Connect with us

Subscribe

Entertainment

น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล : คืนวันแห่งปฐมบทประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เรื่อง : กัลปพฤกษ์

แม้ในแวดวงวรรณกรรมจะมีผู้ประพันธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้วหลายเรื่อง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า วินทร์ เลียววาริณ เป็นผู้สร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับวงการนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทย

ด้วยการหลอมรวมรายละเอียดทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นจริงให้เข้ากับเรื่องราวโลดโผนผจญภัยในแบบฉบับนิยายบู๊ของตัวละครสมมติ ไม่ว่าจะเป็น ‘ร.ต.ต. ตุ้ย พันเข็ม’ กับ ‘เสือย้อย’ ในนวนิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (2547) ซึ่งผสานขนบการเขียนแบบ ‘เรื่องสั้น’ เข้ากับบทเรียนเชิงประวัติศาสตร์ซึ่งผ่านการศึกษามาอย่างดีตามแนวทางงานสารคดี ที่โดดเด่นเสียจนคว้ารางวัลซีไรต์ประจำปี พ.ศ. 2540 ไปได้ 

ตามมาด้วยการผจญภัยในโลกคอมมิวนิสต์ทั้งในไทยและต่างประเทศของ ‘รุจน์ รุจิเรข’ จากนวนิยายเรื่อง ปีกแดง (2545) ซึ่งก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ในปี พ.ศ. 2546

และล่าสุด วินทร์ เลียววาริณ ก็กลับมาเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองตามแนวที่เขาถนัดอีกครั้ง โดยเจาะไปที่เหตุการณ์ชีวิตของเหล่านักโทษการเมืองในโรงจำบางขวางหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช กับเรื่อง น้ำเงินแท้ ออกเผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558

ในนวนิยาย น้ำเงินแท้ วินทร์ เลียววาริณ สร้างคู่ขั้วตัวละครสมมติ ‘ต้นแสง สวาดวงศ์’ และ ‘ประจักษ์ เดชประจักษ์’ เพื่อนรักร่วมเป็นร่วมตายในวัยเด็ก โดยเมื่อเติบใหญ่ ‘ต้นแสง’ ได้กลายเป็นนักหนังสือพิมพ์หนุ่มผู้ใช้นามปากกาแสดงทรรศนะทางการเมืองอย่างแหลมคม ในขณะที่ ‘ประจักษ์’ ได้เติบใหญ่เป็นนายทหาร มีอำนาจบารมีในการสั่งการ ทว่าทั้งคู่ต้องกลายมาเป็นศัตรูเพียงเพราะรักผู้หญิงคนเดียวกัน นั่นคือ ‘สุนันท์’ หญิงคนรักของ ‘ต้นแสง’ ที่ ‘ประจักษ์’ เองก็หมายปอง ความสัมพันธ์ของสุภาพบุรุษทั้งสองต้องแตกร้าวยิ่งขึ้นเมื่อ ‘ต้นแสง’ ถูกจับกุมในข้อหาร่วมสมคบคิดในการก่อกบฏบวรเดช ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อันใด ในขณะที่ ‘ประจักษ์’ ได้กลายเป็นฝ่ายกุมชะตากรรมอดีตเพื่อนรักว่าจะให้อยู่หรือจะให้รอวันตายในคุกยาวนานถึงเมื่อไหร่ สร้างเงื่อนไขให้ ‘สุนันท์’ ต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของ ‘ต้นแสง’ ไว้ แม้ว่าทั้งคู่อาจไม่มีวันได้ครองคู่กันอีก โดยระหว่างที่ ‘ต้นแสง’ ถูกจองจำอยู่ ณ แดน 6 สำหรับกักขังนักโทษการเมือง ณ เรือนจำบางขวาง เขาได้สร้างผลงานและวีรกรรมร่วมกับเพื่อนๆ นักโทษ ซึ่งอ้างอิงจากประวัติของบุคคลจริง เช่น ‘สอ เสถบุตร’ ผู้มุ่งมั่นสร้างปทานุกรม อังกฤษ-ไทย เล่มแรกเรียงตัวอักษรจาก A ถึง Z ระหว่างอยู่ในคุก หรือ ‘ม.ร.ว. นิมิตรมงคล นวรัตน์’ โดยพวกเขาได้แสดงจิตวิญญาณในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีตามวิถีประชาธิปไตย ด้วยการออกนิตยสารวิพากษ์วิจารณ์การเมืองรายสัปดาห์เขียนด้วยลายมือชื่อ น้ำเงินแท้ อันเป็นสีที่แรทาบนอาภรณ์ประจำกายของเหล่านักโทษ แดน ๖ เหล่านี้นั่นเอง

ด้วยเนื้อหาเรื่องราวของนวนิยายที่มุ่งจับเหตุการณ์เฉพาะช่วงประวัติศาสตร์หลังเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชทำให้ น้ำเงินแท้ ดูจะเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองของวินทร์ เลียววาริณ ที่เหมาะจะนำมาดัดแปลงเป็นละครเวทีมากกว่าเล่มอื่น ๆ ซึ่งกินระยะเวลาของเรื่องราวยาวนานกว่า จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่คณะละคร Dream Box เลือกนำเนื้อหาจากนวนิยายเล่มนี้มาตีความเป็นละครเพลง ‘น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล’ ตามแนวถนัด โดยมอบหมายให้ นฤทธิ์ ปาเฉย เป็นผู้สร้างบทละครและร้อยเรียงคำร้อง ในขณะที่ สุวรรณดี จักราวรวุธ ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ โดยเพิ่งเปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ โรงละคร M Theatre ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

จากเนื้อหาความยาวกว่า 400 หน้าของต้นฉบับนิยาย ละครเพลง ‘น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล’ ได้เลือกดำเนินเรื่องโดยหยิบร้อยเหตุการณ์ผ่านตัวละครเอก ‘ต้นแสง สวาดวงศ์’ จากนั้นจึงสลับมอบเวทีให้ตัวละครรายล้อมรายอื่นๆ เข้ามาแย่ง scene กันมีบทบาทในการเล่าประวัติศาสตร์ของช่วงเวลานั้น เริ่มตั้งแต่การไล่ย้อนความผูกพันตั้งแต่วัยเยาว์ของ ‘ต้นแสง’ และ ‘ประจักษ์’ กระทั่งวัยหนุ่มก่อนจะแยกเส้นทางชีวิตมาอยู่คู่ขั้วตรงข้ามกัน การเข้ามามีบทบาทของ ‘สุนันท์’ การประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ของ ‘ต้นแสง’ การจับพลัดจับผลูติดร่างแหถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มก่อการกบฏบวรเดช ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ต้นแสง’ และเพื่อนร่วมแดน ๖ ในเรือนจำบางขวาง วีรกรรมต่างๆ ที่พวกเขาประกอบกัน กระทั่งถึงเหตุการณ์พลิกผันสำคัญในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ เมื่อปี พ.ศ.2477 ไล่มาถึงการถูกย้ายไปจองจำที่เกาะตะรุเตาอันยากแค้นกันดาร การหลบหนีไปยังเกาะลังกาวี ก่อนที่ ‘ประจักษ์’ จะเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในการสรุปเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งละครเพลง ‘น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล’ ก็สามารถเก็บเกี่ยวสถานการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาย่อยเล่าภายในเวลา ๓ ชั่วโมง ๑๕ นาทีอย่างได้ใจความ แม้จะมีความจำเป็นในการตัดทอนรายละเอียดปลีกย่อยทางประวัติศาสตร์บางส่วนออกไปบ้างเพื่อไม่ให้ละครยาวมากนัก

การได้เห็นตัวละคร ทั้งที่เคยมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์และที่ วินทร์ เลียววาริณ จินตนาการรังสรรค์ขึ้น ขับขานโลดแล่นผ่านเรื่องราวต่าง ๆ บนเวที ย่อมเป็นอะไรที่พิเศษคล้ายเป็นการปลุกให้หนึ่งในหน้าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงประชาธิปไตยเพิ่งเริ่มตั้งไข่กลับมามีชีวิตมีลมหายใจอีกครั้ง

ชวนให้เราต้องตั้งคำถามว่าประชาธิปไตยในแบบไทยๆ ที่เราเผชิญหน้ากันอยู่ทุกวันนี้มันมีรากฐานความเป็นมาประการใด และแม้ว่าเวลาจะผ่านเลยไปถึง 87 ปี เรายังมีอะไรที่จมปลักดักดานไม่ผ่านการพัฒนากันอยู่อีกบ้าง  ลีลาการนำเสนอของละครเพลงเรื่องนี้ดูจะมีท่าทีเคารพน้ำเสียงการเล่าในลักษณะวรรณกรรมพะบู๊ผจญภัยของวีรบุรุษหัวใจห้าวหาญจากนวนิยายต้นฉบับของ วินทร์ เลียววาริณ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนักแสดงนำ เขมวัฒน์ เริงธรรม ผู้รับบทเป็น ‘ต้นแสง’ ก็ถือได้ว่ามีทักษะและน้ำเสียงการร้องที่หนักแน่นและแข็งแรง รับหน้าที่เป็นผู้เล่าหลักได้ตลอดความยาวของการแสดง แม้โดยรวมๆ แล้วบุคลิกของ ‘ต้นแสง’ อาจยังดูด้านแข็ง และไม่ค่อยจะมีเสน่ห์เท่าไรนัก

ทว่าปัญหาหลัก ๆ ที่อาจส่งผลให้ทั้งนักแสดงนำและเหล่านักแสดงสมทบยังไม่อาจแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ก็คือบทละครและคำร้องของ นฤทธิ์ ปาเฉย ซึ่งยังดูขาดวรรณศิลป์ในการประพันธ์ ไม่สามารถร้อยเรียงฉันทลักษณ์ในแบบฉบับเพลงไทยให้ได้รสคำและตำแหน่งสัมผัสในอันไพเราะคล้องจองได้อย่างที่ควรจะเป็นเลย

น่าสังเกตว่า นฤทธิ์ ปาเฉย มักจะเลือกใช้ตำแหน่งสัมผัสแบบเพลงสากลที่บังคับคล้องจองเพียงแค่คำท้ายระหว่างวรรค เมื่อคำร้องยังขาดจังหวะและท่วงทำนองคล้องจองในแบบเพลงไทย จึงเกิดอาการแถคำดำน้ำเขย่งคลำฉันทลักษณ์ให้เห็นในหลายๆ ช่วง

ในขณะที่ดนตรีประกอบเองซึ่งเป็นการประพันธ์รวมหมู่แบบสามัคคีจากคีตกรหลายๆ ท่าน ก็ยังไม่สามารถหลอมรวมให้เป็นเนื้อดนตรีเดียวกันได้อย่างราบรื่นสักเท่าไหร่ ท่อน bridge เชื่อมต่อทั้งหลายจึงจำเป็นต้อง modulate โหน key จนฟังดูวุ่นวาย ซึ่งก็ชวนให้ต้องชื่นชมฝีมือนักร้องนักแสดงเหล่านี้กันจริงๆ ที่สามารถรับมือกับคำร้องและห้วงทำนองที่ยังกระพร่องกระแพร่งไม่ไหลลื่นเหล่านี้โดยไม่มีอาการดันฝืนมากนัก ยิ่งเมื่อผู้สร้างตั้งใจให้ละครเพลงเรื่องนี้มีลักษณะแบบ sung-through คือร้องประกอบทำนองเกือบตลอดการแสดงโดยแทบไม่มีการสนทนาด้วยน้ำเสียงปกติ เมื่อเนื้อเรื่องเกือบทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครชายเนื้อเสียงขึงขังหนักแน่น ผู้ชมจึงอาจรู้สึกถูกกดทับด้วยการร้องมีน้ำหนักแบบ pesante อย่าง non-stop sung-through อยู่ตลอดเวลา จนแทบไม่มีจังหวะให้ผ่อนคลาย ทั้งๆ ที่ทุกครั้งที่ตัวละครพักการร้องหันมาสนทนากันแบบธรรมดา กลับชวนให้รู้สึกว่าน้ำเสียงของพวกเขาช่างไพเราะน่าฟัง จนสามารถตั้งคำถามได้ว่าลีลาแบบ sung-through อาจไม่เหมาะนักกับการเล่าเรื่องราวขึงขังหน่วงหนักอย่างแทบไม่พักแบบนี้

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าละครเพลง ‘น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล’ อาจจะยังไม่ถึงกับเพียบพร้อมสมบูรณ์จนน่าประทับใจได้เทียบเท่าผลงานละครเพลงระดับคุณภาพจากย่าน Broadway หรือ West-End แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าผลงานละครเรื่องนี้ได้สร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับวงการละครร้องอิงประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งคงไม่สามารถหาดูจาก production ต่างชาติที่อื่นไหนได้ เพียงแค่ได้เห็นตัวละครเหล่านี้เฉิดฉายในเหตุการณ์ที่เหมือนจะพ้นยุคไกลตัวไปหลายสมัย แต่ก็ยังชวนให้รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดหลายๆ รายละเอียดจึงละม้ายคล้ายคลึงสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้  นับเป็นการเปิดประเดิมยั่วยุให้ผู้ที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์บทนี้อย่างจริงจังมาก่อน ต้องลองหารายละเอียดเพิ่มเติมมาประกอบการวิเคราะห์แยกแยะเรื่องจริงและเรื่องแต่ง เพียงเพื่อพบว่าเหตุการณ์หนักๆ แรงๆ จนเหลือเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นมาไปเสียอย่างนั้น! บางมิติของประวัติศาสตร์จึงไม่อาจกลายเป็นเรื่องพ้นสมัย โดยเฉพาะเมื่อมันกำลังส่องสะท้อนถึงกิเลสและความโลภภายในซึ่งไม่มีวันเหือดหายไปจากจิตใจของผู้ที่ได้ชื่อว่า . . . ‘มนุษย์’

การแสดง ‘น้ำเงินแท้ เดอะมิวสิคัล’ มีกำหนดการแสดงที่โรงละคร M Theatre ไปจนถึงวันที่ 8 กันยายน ศกนี้

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup