Connect with us

Subscribe

Entertainment

The Irishman

สุดท้ายก็แก่ตายกันทุกคน

เรื่อง : คาลิล พิศสุวรรณ

ในปี ค.ศ. 2019 Martin Scorsese มีอายุได้ 77 ปีพอดี ผมจินตนาการไม่ออกว่าชายคนหนึ่งที่เลยวัยเกษียณมาถึง 17 ปีคนนี้ ยังสามารถรักษาเรี่ยวแรง และความมุ่งมั่นในการผลิตภาพยนตร์อยู่เรื่อยๆ ได้อย่างไร?

ผมเชื่อว่าคำถามนี้ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่สงสัย และคล้ายว่า Scorsese เองก็คงจะคุ้นเคยกับการโดนถามทำนองนี้อยู่บ่อยๆ Irishman ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ในแง่หนึ่งจึงคือการตอบคำถามว่า สำหรับ Scorsese ‘ความแก่ชราคืออะไร’ 

คงจะไม่เป็นการพูดเกินจริงนัก หากจะเรียก Irishman ว่าคือ ‘มหากาพย์แก๊งสเตอร์’ ด้วยความที่หนังยาวถึง 3 ชั่วโมง 30 นาที (ยาวที่สุดในบรรดาหนัง Scorsese) มีจำนวนตัวละครมหาศาลในระดับที่ไม่สามารถจะจำชื่อหมดได้ บอกเล่าเรื่องราวอันซับซ้อนของสังคมมาเฟียอเมริกันที่เต็มไปด้วยการหักหลังซ้ำๆ สารภาพตรงๆ ว่า ผมต้องดู The Irishman สองครั้งถึงจะพอเข้าใจความสัมพันธ์ที่โยงเกี่ยวกันอย่างยุ่งเหยิงของบรรดาเจ้าพ่อ และมือปืนในหนังเรื่องนี้

อย่างคร่าวๆ The Irishman ถ่ายทอดชีวิตของ Frank Sheeran (Robert De Niro) คนขับรถบรรทุกที่เคยรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความจับพลัดจับผลู Sheeran ได้ไปรู้จักกับ Russell Bufalino (Joe Pesci) เจ้าพ่อมาเฟียเบอร์หนึ่งประจำฟิลาเดลเฟียเข้า 

ราวกับทั้งคู่จะถูกชะตากันในทันที Buffalino เรียก Sheeran ให้มาทำงานกับเขาในฐานะมือปืนรับจ้าง คอยจัดการธุระปะปังต่างๆ ของธุรกิจใต้ดินให้กับเขา ซึ่ง Sheeran ก็ไม่เคยทำให้นายจ้างผิดหวัง เพราะไม่เพียงแต่เขาจะไม่เกี่ยงงาน หากยังซื่อสัตย์ และเอาจริงเอาจัง นั่นส่งผลให้ Buffalino ไว้วางใจ Sheeran ในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ Sheeran ทำงานเป็นมือปืนมาพักใหญ่ๆ Buffalino ก็ได้แนะนำเขาให้รู้จักกับ Jimmy Hoffa (Al Pacino) ผู้นำสหภาพแรงงานที่กำลังมีปัญหากับรัฐบาลอยู่ในตอนนั้น Sheeran ได้กลายมาเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวของ Hoffa และทั้งคู่ก็สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว แต่พ้นไปจากมิตรภาพของพวกเขาแล้ว Hoffa ยังเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับครอบครัวของ Buffalino โดยเฉพาะกับ Peggy ลูกสาวคนหนึ่งของ Sheeran เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่คล้ายเหินห่าง และหวาดกลัวพ่อของตัวเองอยู่ลึกๆ

แม้ว่าหนังจะเต็มไปด้วยฉากการยิงกัน ฆ่ากันระหว่างมาเฟียแก๊งต่างๆ หากถ้าเทียบกับหนังแก๊งสเตอร์เรื่องก่อนๆ ของ Scorsese อย่าง Goodfellas, Casino หรือกระทั่ง The Departed (Scorsese รีเมคหนังเรื่องนี้จากหนังฮ่องกงเรื่อง Infernal Affairs) จุดหนึ่งที่ Irishman ต่างออกไปคือ ‘ความตะกุกตะกัก’ ในหนังที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน 

เปล่าครับ, ความตะกุกตะกักนี้ไม่ได้เป็นความผิดพลาดในฝีมือการกำกับหนังของ Scorsese แต่อย่างใด นั่นเพราะ Irishman คือหนังแก๊งสเตอร์ที่ประณีตที่สุดในโลกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ เพียงแต่ความตะกุกตะกักนี้เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ ภายใต้เงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าคือ ‘อายุของนักแสดง’ นั่นเอง 

บรรดานักแสดงนำในหนังเรื่องนี้ต่างก็มีอายุที่ใกล้เคียง และมากกว่า Scorsese ไม่ว่าจะเป็น Robert De Niro และ Joe Pesci ที่มีอายุ 76 ปีเท่ากัน หรือ Al Pacino ที่แก่กว่าใครเพื่อนคือ 79 ปี ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจ 

หากใครเคยได้ฟัง Scorsese ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ The Irishman คงพอจะทราบว่า จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2007 แต่ด้วยความที่เขาหาสตูดิโอที่จะยอมลงทุนให้กับหนังเรื่องนี้ไม่ได้ (ใช่ครับ ผู้กำกับฯ ระดับตำนานก็ประสบปัญหาไม่มีทุนสร้างหนังเหมือนกัน) บวกกับการที่เขาติดถ่ายหนังเรื่องอื่นๆ กว่าที่โปรเจ็กต์นี้จะได้เริ่มต้นถ่ายจริงๆ จังๆ ในปี 2017 เวลาก็ผ่านไปสิบปีแล้ว หากลองคิดเล่นๆ ว่า The Irishman ได้ถ่ายทำตั้งแต่ปี 2007 ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่อายุที่น้อยลงของ Scorsese หากเป็นอายุที่น้อยลงของทีมนักแสดงหลักต่างหาก 

เมื่อบทของ Irishman นั้นบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่หนุ่มยันแก่ของ Frank Sheeran ความท้าทายของ De Niro จึงคือ จะแสดงบทของตัวละครนี้ในวัยหนุ่มยังไงให้คนดูเชื่อ เพราะ Scorsese ไม่ต้องการจะแคสต์นักแสดงคนอื่นๆ เพื่อมารับบท Sheeran ในช่วงอายุต่างๆ เขาเลือกจะใช้เทคโนโลยีลดอายุใบหน้าเพื่อให้ De Niro ดูอ่อนเยาว์ลง 

ทว่าแม้เทคโนโลยีจะย้อนใบหน้าของเขาให้กลับเป็นหนุ่มได้อย่างแนบเนียน หากกับการเคลื่อนไหวของร่างกายกลับเป็นคนละเรื่อง ใช่ครับ ความตะกุกตะกักของหนังที่ผมหมายถึง คือความตะกุกตะกักของร่างกายนักแสดงที่จำเป็นต้องมาเล่นบทที่อ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริงนั่นเอง 

หากลองสังเกตเล่นๆ ในบางฉาก คุณอาจเห็นว่า การเคลื่อนไหวร่างกายของ Sheeran นั้นดูไม่สอดคล้องกับใบหน้าของเขาเสียเลย แน่นอนว่า De Niro พยายามอย่างที่สุดแล้วในการจะเคลื่อนที่ให้กระฉับกระเฉง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะโกงอายุร่างกายได้ตลอดเวลา ตรงนี้เองที่ทำให้ในบางฉากคนดูอาจรู้สึกสับสนได้ง่ายๆ ว่า ตัวละครที่เขากำลังเฝ้าดูอยู่นี้ ตกลงแล้วมีอายุเท่าไหร่กันแน่? 

บางคนอาจมองจุดนี้ว่าเป็นปัญหาของหนังเรื่องนี้ ในแง่ที่ว่า Scorsese ไม่อาจทำให้เขาเชื่อได้จริงๆ ว่า นี่คือ Frank Sheeran จริง เพราะความตะกุกตะกักของตัวละครจะคอยเตือนอยู่เรื่อยๆ ว่า นี่คือ Robert De Niro นักแสดงวัย 76 ปีที่กำลังแสดงบทที่อ่อนวัยกว่าความเป็นจริง แต่ลองคิดเล่นๆ อีกแง่สิครับ ผมไม่เชื่อว่าผู้กำกับฯ ระดับ Scorsese จะมองไม่เห็นความตะกุกตะกักที่แสนจะชัดเจนนี้ พูดอีกอย่างคือ Scorsese เองก็รู้ตัว แต่แทนที่เขาจะมองหาวิธีที่จะปกปิดมัน เขากลับปล่อยให้ความตะกุกตะกักดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่คิดจะปรับแต่งใดๆ ตรงนี้เองที่สำหรับผมแล้วคือคำตอบที่ว่า ความแก่ชราคืออะไร 

The Irishman คือหนังแก๊งสเตอร์ที่โฟกัสกับ ‘การเลื่อนไหลของเวลา’ และสาเหตุที่หนังต้องมีความยาวถึง 3 ชั่วโมง 30 นาที จึงไม่ใช่แค่เพราะหนังมี ‘เรื่องราวที่มาก’ แต่เพราะ ‘เวลา’ คือโครงสร้างสำคัญของหนัง หากลองเทียบกับ Birdman หนังรางวัลออสการ์ของ Alejandro González Iñárritu เราจะเห็นว่า สาเหตุที่เขาเลือกจะถ่ายหนังเรื่องนี้ (ให้เสมือนว่า) เป็นลองเทคเดียว เพื่อจะให้ผู้ชมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยร่วมไปกับตัวละคร The Irishman ก็คล้ายจะวางอยู่บนตรรกะเดียวกันนี้ คือใช้เงื่อนไขของเวลาในการสร้างความอ่อนล้าให้กับคนดู ราวกับว่าเราค่อยๆ แก่ชราร่วมไปกับตัวละครในเรื่องจริงๆ 

หากลองสังเกตจังหวะของ The Irishman เราจะรับรู้ได้ว่า 2 ชั่วโมงครึ่งแรก กับหนึ่งชั่วโมงสุดท้าย ดำเนินไปภายใต้จังหวะที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ความฉับไวของหนังในช่วงต้นถึงกลาง จะค่อยๆ ผ่อนแรงตามเมื่อตัวละครที่แก่ชราลง จากตัวละครที่เคยกระตือรือร้น กลับค่อยๆ เฉื่อยชาลง พร้อมๆ กับที่ความตะกุกตะกักไม่ได้กลายเป็นปัญหาอีกต่อไป 

ในช่วงท้ายๆ ของหนัง ความจริงที่ว่า – ในโลกแห่งความจริงนั้น นักแสดงนำแต่ละคนก็อายุไม่ได้ต่างไปจากตัวละครในเรื่อง ที่บัดนี้กลายเป็นไม้ใกล้ฝั่ง มือปืนเซื่องซึม และมาเฟียเกษียณอายุ – ได้พุ่งกระแทกหน้าเราอย่างจัง ต่อให้ช่วงชีวิตหนึ่งคุณอาจเคยมีชีวิตที่โลดโผน เคยฆ่าคนเป็นผักปลา หรือเคยหลบหนีจากเงื้อมมือของกฎหมายมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่พอถึงวันหนึ่งคุณก็จะแก่ชรา จะเชื่องช้า และจะค่อยๆ หล่นหายไปจากความทรงจำของผู้คน

ถามว่าความแก่นั้นน่ากลัวละหรือ คำตอบคือไม่เลย ตรงกันข้ามมันเป็นสัจธรรมโลกที่เที่ยงเสียยิ่งกว่าเที่ยง และคนวัยหนุ่มอย่างเราใช่ว่าทุกคนจะโชคดีที่มีโอกาสได้ข้ามพ้นลำดับขั้นอันเป็นธรรมชาติ กับความจริงที่ว่ามีเกิด ย่อมมีแก่ ก่อนจะเจ็บ และตาย บางริ้วและรอยย่นจึงคล้ายสมุดจดบันทึกเล่มหนาตึ้กที่น่าภาคภูมิในนามของประสบการณ์ 

The Irishman คงเป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่ Robert De Niro, Joe Pesci, Al Pacino และ Martin Scorsese จะผนึกกำลังรวมกัน หรือถ้าเกิดมีเรื่องหน้าขึ้นมา ผมเชื่ออยู่ลึกๆ เราคงจะไม่ได้เห็นนักแสดงเหล่านี้วาดลวดลายในฐานะแก๊งสเตอร์วัยเก๋าอีกแล้ว ผมเชื่อว่าพวกเขายังจะแสดงไหว หรือเผลอๆ อาจมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้พวกเขารับบทตัวละครที่อ่อนวัยได้อย่างแนบเนียนขึ้น 

เพียงแต่ผมไม่คิดว่าจะมีหนังเรื่องไหนของ Scorsese ที่พูดถึง ‘เวลา’ ได้อย่างครบถ้วนในทุกองค์ประกอบได้ดีไปกว่าเรื่องนี้ และแม้ในวัย 77 ปี ที่ยังเต็มไปด้วยเรี่ยวแรง และความมุ่งมั่น หาก Scorsese ก็รู้ตัวดีว่า สักวันหนึ่งเขาก็ต้องหยุด ไม่ต่างอะไรกับตัวละครในหนังเรื่องนี้นัก จะแก่ชรายิ่งขึ้น จะเชื่องช้ายิ่งขึ้น 

จะมีก็แต่การหล่นหายไปจากความทรงจำของผู้คนเท่านั้น ที่ความแก่ชราดูจะไม่สามารถพรากไปจาก Scorsese ได้เลย

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup