Connect with us

Subscribe

Life

The Day of the Dead : วันแห่งความอมตะกับความตายที่กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม

เรื่องและภาพ : กรกฎ พัลลภรักษา

วันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประเทศเม็กซิโก คือ ‘The Day of the Dead’ หรือวันแห่งความตาย ที่เพื่อนคนหนึ่งในเมืองวาฮาก้าวัย 70 มาเรียน่า เอมีเลีย เรียกว่า ‘วันแห่งความอมตะ’ ความสำคัญของวันนี้จริงๆ นั้น คือวันที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะกลับมารวมตัวกัน ระลึกถึงกัน อยู่ด้วยกัน คิดถึงกัน เฝ้ารอกัน กินข้าวด้วยกัน กับสมาชิกในครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้ว วันนี้คือวันที่ประตูมิติของภาคภพจะเปิดให้ผู้ที่ไปก่อน ได้กลับมาอยู่กับผู้ที่ยังอยู่ 24 ชั่วโมงตามความเชื่อ

คนเม็กซิกันมีพิธีกรรมในการฉลองวันแห่งความอมตะนี้แตกต่างกันในแต่ละหมู่บ้าน และแต่ละส่วนของประเทศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางความเชื่อพื้นถิ่นของแต่ละครอบครัว ที่สืบทอดกันมาเนิ่นนาน แต่นอกเม็กซิโกเอง ดูเหมือนจะรู้จักและสืบทอดพิธีกรรมของวันแห่งความอมตะนี้ แตกต่างจากประเพณีที่เป็นมา และปีนี้นับว่าครบรอบ 10 ปีของการมีขบวนพาเหรด “วันแห่งความตาย” ที่โลกเห็นและเป็นความนิยมจนถึงวันนี้

ครั้งแรกในเม็กซิโกที่มีการแห่ขบวนพาเหรดในเทศกาลวันแห่งความตายในเม็กซิโกซิตี้ มาจากแรงบันดาลใจจากหนังเจมส์บอนส์ ตอนสเปคเตอร์ ที่เปิดฉากแรกในหนังด้วยการปฏิบัติหน้าที่ไล่ล่าของนักสืบ เจมส์ บอนด์ ในจังหวะวันที่มีการฉลองเทศกาลแห่งความตาย กับขบวนพาเรดที่มีคนแต่งหน้าแต่งตัวเป็น Catrina โครงกระดูกในชุดสูงศักดิ์สง่างาม นับได้ว่าเป็นความย้อนแยงตะแคงอิทธิพลกันระหว่างความลวงของโลกหนังที่อิงอิทธิพลของประเพณีเดิมจากคนในเม็กซิโกมากมายหลายเผ่า ที่มีการฉลองวันนี้เป็นพันๆ ปีก่อนที่สเปนจะเข้ามาครอบครอง กระเพื่อมให้เกิดเป็นประเพณีสมัยใหม่ ใช้เป็นเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว จูงใจเร้าอารมณ์ดึงดูดคนจากทั่วโลกให้มาร่วมฉลองวันนี้ด้วยแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตามหนัง คนเม็กซิกันรุ่นใหม่เองก็เช่นกัน มาเรียน่าตั้งคำถามว่า the day of the dead จะตายจริงๆในสังคมรุ่นนี้หรือไม่?

ประเพณีวันระลึกถึงคนตาย คนเม็กซิกันโบราณจากเผ่าแอซเท็กกา โตลเต็กกา นาวัล ถือกันว่า การโศกเศร้าคือความไม่เคารพคนตาย การรำลึกถึงญาติมิตรบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการจัดหิ้งอาหารของใช้ดอกไม้เครื่องดื่ม เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าพวกเขาที่ล่วงหน้าไปก่อนผู้อยู่นั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและหมู่บ้าน ที่ทุกคนยังทำให้เขามีชีวิตอยู่ในความทรงจำและจิตวิญญาณ ในช่วงระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน พวกเขาจะกลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกับครอบครัวที่ยังมีลมหายใจชั่วคราว ขณะที่ มาเรียน่า กำลังทำความสะอาดและประดับหลุมศพสามี และครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้วด้วยดอกไม้ เธอเปรยว่า “ฤดูนี้ธรรมชาติกำลังเปล่งปลั่งมีดอกไม้สวยๆ มากมายที่ให้สี และกลิ่นที่ให้ความสุขกับชีวิต และทำให้เราคิดถึงความสุขที่เรามีกับญาติเรา”

ในปี 2008 องค์กรยูเนสโกให้ความสำคัญกับเทศกาล The Day of the Dead และมอบให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ทั่วเม็กซิโกจะมีการฉลองระลึกถึงผู้ล่วงลับกันตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ตามท้องถนนจะมีการประดับด้วยซุ้มดอกไม้ โครงกระดูกใส่เสื้อผ้าแต่งหน้าทำผม หิ้งบรรพบุรุษ ขนมปัง ของหวาน และไม่กี่ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ขาดไม่ได้คือพาเรดแฟนซีภาคสวยกว่าเทศกาลฮาโลวีน ที่ไม่ได้นำเสนอความมืดสะพรึงน่ากลัว แต่เป็นความรื่นเริง ของสีสันดนตรีและการแต่งตัว 

ในวาฮาก้าที่เป็นทั้งชื่อรัฐ และเมืองหลวงของรัฐ ที่รุ่มรวยไปด้วยประเพณีและวัฒนธรรมของเม็กซิโก มีผู้คนเดินทางเข้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่งมากมาย ยิ่งทำให้วาฮาก้าแน่นขนัดมากขึ้นด้วยคนต่างถิ่น ที่ต่างก็เริ่มมาแต่งหน้าแต่งตัวเป็นคาทรีน่า โครงกระดูกในชุดสง่างาม

ความจริงคาแร็คแตอร์คาทรีน่านั้น เป็นงานภาพพิมพ์กะโหลกจาก José Guadalupe Posada ศิลปินนักวาดภาพและนักพิมพ์ภาพชาวเม็กซิโก ผู้เริ่มออกแบบงานภาพพิมพ์เย้ยการเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โฮเซ่ กัวดาลูเป้ โปซาด้า สร้างโครงกระดูกในชุดแฟนซีฝรั่งเศสและเรียกมันว่า Calavera Garbancera ในนัยยะที่จะอธิบายชนชั้นทางสังคม เกี่ยวกับการเลียนแบบและความซับซ้อนของสังคมชาวเม็กซิกันในยุโรป ที่เขาบอกว่า “เราทุกคนเป็นโครงกระดูก” ที่อยู่ภายใต้เครื่องประดับที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเหมือนๆ กันทั้งหมด และคาแร็ตเตอร์โครงกระดูกของโปซาด้า ได้เป็นที่จดจำมากขึ้นเมื่อ ดีเอโก รีเวียร่า ใส่ภาพโครงกระดูกลงไปในงานจิตรกรรมฝาผนังชื่อ “Dream of a Sunday Afternoon in Alameda Park” ในชุดราตรีสง่างามพร้อมหมวกปีกกว้าง และตั้งชื่อให้เธอว่าคาทรีน่า ที่เป็นสแลงแปลว่า “the rich”

เมื่อฉันถามมาเรียน่าว่า ถ้าไม่มีหนังเจมส์บอนส์ ขบวนพาเรดธรรมดาของเทศกาลนี้ เป็นอย่างไร “ก็มีพาเรดที่มีเครื่องแต่งตัวของแต่ละหมู่บ้านหรือแต่ละเผ่า มีดนตรี แต่ไม่มีแต่งหน้าแบบนี้”​ แล้วเทศกาลนี้ก่อนหนังพาไปเป็นอย่างไร “มันเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละครอบครัว ที่จะใช้เวลากับครอบครัวที่รัก”

แต่ละบ้าน หรือแต่ละครอบครัว จะฉลองหรือต้อนรับวิญญาณผู้ตายด้วยการจัด Ofrenda หรือหิ้ง มีการประดับด้วยกระดาษสี หรือ papel picado หรือ กระดาษฉลุ ที่เป็นเรื่องราวของวันนี้โดยเฉพาะ รูปถ่ายของญาติ ของชอบของผู้ตาย เบียร์ ทามาเล่ โมเล่ ที่ขาดไม่ได้คือ น้ำ เพราะเชื่อว่าวิญญาณเดินทางมาไกล เมื่อถึงบ้านจะกระหายน้ำ ช็อคโกแลตร้อน และขนมปังที่ทำเป็นพิเศษสำหรับวันนี้ ที่จะเห็นว่ามีหัวตุ๊กตาทำจากน้ำตาลนอนในขนมปังเหมือนนอนอยู่ในดิน ดอกไม้สำหรับวันนี้คือ ดอกดาวเรืองที่กลิ่นจะนำทางให้วิญญาณกลับมาที่บ้านได้ รวมถึงโคปาล-กำยานจากยางไม้ ที่มีควันหอมจรุงไปทั่วบริเวณหิ้งและบ้าน เป็นการชำระอณูพลังงานที่ตกค้างทำให้บริเวณที่จะต้อนรับวิญญาณนั้นสะอาดบริสุทธิ์ และแสงเทียนเพื่อจะได้นำทางให้วิญญาณได้กลับมาถูกบ้าน

ทั้งวาฮาก้า ไม่มีที่ไหนเลยที่จะไม่มีการทาสีกำแพงหรือผนังใหม่เพื่อต้อนรับเทศกาลนี้ ไม่มีที่ไหนเลยที่จะไม่มีหิ้ง ดอกไม้ แสงเทียน ไม่ว่าจะเป็นอาคารใหญ่ หรือซอกเล็กๆ ของร้านค้าที่มีเพียงแค่ขอบหน้าต่างในการวางถ้วยเทียนเล็กๆ ได้เท่านั้น ฉันเห็นความตั้งใจและความเอาใจใส่ที่ไม่ได้เป็นแค่จัดฉากให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเยอะมาก และมุมเล็กๆ แบบนี้เท่านั้น ที่ทำให้ฉันหยุด มองรูปถ่าย สังเกตการจัดหิ้ง และยืนระลึกไปพร้อมๆ แสงเทียนที่เต้นแข่งกับแสงสว่างของกลางวัน ขบวนพาเรดและคนที่แต่งตัวเป็นคาทรีน่า ใส่ดอกไม้เต็มหัว ระบายหน้าด้วยศิลปะงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์ที่ที่ต้องการแสดงให้เตะตาจากทุกคนนั้น เป็นสปอตไลต์ส่องสว่างทั่วเมือง น่าตื่นเต้นเร้าใจ แต่ฉันไม่รู้สึกอะไรเลยกับการมาถึงของเทศกาล มันไม่ใช่ความรู้สึกของการระลึกถึงที่ฉันอยากรู้จักเลย

ฉันติดต่อครูสอนภาษาเสปนที่เคยเรียนด้วย เพราะจำได้ว่าเธอมาจาก Xoxocotlán เมืองที่ติดกับวาฮาก้าเซ็นโตร เมืองนี้ออกเสียงว่า โฮโฮ เป็นเมืองที่มีสุสานใหญ่ และเป็นสุสานที่มีคนต่างแดนเดินทางไปเยี่ยมชมความความสันโดษของครอบครัวแต่ละครอบครัวกับญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ใต้แสงเทียน ฉันก็เช่นกัน แต่ต่างก็ตรงที่ขออนุญาตญาติของครู Ursular ให้ติดสอยตามไปด้วย 

เรานัดเจอกันที่หน้าสุสานใหญ่ของเมือง เราเจอกันก่อนที่ฟ้าจะมืด แม่ของเออซูล่าร์รออยู่ที่หลุมศพของลูกชายคนหนึ่งของเธอ พี่ชายที่ครูของฉันไม่เคยรู้จักเพราะเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กก่อนที่ครูจะเกิด แม่ของเออซูล่าร์จุดเทียนแก้วเล็กๆ วางเป็นรูปไม้กางเขนบนดิน ฉันวางดอกไม้ที่เตรียมไปด้วยวางรอบๆ

“ถึงแม้ว่าจะนานมาแล้ว แต่แม่ฉันยังรู้สึกคิดถึงลูกคนนี้ ฉันไม่รู้จักเขา แต่ฉันรู้สึกว่าแม่กับเขาจะได้เจอกันในคืนนี้” 

คืนนี้เป็นคืนวันที่ 31 ตุลาคม สุสานโฮโฮ เป็นสุสานที่มีการถ่ายทอดออกทีวีด้วย มีโดรนบินเหนือสุสาน มีพิธีกรยืนอยู่หน้าสุสานสัมภาษณ์คนที่มาด้วย ครูของฉันอายุแค่ยี่สิบกว่าๆ เธอค่อนข้างประนีประนอมกับทุกอย่างรอบตัว เธอรักประเพณีและชอบศึกษาอ่านประวัติศาสตร์เม็กซิโก

ฉันถามเออซูล่าร์ว่า รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ที่ช่วงเวลาส่วนตัวของครอบครัว คืนของความลับแห่งความรักจะได้มาเจอกันในวันพิเศษแบบนี้ ถูกนำมาออกอากาศด้วย “เรา” เธอมองหน้าฉัน ราวกับเราพูดกันคนละภาษา

“ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าดีไหม ใจหนึ่งก็ดีใจที่คนสนใจประเพณีเรา แต่ใจหนึ่งก็ตกใจที่มีคนเยอะขนาดนี้มาหลายปี”

ตอนเดินเข้าไปในสุสาน เราเดินชมหลุมฝังศพ อ่านป้ายชื่อ ชื่นชมดอกไม้ที่ญาติๆ นำมาแต่งให้หลุมศพ ขาออกฉันมีโอกาสแค่มองทางเดินและห่อไหล่ตัวเองให้ตัวเล็กลงไปอีก เพราะคนเริ่มทยอยมากันแน่นมาก แน่นมากจนไหล่ชนไหล่ ขณะที่ฉันหาทางออกและเดินหาแท็กซี่กลับเข้าเมือง รถบัสกับรถตู้เริ่มทยอยเข้ามาจอดขอบนอกของเมือง ทุกคนต้องเดินเข้ามาที่บริเวณงาน คนแต่งหน้าเป็นคาทรีน่าและวาดหน้าเป็นกะโหลกเดินเป็นกลุ่ม บอกไม่ถูกหรอกว่าใครเป็นชาวบ้านใครเป็นต่างชาติ จนได้ยินภาษาที่เขาคุยกัน… ความจริงอย่างหนึ่งคือ เมื่อเราหน้าตาเป็นเหมือนโครงกระดูกเหมือนกัน…​ เราเหมือนกันจนแยกไม่ออกจริงๆ

ฉันกลับเข้าวาฮาก้าคืนนั้น เดินผ่านคนหลายคนที่แต่งตัวแต่งหน้าเต็มเมืองเหมือนอยู่นิวยอร์กในวันฮาโลวีน แต่มันต่างก็ตรงที่ว่าวันฮาโลวีนเราไม่ต้องไปสุสาน เราแต่งตัวเราดูคนแต่งตัวสร้างสรรค์แล้วทึ่ง แทนที่จะเดินผ่านพวกเขาเฉยๆ ฉันก็อดขอแต่ละคนถ่ายรูปไม่ได้ เพราะมันก็ยังสวยและน่าสนใจ ฉันเองนั่นแหละที่รู้สึกแปลกแยกเอง ฉันบอกพิล่าร์เพื่อนเชฟคนวาฮาเกนย่าที่วุ่นกับร้านอาหารที่มีคนไม่เหมือนคนปรกตินั่งกินทั้งร้านว่า “หลงว่ะ เทศกาลวันนี้คือวันอะไรกันแน่​” พิล่าร์บอกว่า “เช้าวันที่ 2 ไปสุสานกับครอบครัวฉันไหม มาเรียน่า กับอิต้าไปด้วย” มาเรียน่าคือแม่ของพิล่าร์ และอิต้าคือลูกสาว

วันที่ 1 พฤศจิกายน ฉันนัดแม่เพื่อนที่อยู่ในหมู่บ้านทอพรม เป็นหมู่บ้านในหุบเขาที่มีความพิเศษตรงความแข็งแรงของเผ่าชาวซาโปเทก ที่ยังมีวัฒนธรรม การใช้ชีวิตอิงคุณค่าของการสืบทอดความเชื่อและการปฏิบัติจากรุ่นบรรพบุรุษ รีเบคก้าชวนให้ฉันไปใช้เวลาด้วยกัน เธออยู่บ้านคนเดียว เพราะลูกๆ ที่เป็นเพื่อนของฉันนั้น ต้องอยู่ทำงานกันที่เมืองอื่น

ฉันออกจากวาฮาก้าตั้งแต่ 8 โมงเช้า นั่งรถบัสแล้วเปลี่ยนเป็นแท็กซี่ออกไปที่หมู่บ้าน Teotitlan ฉันไปถึงตรงเวลา และเจอกับรีเบคก้าหน้าตลาดฝั่งตรงข้ามโบสถ์ ที่หมู่บ้านนี้มีตลาดไม่ใหญ่ แต่เป็นตลาดที่มีของครบทุกอย่าง ตั้งแต่เนื้อสัตว์ ผัก แป้งข้าวโพด ช็อคโกแลต กะละมัง ตะกร้าสาน ดอกไม้ ขนมปัง ต่างหูโบราณ ผู้หญิงที่หมู่บ้านนี้จะใส่ผ้ากันเปื้อนทับบนชุดกระโปรงอีกที วันนี้ไม่เหมือนวันอาทิตย์ที่จะมีคนใส่ชุดสีสดใสและผ้ากันเปื้อนสวยเดินจับจ่ายกันคึกคัก 

รีเบคก้าใส่ผ้ากันเปื้อนบนชุดวอร์ม เพราะอากาศเริ่มเย็นแล้ว แต่ไม่ทิ้งความเป็นคนในหมู่บ้านด้วยผ้ากันเปื้อน เธอยืนรอพร้อมตะกร้าสองใบในมือ ในตะกร้ามีแป้งข้าวโพดที่นวดแล้วแบบหยาบเป็นก้อนใหญ่ และแป้งข้าวโพดที่นวดแล้วแบบละเอียดห่อในเปลือกข้าวโพด  รีเบคก้าพาฉันเดินตลาดดูขนมปังสำหรับวันนี้ที่ใช้สำหรับ ofrenda และดอกไม้ ดอกไม้พิเศษเฉพาะฤดูนี้ คือหงอนไก่ และดาวเรืองแบบปากคลองตลาด ที่เราซื้อไปไหว้ศาลพระพรหมและวัดแขก ดาวเรืองเดียวกันนี่แหละ คนเม็กซิกันใช้ในช่วงเทศกาลนี้กันอย่างถล่มทลาย ไม่ได้เป็นเพราะสีเหลืองสดเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความมากมายในหนึ่งดอก ที่เราสามารถจะกรีดกลีบออกมาโปรยเป็นพรมดอกไม้กินพื้นที่มากมาย ต่างจากคุณลักษณะจากดอกอื่น

นอกจากนั้นคือกลิ่นของดอกดาวเรือง ที่ฉันเองก็ไม่เคยคิดจะติดใจหรือนับเป็นดอกไม้มีกลิ่นมากกว่าดอกไม้มีสี ดอกดาวเรืองที่เม็กซิโกหอมจริงจังมาก หอมไกล หอมนาน หอมชื่นใจราวกับไม่เคยรู้จักกลิ่นกันมาก่อน กลิ่นของดอกดาวเรืองจะช่วยนำทางวิญญาณให้เดินทางกลับบ้านได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นดอกดาวเรืองเป็นส่วนหนึ่งของวันนี้ในทุกที่ วันแห่งความตายอยู่ในฤดูที่ธรรมชาติทุกอย่าง alive และมีชีวิตชีวา

ส่วนดอกที่เรียกว่า Flor de Muerto เป็นดอกไม้วันอมตะต้องเก็บจากในป่าบนภูเขาตามธรรมชาติ ดอกนี้ที่จะออกเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น ฉันเอามือลูบดอกเพื่อจะได้รู้จักกลิ่น แต่ปรากฏว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่ชอบกลิ่นเป็นที่สุด เพราะกลิ่นมีความคล้ายชีสนมแพะ มีกลิ่นแบบแพะอุ่นๆที่เราไม่ชอบ ที่เราไม่ได้ซื้อไม่ใช่เพราะฉันไม่ชอบ แต่เป็นเพราะรีเบคก้าได้ไปเก็บมาจากภูเขาแล้ว

เราเดินขึ้นเนินไปบ้าน บ่ายหน้าออกจากตลาดไปทางภูเขามุ่งหน้าเห็นภูเขาปิกาโช่ที่เป็นภูเขาสูงสุดของหุบเขา ระหว่างทาง รีเบคก้าบอกว่าฤดูนี้มีดอกไม้เหลืองทองอร่ามคลุมไปทั่วเขา ดอก Flor de la Abeja หรือที่แปลว่าดอกผึ้ง จะออกดอกแค่เดือนเดียวในช่วงนี้เท่านั้น ฉันได้เห็นภูเขาอีกฤดูแล้วดอกผึ้ง มันทำให้ภูเขาอ่อนโยน น่าเข้าใกล้ไปให้กอด และมีความมีชีวิตมากกว่าครั้งไหนที่เห็น เรียกว่าดอกผึ้ง สวยทอแสงเล่นกับพระอาทิตย์และเมฆ จะมาแค่เดือนนี้เดือนเดียว และน้ำผึ้งที่มาจากเดือนนี้คือน้ำผึ้งจากดอกไม้นี้ ซึ่งมีขายในตลาดนี้ที่เดียว 

เธอหยุดหายใจเป็นพักๆ ความเงียบของหมู่บ้านที่เงียบอยู่แล้ว ทำฉันประหลาดใจเพิ่มที่เงียบกว่าเดิมได้อีก ทั้งๆ ที่ที่อื่นในวันเทศกาลนี้จะคึกคักไปด้วนบรรยากาศของดอกไม้ ทรายนูนประดับเป็นรูปต่างๆ หรือไม่ก็มีกระดาษฉลุแขวนให้ปลิวในลม

วันที่ 1 คือวันที่จะมีการจัดหิ้งบรรพบุรุษในบ้าน รวมทั้งการเตรียมอาหาร ประดับด้วยดอกไม้ ให้ขนมปัง เตรียมช็อคโกแลต จัดโต๊ะสำหรับกินข้าวให้วิญญาณ หรือปูเสื้อรอให้วิญญาณมาใช้นั่ง ซึ่งเราจะต้องเว้นที่ว่างแบบนี้ให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ฉันช่วยเช็ดใบข้าวโพดที่เราจะใช้ห่อทามาเล่ คือแป้งข้าวโพดละเอียดนวดและทำให้เป็นแผ่น ใส่ไส้ด้วยน้ำโมเล่สีส้ม หรือ อมาลิโย่ โมเล่ และไก้ต้มฉีก ห่อในแป้งตอติย่าแล้วพับให้ทุกอย่างอยู่ในแป้ง ก่อนจะใช้ใบข้าวโพดห่ออีกที แล้วนำไปนึ่ง

เขาทำทามาเล่ด้วยกันเงียบๆ คุยถึงญาติๆ และให้เธอเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง รีเบคก้ามีโทรศัพท์จากญาติๆ โทรฯ เข้ามาเรื่อยๆ ลูกสามีปัจจุบันบ้าง ญาติๆ บ้าง ฉันก็ยืนห่อทามาเล่ไปดูภูเขาเปลี่ยนสีตามแสงจากครัวเปิดของที่บ้านไป รีเบคก้าวิ่งไปวิ่งมาระหว่างครัว ก่อไฟจากไม้และยางสน และถามเวลาจากฉันเป็นระยะๆ ว่ากี่โมงแล้วๆ จากสิบเอ็ดโมง เป็นบ่ายโมงครึ่ง เป็นบ่ายสองครึ่ง เธอบอกว่าทัน… ฉันไม่มีปลายทางในวันนี้ รู้แต่ว่าอยากหนีปาร์ตี้จากเมืองออกมาอยู่กับครอบครัวใครสักคน เผื่อจะได้เข้าใจความหมายของวันแห่งความตายที่อมตะในเม็กซิโก 

ขณะรอทามาเล่สุก เราจัดหิ้ง ofrenda ด้วยขนมปัง ช็อกโกแลตร้อน ดอกไม้ป่า เบียร์ และทลายูด้า หรือตอติย่าแผ่นใหญ่กรอบ ฉันเดินออกไปยืดเส้นในสวนแล้วก็ตกใจ อ้าว! เสียงปืน! “ไม่ใช่ เสียงพลุ” เสียงพลุรัวจากรอบทิศ “จากโบสถ์เหรอ?” รีเบคก้าบอกว่าจากบ้านทุกบ้านยกเว้นบ้านเธอ 

บ่าย 3 เสียงพลุจุดขึ้นฟ้า ก้องดังทั่วหุบเขา ฝุ่นขาวชิ้นที่มองด้วยตาเปล่าเห็น ลอยว่อนเหมือนผีเสื้อปีกสีขาว ร่อนเล่นลมจากฟ้าอ้อยอิ่งโรยตัวลงมา ผ่านหน้าฉันไป ฉันตกใจเสียงพลุเสียงดังพร้อมๆ กัน “บ่ายสามพอดี ตอนนี้วิญญาณกำลังมาแล้ว” รีเบคก้าจุดเทียนเล่มใหญ่ที่วางหน้าหิ้ง แสงเทียนจะนำทางให้วิญญาณกลับบ้านมา เธอเอาถ่านจากที่กองไม้ที่ทำทามาเล่มาใส่ในถ้วยกำยาน ส่งควันและกลิ่นหอมเติมบรรยากาศและอากาศเต็มห้อง “อีก 24 ชั่วโมงพวกเขาจะกลับไป” เราถือถาดกำยานไปที่หิ้ง แล้วกลับมานั่งเก้าอี้ที่อยู่อีกด้านของผนังบ้านที่เป็นหิ้ง

รีเบคก้าส่งขวดเบียร์ให้ฉัน แต่ฉันกลับฉันขนลุกเล็กน้อย เพราะเรื่องที่รีเบคก้าเล่าถึงสามีที่เสียไป ขนลุกที่เข้าใจเรื่องลื่นๆ พร้อมเสียงพลุ ขนลุกว่า เฮ้ย นี่ฉันฟังภาษารู้เรื่องแล้ว ! หรือว่าเฮ้ย ฉันรู้สึกถึงการปรากฏจิตของคนในครอบครัวจริงๆ เราชนขวดกัน แต่ไม่มีใครยกดื่ม รีเบคก้าเรียกชื่อฉัน “นิ่ม ฉันเศร้าจังเลย” แล้วน้ำตาของเราสองคนก็ไหลออกมาตอนที่เรามองหน้ากัน ฉันเศร้าเหลือเกินและก็สุขปนกันไปที่ได้มีโอกาสกุมมือผู้หญิงคนหนึ่ง และปล่อยความเศร้าด้วยความคิดถึงคนในชีวิตออกมาเป็นวลีสั้นๆ ในห้วงเวลาที่มีความหมายด้วยกัน รีเบคก้าเทเบียร์ลงพื้นให้คนที่อยู่ก่อนเราได้ดื่ม ก่อนที่เราทั้งสองคนจะยกดื่ม พร้อมปาดน้ำตา และนั่งกันนิ่งๆ “สิบสองปีแล้วนิ่ม แต่ฉันยังเศร้าจังเลย”  

เสียงดนตรีจังหวะวอลซ์เศร้าๆ บรรเลงสดจากวงใหญ่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ เป็นเพลงที่บรรเลงให้ผู้ล่วงลับ และต้อนรับผู้ล่วงรับที่กลับมาให้ไม่เหงาไปกับความเงียบ “วันพรุ่งนี้บ่ายสาม พวกเขาก็จะกลับไปแล้ว” 

วันที่ 2 พฤศจิกายน ถนนหนทางของวาฮาก้าเงียบมาก คาดว่าเป็นเพราะคนที่มาเที่ยวคงหามรุ่มหามค่ำด้วยการแต่งตัวไปปาร์ตี้กัน พิล่าร์กระเตงฉันไปรับมาเรียน่าที่อยู่อีกบ้าน และเราก็ขับรถไปที่สุสานกลางเมือง สุสาน Panteon General เป็นสุสานของคนเมืองวาฮาก้า คนในครอบครัวของพิล่าร์ที่ล่วงลับไปแล้วอยู่ที่นี่กันหมด ตั้งแต่ยาย พ่อ และญาติๆ รวมทั้งจะเป็นที่อยู่ของคนอยู่ตอนนี้ในอนาคตด้วย

“พ่อสั่งไว้ว่า ไม่ให้สร้างอะไรทับข้างบน เพราะในอนาคตเราต้องเปิดดินลงไปอยู่ด้วยกัน” นั่นสินะ ฉันเดินเข้าไปในหลายสุสาน และเพิ่งได้ข้อสังเกตเพิ่มว่า แบบของแต่ละสุสานต่างกัน มาจากการคิดที่แตกต่างกัน ของแต่ละครอบครัว หลุมของครอบครัวพิล่าร์มีดินอยู่หน้าหลุม เพื่อการใช้งาน และเพื่อมาเรียน่าจะได้ใช้เวลาและดอกไม้ในการแต่งหลุมศพในสวยให้หอมให้สะอาดตาและต้อนรับการกลับมาชั่วคราวของสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว

ชีวิตของสิ่งมีชีวิตในวันนี้ที่สุสานไม่ใช่แค่ครอบครัวจะมาใช้เวลาทำความสะอาดตกแต่งหลุมฝังศพ หรือใช้เวลาสื่อสารโทรจิตหรือเฝ้ารอการกลับมาเพียง 24 ชั่วโมงของวิญญาณคนที่รักเท่านั้น ชีวิตที่เห็นอยู่รอบๆ เรายังมีนักดนตรี ที่จะถือกีต้าร์ไปยังหลุมที่มีครอบครัวอยู่ บางทีก็เสนอเพลงเล่นให้ครอบครัวฟัง เพราะญาติหรือคนที่เป็นที่รักชอบ หรือไม่ครอบครัวก็ขอให้เล่นเพราะชอบ หรือเป็นเพลงที่พวกเขาเคยฟังด้วยกัน คนขายไอศกรีมถือไอศกรีมใส่ถ้วยเดินผ่านไปกระซิบรสชาติเบาๆ ไอศกรีมฝรั่ง มะนาว ทูน่า (ผลกระบองเพชร) มันฝรั่งทอดราดซ้อสพริกสีแดงเพลิง เด็กอายุสิบขวบกว่าๆ กับถังน้ำ ที่ให้ญาติๆ ได้ล้างมือหลังจากจัดดอกไม้หรือปัดกวาดเช็ดถู และขัดคราบดินจากขอบซีเมนต์ด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ แลกกับค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ บางป้ายกำลังมีใช้พู่กันเขียนระบายชื่อบนป้าย 

เดินผ่านหลุมฝังศพในวันนี้ที่นี่เหมือนเดินเข้าร้านดอกไม้ หรือไม่ก็สวนดอกไม้ เพราะทุกๆแห่งเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสวยมีชีวิตไปหมด มาเรียน่าซื้อดอกไม้มา พิล่าร์ก็ซื้อดอกไม้มา ทั้งสองคนรู้ว่าสีดอกไม้อะไร และดอกไม้อะไรเป็นดอกไม้โปรดของคนที่นอนอยู่ข้างล่าง มาเรียน่าในวัยเจ็ดสิบกว่ายังคล่องแคล่วว่องไว เธอปูกระดาษบนดินเหนือหลุมศพแล้วบรรจงจัดดอกไม้จนเต็มพื้นดินที่ว่าง และเพียงเท่านี้ทุกอย่างก็กลับมามีชีวิตชีวา ลูกสาวพิล่าร์เองก็มาช่วยด้วย ถึงแม้จะไม่ได้มีการลูบป้ายชื่อ หรือนั่งพูดกับดวงวิญญาณอย่างไร แต่วันนี้และเช้านี้ถือเป็นการรวมญาติและการใช้เวลาพบปะกันของคนในครอบครัวอย่างน้อยวันนี้ที่ฉันเห็นก็สามรุ่นพร้อมๆ กัน

“ฉันเห็นปัญหานิ่ม” มาเรียน่าพูด “คนรุ่นนี้ เห็นว่าการมาพบกันในวันนี้เพื่อระลึกถึงญาติๆเป็นการเสียเวลา บ้านฉันก็ไม่ได้มากันครบนะ ฉันคงต้องเรียกลูกๆ ทั้งหมดมาคุย” พิล่าร์เองก็คิดแบบเดียวกัน ที่คนรุ่นใหม่นี้ไม่คิดว่าวันนี้คือวันสำคัญของครอบครัวที่จะได้ใช้เวลาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนัยยะของการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาของคนที่ยังมีชีวิติอยู่ หรือเป็นการมาหาคนที่จากไป ฉันจำเรื่องทำนองเดียวกันได้ว่า คำถามนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในเม็กซิโกอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนในสังคมวันนี้ ที่วันแห่งการระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้วคือภาระ 

มาเรียน่าบอกว่า El Dia de los Muertos เปลี่ยนไปเยอะมาก “อย่างแรก ฉันไม่คิดว่า วาฮาก้าต้องการโปรโมทเทศกาลนี้เพิ่มกว่าที่เป็นแล้ว สอง-วัฒนธรรมจริงๆมันหายไป มันเป็นแค่การค้า ที่มีคนแต่งหน้าแต่งตัวปาร์ตี้กัน มันทำให้วัฒนธรรมถูกลง และสาม-ความหมายของวันนี้ ที่ควรเป็นเรื่องของความรัก ความเคารพในบรรพบุรุษ ของคนในครอบครัว มันก็เปลี่ยนไป”

ความตายมันอมตะของมันอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คนเป็นในวันนี้น่ะสิ ที่จะทำให้วันแห่งความตายที่เป็นวัฒนธรรมที่ตาย… เม็กซิโกจะรับมือกับการทำให้กลายเป็นการค้า โดยไม่เสียความหมายอย่างไร นี่คือโจทย์วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่เราต้องคิด. 

Written By

Art in Prison ศิลปะในคุกแห่งเม็กซิโก

Life

Muxes เพศที่สามของเม็กซิโก

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup