วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2560  ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดรายงานการศึกษา การพิจารณาคดีข่มขืน ในหัวข้อ "ความเข้าใจเรื่องการตอบสนองของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อความรุนแรงทางเพศในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม" ณ ห้องเซลล่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
 
องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิง แห่งสหประชาชาติ (UN Women) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และ สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้จัดทำรายงานการศึกษาดังกล่าวขึ้นเพื่อวิเคราะห์ว่าขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม มีการตอบสนองอย่างไรต่อคดีข่มขืน
 
โดยพบว่าคดีเหล่านี้สามารถ “ถูกกรองออก” จากทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมซึ่งรวมถึงขั้นตอนระหว่างดำเนินการแจ้งความ ขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ร่วมถึงขั้นตอนก่อนพิจารณาคดี และระหว่างการพิจารณาคดี  
 
ภายในงานจะมีคณะผู้ทำงานร่วมกับสหประชาชาติ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐจากประเทศไทย และประเทศเวียดนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม นักวิจัย ร่วมกันนำเสนอผลการศึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีเสวนา
 
ในรายงานสรุปที่แจกให้กับสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงาน เผยว่าในการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่แจ้งความในคดีข่มขืนในประเทศไทยและประเทศเวียดนามต้องเจอกับนโยบายและแนวปฏิบัติทางสังคม กฏหมาย และสถาบันที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความเป็นธรรม 
 
ในทั้งสองประเทศ ความเปราะบางต่อความรุนแรงทางเพศของผู้หญิง และเด็กหญิงหยั่งรากลึกและถูกกระทำซ้ำโดยค่านิยมแบบแผน และแนวปฏิบัติที่แบ่งแยกทางสังคมและวัฒนธรรม 
 
เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานอัยการ ผู้พิพากษาไม่มีภูมิคุ้มกันต่ออคติและการเหมารวมโดยเห็นได้จากทัศนคติที่พวกเขามีต่อการกระทำความผิด ต่อผู้เสียหาย และต่อผู้ละเมิดที่ถูกกล่าวหาในทางกลับกันแล้ว ทัศนคติเหล่านี้เป็นตัวกำหนดวิธีใช้กฏหมายในทางปฏิบัติ ความเร็วในการตอบสนอง และความตั้งมั่นที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถของผู้ปฏิบัติการของรัฐการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ไม่มีระบบที่กำหนดให้ผู้ให้บริการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้องรับผิดชอบในการจัดหาบริการที่มีฐานสิทธิ (right-based) และผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (victim-centred)
 
ผู้หญิงจำนวนมากมีความรู้เรื่องสิทธิของตนเพียงเล็กน้อยและมีความจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิทธิ รวมทั้งไม่รู้ว่าตนเองสามารถและควรคาดหวังอะไรได้บ้างในระหว่างที่ต้องดำเนินคดีผ่านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอันซับซ้อน
 
การคุ้มครองให้กับผู้ที่เป็นผู้เสียหายคดีความรุนแรงทางเพศยังมีไม่เพียงพอ รวมถึงโครงการปกป้องผู้เสียหายและพยานที่มีอย่างจำกัดด้วย รวมทั้งการสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการยุติธรรมทางอาญาและผู้เป็นผู้เสียหายส่วนใหญ่จะลดน้อยลงทันทีที่ได้รับเรื่องร้องเรียนในขั้นแรก ในขณะที่มีบริการให้อย่างจำกัด ผู้เสียหายและครอบครัวก็อาจเลือกที่จะไม่ดำเนินการไปจนสิ้นสุดเส้นทางของคดี
 
ในทั้งสองประเทศ การยอมความหรือการล้มคดีมีสูงมากในขั้นตอนของการติดต่อครั้งแรก และขั้นตอนการแจ้งความ
 
ผู้เป็นผู้เสียหายจำนวนมากถูกบอกปัด หรือเร่งรัดให้หาทางไกล่เกลี่ยหรือวิธีการตกลงกันเองนอกระบบยุติธรรมทางอาญาที่เป็นทางการผู้เสียหายจำนวนมากถูกขอให้เล่าเรื่องที่ประสบหลายครั้ง หรือได้รับการปฏิบัติอย่างขาดความเคารพและความอ่อนไหว เจ้าพนักงานตำรวจอาจปฏิเสธที่จะรับแจ้งความ หรือรับแจ้งความแต่ไม่ดำเนินการสืบสวน หรือสืบสวนอย่างที่ขอไปที หรือเตะถ่วงการสืบสวน
 
การไต่สวนในขั้นศาลมักยืดเยื้อและยาวนานโดยเน้นไปที่หลักฐานทางร่างกายหรือทางนิติเวช หรือความน่าเชื่อถือของผู้เสียหาย มากกว่าความน่าเชื่อถือของเหตุการณ์ หรือการที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมพร้อมใจ 
 
การดำเนินการอย่างเชื่องช้าสร้างความรำคาญ ให้กับผู้เป็นผู้เสียหายจำนวนมากที่ต้องผ่านขั้นตอนการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งอาจเริ่มด้วยการสรุปสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจที่เริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างล่าช้า และต่อด้วยการกำหนดวันขึ้นศาลที่ถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมีการตั้งคำถามต่อลักษณะของผู้เสียหาย ความประพฤติ หรือการแต่งกาย และแทบไม่มีการเตรียมผู้เสียหายในการขึ้นศาล หรือมีการช่วยเหลือใดๆ ในหลายกรณีศาลสั่งยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา
 
สิ่งที่อำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับผู้หญิงและผู้เสียหายมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
 
ยังไม่มีหน่วยงานสืบสวนที่ชำนาญการเฉพาะในสถานีตำรวจ ในโรงพยาบาล ในหน่วยบริการทางแพทย์ซึ่งมีการตรวจทางนิติเวช หรือในศาล ขณะที่คดีความรุนแรงทางเพศเป็นเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและท้าทายในการสืบสวน และเจ้าพนักงานสืบสวนที่ได้รับแจ้งความก็แทบไม่ได้รับการอบรมความชำนาญพิเศษหรือการอบรมทางวิชาชีพ หรือไม่ได้รับเลยนอกจากนั้น ยังมีเจ้าพนักงานตำรวจหญิงหรือเจ้าพนักงานสืบสวนหญิงเพียงไม่กี่คน
 
กลไกการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์มีจำนวนจำกัดมาก
 
เป็นผลให้มีข้อมูลบริหารไม่พอเพียงหรือไม่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นบันทึกของเจ้าพนักงานตำรวจหรือของศาล ความขาดแคลนนี้รวมไปถึงการแยกแยะที่จำกัดในด้านลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้เสียหายและของผู้ล่วงละเมิด และการจัดบันทึกข้อมูลที่มีคุณภาพต่ำ ทั้งในด้านระยะเวลาที่ใช้ในการทำคดี และผลของการสืบสวนโดยเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานอัยการ นอกจากนั้น ยังแทบไม่มีโครงการและการตอบสนองเพื่อติดตามกำกับดูแลและประเมินผล ทำให้ระบบยุติธรรมขาดประจักษ์พยาน (evidence base) ที่จะใช้กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาน และแนวปฏิบัติสำหรับการปรับปรุงคุณภาพบริการ
 
ปัจจัยทางสังคมที่กระทบต่อการเข้าถึงความเป็นธรรม และมีอิทธิพลต่อการยอมความหรือการล้มคดี
 
มายาคติ: ‘การข่มขืนจริง’  ต้องมีคนแปลกหน้ามีการใช้กำลังมีการบาดเจ็บทางกาย และเกิดในที่สาธารณะ 
 
ขณะที่สังคมทั่วไปเชื่อในมายาคตินี้ ข้อค้นพบจากการวิจัยทบทวนแฟ้มคดีพบว่า ความเชื่อนี้ไม่ตรงกับลักษณะของคดีความรุนแรงทางเพศส่วนใหญ่
 
ในคดีส่วนใหญ่ ผู้เสียหายและผู้ต้องสงสัยเป็นคนรู้จักกัน ความหมายของข้อค้นพบนี้คือการระบุตัวผู้ต้องสงสัยนั้นไม่ใช่ประเด็นในคดีส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องห่วงใย คือการคุ้มครอง ความปลอดภัย และบริการช่วยเหลือให้กับผู้เสียหาย 
 
ในประเทศไทย  ผู้เสียหายร้อยละ 91% แจ้งว่ารู้จักกับผู้ต้องสงสัย ส่วนในเวียดนามคิดเป็น 86%
 
คดีจำนวนมากไม่มีบันทึกหรือข้อมูลเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางกาย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่หลายคนรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถดำเนินคดีได้ หากไม่มีหลักฐานทางนิติเวชหรือไม่มีคำให้การของพยาน เหตุผลนี้สะท้อนให้เห็นในสามัญทัศน์ทางเพศที่ยังคงอยู่ โดยการกำหนดให้มีการยืนยันหลักฐาน ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
 
ในประเทศไทย  ผู้เสียหายร้อยละ 68% ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บให้เห็น ส่วนในเวียดนามคิดเป็น 76%
 
การข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ส่วนตัว หรือห้องพักในโรงแรม ซึ่งมีนัยยะต่อผู้ให้บริการด้านยุติธรรมว่าจะไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์การประทุษร้าย และด้วยเหตุผลนี้ จึงมีแนวโน้มว่าความไม่สมยอม (lack of consent) ของผู้เป็นเหยื่อจะเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดี