ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ลุยตลาดเชิงรุกตั้งเป้ารายได้ไทยติด Top 10 ของโลกแผนทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ปี 2569
เป็นที่รับรู้และเข้าใจกันโดยตลอดมา ว่า ‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ คือหนึ่งในเฟืองจักรสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อันเป็นจุดขายสำคัญที่ชาวโลกต่างเข้าใจตรงกันว่า ประเทศไทย คือหนึ่งใน Destination น่ามาเยือนลำดับต้นๆ ที่ทุกคนอยากจะมาสัมผัสกันดูสักครั้ง
แน่นอนว่า ความเข้าใจดังกล่าว เกิดจากคุณสมบัติของสภาพสังคม วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของประเทศไทย แต่ในอีกฟากหนึ่งก็มีหน่วยงานอย่าง ‘การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ หรือ ‘ททท.’ คอยผลักดันสนับสนุนให้จุดเด่นเหล่านี้ เผยแพร่กระจายออกไปไกลทั่วโลก
และท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ในเวทีระดับมหภาค การจะยืนอยู่บนแถวหน้าของการเป็น Destination อันดับต้นในใจผู้มาเยือน ก็จำต้องได้รับการพิจารณา วางแผน ในการเป็น ‘ยุทธศาสตร์’ ที่ต้องวางไว้อย่างเป็นระเบียบ มีชั้นเชิง และมีขั้นตอนที่สามารถประเมินผลได้
และเพื่อความชัดเจน ในโอกาสครบ 40 ปี ของGM Magazine ทาง GM Live อันเป็นภาคออนไลน์ (on line) ของ GM Magazine ได้รับเกียรติจาก ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาร่วมพูดคุย ตอบคำถามสำคัญ ถึงปัจจัยและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ในปีนี้ และปีถัดๆไป ว่าดำเนินไปในทิศทางใด และแตกต่างอย่างไรจากปีที่ผ่านๆ มา รวมถึงมีสิ่งใด ที่อาจจะเป็นความท้าทาย สำหรับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในเวลาที่จะมาถึงนี้ โดยเฉพาะแผนทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ปี 2569 ที่ตั้งเป้าลุยตลาดเชิงรุกมุ่งสู่ประเทศรายได้ท่องเที่ยวติด Top 10 ของโลก..
ภาพรวมของแผนทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวไทย ปี 2569
ททท. วางแผนการตลาดปี 2569 โดยเน้นการปรับยุทธศาสตร์จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ” Value over Volume ปรับสมดุลตลาด เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย ททท. ได้วางยุทธศาสตร์ 4 จุดเน้นหลักสำหรับปี 2569 ประกอบด้วย
- ปรับโครงสร้างสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับ Fragmentation และ Targeted Marketing เข้าใจ DNA ความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มอย่างลึกซึ้ง ใช้ Soft Power เป็นตัวนำ
- ปรับสมดุลตลาดการท่องเที่ยว ด้วย “การกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น” ลดการกระจุกตัวในเชิงพื้นที่และช่วงเวลา ขยายเส้นทางขนส่งเชื่อมโยงภูมิภาค เปิดเมืองน่าเที่ยวใหม่ ยกระดับคุณค่าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่มูลค่าทางการท่องเที่ยว ให้เที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปี (Year Round Tourism)
- สร้าง Magnet แม่เหล็กใหม่ ทำให้การท่องเที่ยวไทย “ใหม่เสมอ” ในสายตานักท่องเที่ยว ด้วยการออกแบบประสบการณ์ที่ตรงใจนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม สร้างเส้นทางและกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม (Theme-based Experiences) ยกระดับงานเทศกาลไทยให้เชื่อมโยงสากล สร้างคอนเทนต์ Soft Power ผ่าน 5 Must Do in Thailand สู่ตลาดโลก
- จับมือทุกภาคส่วน 360 องศา เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด “Sustainable Tourism” สร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ กำหนดเกณฑ์และมาตรฐานสาหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสินค้า เสนอขายสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย
ในส่วนตลาดต่างประเทศ ททท. มุ่งทำการตลาดเชิงรุก โดยให้ความสำคัญใน 2 มิติหลัก ได้แก่ มิติกลุ่มตลาด (Market Segment) ที่มีศักยภาพสูงในการเดินทาง ประกอบด้วย Millennials, Gen Z, Luxury และ Health & Wellness และมิติกลุ่มพื้นที่ (Market Areas) ซึ่งมีทั้ง กลุ่ม Priority , กลุ่มตลาดกลาง-เล็ก และกลุ่ม High Value Market
สำหรับตลาดในประเทศ ต่อยอดความสำเร็จ “Grand Moment” และส่งเสริมท่องเที่ยวด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงพื้นที่ (Area-Based Marketing) ผสมผสานกับการออกแบบสินค้าและบริการเชิงประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายศักยภาพ Millennials, High End/ Ultra Wealth และ Multi-Generation Family โดยนำเสนอกิจกรรม Exclusive Experience ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก, กระตุ้นความถี่ในกลุ่มจังหวัดเมืองหลัก-น่าเที่ยว ด้วยสินค้าเสน่ห์ไทยให้เดินทางตลอดทั้งปี และส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวข้ามภาค พร้อมเพิ่ม Event Marketing ควบคู่กิจกรรม Responsible Tourism
ความแตกต่างของแผนทิศทางส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวไทย ปี 2569 แตกต่างจาก ปี 2568 อย่างไร และมีส่วนไหนที่เป็นแผนต่อเนื่องไปถึงปี 2570
ในปี 2569 แผนส่งเสริมตลาดของ ททท. จะให้ความสำคัญกับการตอบสนองต่อโจทย์ของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มตลาดในเชิงลึกมากขึ้น ทั้งในเชิงพื้นที่ และเชิงความต้องการ อาทิ การประชาสัมพันธ์ที่จะให้ความสำคัญกับการตอบโจทย์ตลาดในแต่ละพื้นที่มากขึ้นด้วยการสื่อสารแบบ In Market Strategy สำหรับตลาดที่มีประเด็นในเรื่องภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย เช่น ตลาดจีน และตลาด Chinese Speaking จะเพิ่มแนวทางการสื่อสารที่เน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย ตลอดจนดำเนินโครงการ Thailand Safe Travel Stamp เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่สถานประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก
ทั้งนี้การสื่อสารของแบรนด์ “Amazing Thailand” ในปี 2569 จะสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผ่านแนวคิดหลัก “Unforgettable Experience – ประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม” ด้วยเป้าหมายให้ทุกการเดินทางมีความหมายลึกซึ้งและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น
สำหรับ ตลาดต่างประเทศ ททท. มุ่งสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ที่เปี่ยมคุณค่าและยั่งยืน” ผ่าน key message “Healing is the New Luxury” สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะดินแดนแห่งการเยียวยา การพักใจ และการเชื่อมโยงคุณค่าระหว่างผู้คนกับสถานที่ ที่จะเติมเต็มพลังชีวิตให้กับทุกคนที่มาเยือน
ด้านตลาดในประเทศ ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ด้วยแนวคิด “Change Unknown to Unforgettable” ชวนคนไทยออกไปเที่ยวเมืองไทย ไปสร้างโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นความทรงจำ ดีๆ ที่ไม่อาจลืมเลือน
นอกจากนี้ ในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แม้ว่า ททท. จะดำเนินการในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ของการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) คือ CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) และ CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence) ที่กำหนดให้ธุรกิจใน EU ทำงานกับเฉพาะคู่ค้าที่มีมาตรฐานการจัดการด้านความยั่งยืน โดยนอกจากจะทำในส่วนของการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการต่าง ๆ ที่ ททท. ดำเนินการแล้ว ล่าสุด ททท. ยังได้จับมือกับ 20 พันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลงนามหนังสือแสดงจำนงเพื่อประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยตามเป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism Goals : STGs) ปี 2030
ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืนในปี 2030 พร้อมผลักดันให้เกิดการดำเนินงานและการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างอนาคตของการท่องเที่ยวไทยที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยจะมีการดำเนินงานร่วมกัน อาทิ การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศ ให้ได้รับการรับรองตามเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. (STGs STAR, CF-Hotels, TTA) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Green Hotel plus) และกรมการท่องเที่ยว (THAILAND GREEN PLAN 2030) รวมทั้งมาตรฐานสากลในระดับต่างๆ สร้างความเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการชดเชยคาร์บอน พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการประเมินและชดเชยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและไมซ์อย่างทั่วถึง สนับสนุนผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า ในการลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและพลังงาน การลดของเสียและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์หรือก๊าซเรือนกระจก และการนำขยะจากแหล่งท่องเที่ยวและสถานประกอบการมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Zero waste) เป็นต้น

ขยายความแผนทิศทางการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ในส่วนของสินค้าและบริการเชิงประสบการณ์
ปี 2569 ททท. จะคัดสรรประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์ คุณภาพและความพร้อมมาแปรรูปเป็นสินค้าท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มัดใจนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยให้น้ำหนักกับ
1. Creative Products Focus การค้นหาจุดเน้นใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของพื้นที่
– สินค้ากลุ่มแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพื่อนำเสนอเป็น UNSEEN Destination – Unforgettable Experience
– สินค้ากลุ่มสุขภาพ (Wellness และ Meditation)
– สินค้ากลุ่มมูเตลู ศรัทธา และความเชื่อ
– สินค้าตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ เช่น เส้นทางคนโสด เส้นทาง LGBTQ เส้นทางตามรอย Series หนัง-ละคร และภาพยนตร์
– สินค้ากลุ่ม Arts & Craft Fashion
– กลุ่ม Sport Tourism
– กลุ่ม Night Tourism
– กลุ่ม Thailand Soft Power สู่ 5 Must Do in Thailand
2. Transportation & Connectivity Focus ร่วมกับสายการบินพันธมิตรขยายเครือข่ายความเชื่อมโยงทางการบินด้วย Airline Focus ทั้ง Commercial Flight และ Charter Flight การจัดทำเส้นทางเชื่อมโยงเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเส้นทางทางบก. ทางน้ำ เช่น เรือยอร์ช เรือสำราญ เส้นทางเที่ยวแม่น้ำโขง . ทางอากาศ เช่น Private Jet และ Helicopter ทางราง (รถไฟ) เช่น รถไฟ Kiha (กีฮะ), Royal Blossom, STR Prestige, Blue Jasmin
3. Thailand Standard Focus สร้างเครือข่ายและผลักดันให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากลพร้อมไปกับการพัฒนา Sustainable Model อาทิ โครงการ Thailand Tourism Awards (TTA), CF Hotels, STGs STAR, Sustainable Product Prototype ภายใต้ Krabi Prototype พร้อมกันนี้ จะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand (Safe Travel Stamp)
นอกจากนี้ ททท. จะเติมเต็มประสบการณ์ด้วย Event Marketing ให้เทศกาล ประเพณี กิจกรรมระดับนานาชาติเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ อาทิ
– World Events ได้แก่ Maha Loy Krathong จ.สุโขทัย, VIJIT Chao Phraya, Amazing Thailand Marathon 2025 Amazing Thailand Countdown และ Maha Songkran World water Festival ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ TOMORROWLAND THAILAND 2026 ครั้งแรกในเอเชีย
- International Events อาทิ SEA GAMES Sport & Tourism ไหว้ครูมวยไทยโลก เทศกาลตรุษจีน เทศกาลดนตรีนานาชาติ Rolling Loud Thailand Wonderfruit และ Big Moutain Music Festival
- เทศกาลอัตลักษณ์ถิ่นที่เป็น Signature Thailand ในพื้นที่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ ซึ่งจะเดินหน้า สู่ International หรือ World Events โดยมี 3 บิ๊กอีเวนต์สำคัญ ได้แก่ ประเพณีไหลเรือไฟ จ.นครพนม ประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี และประเพณีแห่ดาวคริสต์มาส จ.สกลนคร
- กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬา Thailand Marathon และฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์
- กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ Thailand Illumination International Balloon Feasta เทศกาลพลุพัทยา และ Amazing Thailand Grand Diwali 2025

เป้าหมายและความคาดหวังจากแผนทิศทางส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวไทย ปี 2569
ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2569 โดยกำหนดเป้าหมายรายได้รวมทางการท่องเที่ยว อยู่ที่ 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปี 2568
- ตลาดต่างประเทศ จำนวน 36 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8
- ตลาดในประเทศ จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 214 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 1.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3
ประเทศไทยผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ททท. รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร
ททท. ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Top LGBTQ+ Friendly Destination ระดับโลก มาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2012 ด้วยแคมเปญ Go Thai Be Free เพื่อสื่อสารและสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็น LGBTQ+ Friendly Destination และยังคงสร้างความแข็งแรงให้กับแคมเปญอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการประกาศใช้ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมของประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ มากยิ่งขึ้น และส่งผลให้ล่าสุดประเทศไทยได้รับรางวัล Best LGBTQ Destination ในงานมอบรางวัล Spartacus Travel Award 2025 กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งจัดขึ้นโดย Spartacus นิตยสารเยอรมันเชิงไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวสาหรับกลุ่ม LGBTQ+ ชื่อดัง ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ในการเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว
โดยตลาด LGBTQ+ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และมีฐานตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งทาง Agoda เผยว่า จากการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 ล้านคน / ปี และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 65,000 ล้านบาท รวมถึงช่วยเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยจากตลาดนักท่องเที่ยว LGBTQIAN+ ของโลกที่คาดว่ามีมูลค่าสูงถึงกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ททท.พร้อมรองรับตลาดศักยภาพด้วยการจัดกิจกรรม Amazing Thailand Love Wins Festival และสนับสนุนกิจกรรม Pride Month ทั่วประเทศไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ จัดกิจกรรม Trade Meet เชิญตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดเป้าหมาย LGBTQ+ ในประเทศต่าง ๆ เดินทางพบปะเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับผู้ประกอบการภาคเอกชนไทย ทั้งโรงแรมชั้นนำ บริษัทนำเที่ยว และแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงกิจกรรม Meet The LGBTQ+ Influencers นำเสนอเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านมุมมองของ LGBTQ+ Influencers ตลอดจนเข้าร่วมงานส่งเสริมการขาย LGBTQ+ ในต่างประเทศ เพื่อเสริมโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาด LGBTQ+
ททท. จะประยุกต์ Soft Power เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อย่างไร
ททท. จะผลักดันและบูรณาการ Soft Power เสน่ห์ไทยสู่สายตาตลาดโลก ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ซึ่ง ททท.จะสนับสนุนการจัดกิจกรรม ประเพณี และส่งเสริมประชาสัมพันธ์ Soft Power ทั้ง 11 ด้าน และทำให้“ภาคการท่องเที่ยว” เป็นหนึ่งในเครื่องมือ ส่งออกวัฒนธรรม สร้างภาพลักษณ์และภาพจำให้ประเทศไทย รวมทั้งต่อยอดรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy อาทิ
วัฒนธรรมอาหาร : โครงการ The MICHELIN Guide Thailand โดยททท. เป็นผู้ผลักดันโครงการ The MICHELIN Guide Thailand ให้เข้ามาสำรวจในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2560 และปัจจุบัน The MICHELIN Guide Thailand ครอบคลุม 11 จังหวัด ครบทุกภูมิภาค พร้อมด้วยสาขารางวัลพิเศษ
เทศกาลงานประเพณี : เตรียมยกระดับเทศกาลและประเพณีท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว Signature Thailand ในพื้นที่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ ผลักดันสู่ International หรือ World Events
บูรณาการกับอุตสาหกรรมบันเทิง (Film-Induced Tourism) : สนับสนุนให้ ไทยเป็น Location ถ่ายทาภาพยนตร์ / ซีรีส์ระดับโลก เช่น The White Lotus: Thailand, Jurassic World พร้อมกับพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวตามรอยโลเคชั่นที่ปรากฏในภาพยนตร์หรือซีรีส์

สิ่งใดที่ ททท. เห็นว่าเป็นอุปสรรคหรือจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง พัฒนา ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ของไทยจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อ Sentiment ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่บางส่วน โดยเฉพาะในตลาดจีน อาทิ ปัญหาคอลเซนเตอร์ การหลอกลวงนักท่องเที่ยว และแผ่นดินไหวในไทย ซึ่งทางรัฐบาลได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการ ดูแลและรับผิดชอบในเรื่องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวให้บริการแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police เชื่อมต่อกับระบบรับแจ้งเหตุตำรวจท่องเที่ยว 1155 พร้อมฟังก์ชัน SOS และ GPS ที่สามารถแชร์โลเคชั่นแจ้งพิกัด และประสานกับศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 รับแจ้งเหตุและร่วมกันระงับเหตุอย่างทันท่วงที และนำนวัตกรรมด้านความปลอดภัย เช่น กล้อง CCTV เข้ามาใช้
นอกจากนี้ยังมีศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา (อสทก.) ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลนักท่องเที่ยว ขณะที่ ททท. เร่งประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงและฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้วยวิธีต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินโครงการ Trusted Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยในระดับโลก แก้ไขภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นในความปลอดภัย นำส่งภาพลักษณ์ประเทศไทยในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว Quality Leisure และสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในมิติใหม่ (New Thailand)
การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศคู่แข่งของไทยกำลังยกระดับเกม แย่งชิงความสนใจของนักท่องเที่ยว หลายประเทศใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น เริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น ขยาย e-visa และเชื่อมต่อเที่ยวบินใหม่ ทำให้ไทยเสียส่วนแบ่งตลาด
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามกระแสโซเชียล นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ต้องการประสบการณ์เฉพาะตัว ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เลือกสถานที่ซึ่งให้คุณค่าทางจิตใจ หลีกเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวที่แออัด หรือ Overtourism ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางซ้ำ Re-Visit ที่เริ่มมองว่า ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเก่า ททท.จึงต้องเร่งสร้างภาพจำใหม่ที่ทรงคุณค่ามีความหมายและน่าประทับใจ

ททท. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ในฐานะผู้ว่าการ ททท. รู้สึกกดดันมากน้อยเพียงใด และต้องการฝากอะไรถึงนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ต้องการมาท่องเที่ยวเมืองไทย
ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ออกไปสร้าง Grand Moment เติมเต็มความสุขในแหล่งท่องเที่ยวทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วง Green Season นี้ เป็นฤดูกาลที่ธรรมชาติงดงามและอุดมสมบูรณ์ที่สุด นี่คือโอกาสดีที่จะออกไปท่องเที่ยวชาร์จแบตให้ชีวิต
และที่สำคัญ อยากเชิญชวนให้ทุกท่านเข้าร่วมโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” แม้สิทธิ์ในเมืองหลักจะเต็มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีสิทธิ์เหลือท่องเที่ยวในเมืองน่าเที่ยว ให้คุณออกเดินทางท่องเที่ยวในราคาที่จับต้องได้ คุ้มค่า สบายกระเป๋า พร้อมทั้งร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกันค่ะ
และนี่คือภาพชัดของแผนทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว ปี 2569 ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงสุดติด 1 ใน 10 ของโลก ที่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้วางไว้ในการทำตลาดเชิงรุก เพราะในปี69 นี้ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้วัดที่ความสำเร็จ แต่วัดจากคุณค่าและประสบการณ์





