรู้จักเช็กสเปียร์เป็นเรื่องปกติจากเดิมที่แทบจะไม่รู้อะไรเลย เกิดความพยายามพัฒนาด้านการศึกษาและการลงทุนด้านสื่อบันเทิงโดยการสนับสนุนของรัฐบาลเอง และไม่นานเกาหลีก็แนะนำให้โลกรู้จักกับ K-pop พร้อมๆ กับผลิตภัณฑ์ made in Korea อื่นๆ ที่ขายดีขึ้นตามไปด้วย (หนังสือ The Birth of Korean Cool) ผมไม่ได้คิดว่าพวกเขาทำ “สำเร็จ” ในมุมใดมุมหนึ่ง เพราะเกาหลีใต้ก็ยังมีปัญหาเรื้อรังอีกจำนวนมาก แต่พวกเขา “ทำได้” ในเรื่องการเปลี่ยนทิศทางและความเป็นไปของสื่อในภาพรวมโดยรัฐ คือมันมีความเป็นไปได้ที่กระแสจะไม่ได้เป็นแค่กระแส แต่เป็นปัจจัยควบคุมในบางส่วน
 
ผมกำลังจะบอกว่า พชร์ อานนท์ อาจไม่ได้ทำหนังแบบนี้ ถ้ารัฐของเราไม่ได้อยู่กันแบบนี้ พชร์ อานนท์ เป็น “ผล” มากกว่า “เหตุ” สิ่งที่รัฐของเราทำได้แล้วคืออะไร คือการตรวจสอบศีลธรรมก่อนฉายหนัง การบังคับให้ทำพิธีกรรมต่างๆ ก่อนดูหนัง การผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ข้างเดียวโดยความจงใจจนสร้างเป็นทัศนคติ นี่ก็คือสิ่งที่รัฐของเราทำได้ และพชร์ อานนท์ ก็เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ถ้าไม่ถือข้างความเป็นไทยก็ต้องถือข้างความผ่อนคลายโปกฮาเอาไว้ก่อน (จะฮายังไงสุดท้ายก็ต้องสอนให้ทำดี) พชร์เป็นส่วนหนึ่งของการทับถมล่วงเลยเหล่านี้ ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจทำ “หนังเ-ี้ย” แต่เพียงผู้เดียว ในขณะเดียวกัน ทุกคนจำเป็นต้องมีจิตวิญญาณที่จะทำ “งานดี” เพื่อสังคมไหม สังคมปัจเจกนิยมทุนนิยมแบบที่เราเป็นทุกวันนี้ บอกเราว่า ไม่ 
 
และในยุคนี้วันวัยนี้ งานศิลปะเองปลดแอกอำนาจออกจากผู้ประพันธ์มากขึ้น อำนาจนั้นไหลออกมาสู่ผู้ชมที่มีส่วนในการร่วมผลิตและตีความ หนังดีหรือไม่ดีในยุคนี้จะมีความหมายอะไรหรือไม่ ในเมื่อมันสามารถถูกพูดถึงให้กลายเป็นสิ่งอื่นได้เสมอ ความบันเทิงไร้สาระ การเหยียดหยามกดทับจะมีความหมายอะไรหรือไม่หากเรามีการวิจารณ์ที่ทำหน้าที่ของการโยกย่อยสารต่างๆ ได้เสมอ แน่นอนว่าผมเองก็อยากเห็นหนังไทยมีความหลากหลายมากขึ้น และทุนในการผลิตสื่อกระจายออกไปสู่ผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น แต่ถ้าผมสามารถจัดการอะไรกับมันได้ ผมก็ไม่เลือกที่จะให้พชร์หยุดทำหนังในแบบที่เขาทำอยู่ และผมก็จะยังคงเฝ้าดูมันในฐานะสารคดีของวัฒนธรรมไทยๆ ต่อไป
 
ในสภาวการณ์แบบนี้ที่สื่อไม่สามารถผลิต “งานดี” ออกมาได้มากมาย เราคงต้องการนักวิจารณ์ที่ไม่หมดหวังกับหนังกระแสหลัก ข่าวกระแสหลัก แคมเปญกระแสหลัก และหาส่วนที่ยังมีความหวังในนั้นให้เจอเพื่อทำงานในส่วนที่ทำได้กันต่อไป คือการ bridge สานสะพาน หรืออ่านและกล่าวถึงสิ่งหนึ่งให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ นี่เป็นแนวคิดคร่าวๆ ที่ผมยังไม่ได้เริ่มทำ แต่ก็บอกได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำได้และสมควรจะทำ ไม่ว่าหนังหรือสื่อที่ออกมาจะเป็นแบบพชร์หรือไม่เป็น
 
...
 
แจ๊ส ชวนชื่น เพลงเฉยเมย (ที่ไม่เกี่ยวกับพชร์แจ๊ส) กับการคิดถึงความเป็นชายขอบ
 
เพลงที่ร้องว่า “ตอนนี้ยังไม่ได้นอนเลยจะสิบโมงเข้า” (เฉยเมย) โดย Youngohm ที่มียอดวิวมากกว่า 80 ล้าน รวมทั้งความนิยมในแจ๊ส ชวนชื่น อาจทำให้เราต้องคิดใหม่ว่าอะไรคือ “ชายขอบ” ความเป็นชายขอบหรือความห่วย ความแย่ ความแว้น เป็นสิ่งที่คนเมืองซึ่งมีจำนวนน้อยนิดที่ฟังเพลง “ดีๆ” หยิบยื่นมอบให้ “คนจำนวนมาก” มากกว่าตัวเองหรือไม่ หากเราอยากจะทำสื่อที่ “ดี” เราจำเป็นต้องมาในฟอร์มแบบมีรสนิยมแบบคนเมืองแล้วยัดมันใส่หูใส่ตาคนอื่นหรือไม่ หรือการเข้าไปยุ่มย่ามกับพื้นที่ของสื่อที่เรามองว่าเป็นชายขอบเหล่านี้เพื่อพูดถึงมันให้มีความหวังมากขึ้น รวมทั้งความดีที่ว่ามันดีแบบคนเมืองที่มองหนังสักเรื่องว่าดีได้นั้นถูกประกอบสร้างขึ้นด้วยทรัพยากรและข้อจำกัดอะไรบ้างที่ “คนอื่น” ไม่มี และมันเป็นประโยชน์ หรือจะทำให้อะไรดีขึ้นได้จริงหรือ ถ้าชนชั้นกลางในเมืองสามารถทำให้ “คนอื่น” เสพสื่อที่ดีในแบบที่ตัวเองมองว่าดีได้สำเร็จ?
 

เอ็มวีประกอบภาพยนตร์ "หลวงพี่แจ๊ส 5G" ที่ช่วงท้ายมี "ปืนด่าตำรวจ" เข้าฉากซึ่งถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์
 
ในขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์การเอาปืนหรือคนที่ด่าตำรวจมาด่าพระในเรื่องพลวงพี่แจ๊ส 5G ยังคงดำเนินต่อไปว่ามันเพียงแต่ผิดศีลธรรม นักวิจารณ์สามารถมองการกระทำดังกล่าวเป็นการ “ให้โอกาส” ทางสังคม และการสร้างคำอธิบายให้กับผู้แพ้ หรือผู้คนที่ผ่านความกดดันจนต้องแสดงออกในเชิงลบได้หรือไม่ ในขณะเดียวกัน กรณีที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นี้เป็นเรื่องของความรับได้ หรือรับไม่ได้ในเรื่องศีลธรรมจริยธรรม หรือเป็นเพียงความไม่ถูกจริต ไม่พอใจรสนิยม และตามประสาชนชั้นกลางที่ต้องการกำจัดความเป็นอื่น ก็คือเอาศีลธรรมเข้ามาอ้างเพื่อกำจัดมันออกไป เป็นคำถามที่ยังฝากถามอีกต่อไป
 
แถม: อีแพนเค้ก ความเป็นอื่น อารมณ์ขัน
 
ผมคิดเรื่องทำไมคนเราถึงเกิดอารมณ์ขันมาเป็นปีๆ คิดออกตอนนั่งดูหอแต๋วแตก หรือว่าความขำขัน กับความกลัว ล้วนแต่เกิดจากปัจจัยเดียวกันคือการเผชิญหน้ากับความเป็นอื่น ความเป็นอื่นที่เราเห็นว่าไม่มีพิษมีภัย และปลอดภัย ไม่สามารถทำอะไรเราได้ เรามองมันขำขัน ในขณะที่ความเป็นอื่นที่เราไม่มั่นใจว่ามันจะมีอันตรายกับเราหรือไม่ มันกลายเป็นความกลัว น่าจะใช่ไหม ช่วยกันคิดครับ และเป็นไปได้ไหมที่เราจะมองหนังของพชร์ให้กลายเป็นเครื่องมือในการเข้าใจสังคม ปัญหา และในที่สุด แก้ไขมัน ช่วยกันคิดครับ