วายร้ายในโลกแฟนตาซีที่สร้างโดยมวลมนุษยชาติเวลานี้ไม่มีใครโด่งดังและถูกพูดถึงมากไปกว่า “ธานอส” สิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ค้นหาอัญมณีที่จะมอบพลังพิเศษให้จำนวน 6 ชิ้นเพื่อนำมาใช้สนองอุดมการณ์ของตัวเอง (ตามจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล) ในการปรับลดจำนวนประชากรให้เหมาะสมกับทรัพยากร แต่แนวคิดแก้ปัญหาของจอมวายร้ายเป็นเรื่องสมเหตุสมผลในตรรกะทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่ 
 
***คำเตือน Spoiler Alert : แน่นอนว่าการหยิบยกแนวคิดของธานอส มาวิเคราะห์ถกเถียงกัน จำเป็นต้องเน้นย้ำกันอีกครั้งว่าการพูดคุยในนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Avengers : Infinity War สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมอาจเซฟเก็บไว้อ่านทีหลัง แต่ผู้ที่เข้าไปอุดหนุนมาร์เวลสตูดิโอกันมาเรียบร้อยแล้วก็ลุยกันต่อได้เลย
.
.
.
ตัวละครธานอส ถูกออกแบบให้มีปมจากประสบการณ์เบื้องหลังบางอย่าง (หนังยังเปิดเผยเหตุผลไม่หมด) ทำให้เขากังวลต่อปัญหาประชากรในจักรวาลที่ล้นเกินจนมีแนวโน้มทำให้ทรัพยากรขาดแคลนซึ่งอาจทำให้จักรวาลเกิดหายนะ ธานอส (ที่มีพลังความแข็งแกร่งทางกายภาพเหนือสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในจักรวาลอยู่แล้ว) จึงออกตามหาอัญมณีที่มีพลังพิเศษเพื่อช่วยทุ่นแรงกำจัดประชากรครึ่งหนึ่งแบบง่ายดายแค่ดีดนิ้ว ดัง เป๊าะ!
 
แต่ประเด็นที่แฟนหยิบมาถกแลกเปลี่ยนความคิดกัน คือวิธีแก้ปัญหาประชากรล้นเกินจนเบียดบังทรัพยากรที่มีจำกัดด้วยการลดประชากรลงครึ่งหนึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร และมันได้ผลจริงหรือ
 
อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อประชากรลดลงครึ่งหนึ่ง
 
อันดับแรกดูที่ผลลัพธ์ก่อน เมื่อมหาวายร้ายได้อัญมณีครบแล้วก็จัดการเสกให้ฮีโร่และประชากรส่วนหนึ่งหายไป ภาพที่แสดงให้เห็นในภาพยนตร์คือซูเปอร์ฮีโร่ที่สลายกลายเป็นผงปลิวไปตามลม ขณะที่ประชากรทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปก็เริ่มสลายหายไปด้วย
 
ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์หลังประชากรหายไปครึ่งหนึ่งย่อมทำให้เศรษฐกิจโลกกระตุกอย่างแรง แอนดี้ โกลเดอร์ จากเว็บ Buzzfeed มองว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในประเทศทั่วโลกน่าจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทานได้รับความเสียหาย สินค้าบางประเภทน่าจะขาดแคลน บางชนิดอาจล้นตลาด ขณะที่บริษัทประกัน (โดยเฉพาะประกันชีวิต) น่าจะเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นล้มละลายกันได้
 
ผลเชิงบวก
 
การลดประชากรลงครึ่งหนึ่งอาจส่งผลดีอยู่บ้างหากเปรียบเทียบกับโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุโรปยุค 1300s หรือที่รู้จักกันในชื่อเหตุการณ์ The Black Death ซึ่งคร่าชีวิตประชากรเกือบครึ่งหนึ่งในยุโรป ส่งผลให้แรงงานสามารถเรียกร้องค่าจ้างมากกว่าเดิมได้ มีที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น และราคาสินค้าก็ลดลงเนื่องจากความต้องการน้อยลง แต่ความแตกต่างระหว่างโรคระบาดกับการลดประชากรของธานอส คือโรคระบาดลดประชากรแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปี แต่กรณีที่ธานอส ดีดนิ้ว ประชากรจะหายไปพร้อมกันซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายไร้เสถียรภาพและอาจต้องอาศัยเวลานานเพื่อฟื้นฟูความมั่นคงกลับมา
 
ที่น่าสนใจคือ แอนดี้ มองว่า การลดประชากรไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว เมื่อเทียบกับสถิติยุค 1900 ซึ่งโลกมีประชากร 1,650 ล้านคน ขณะที่ปัจจุบันมี 7,300 ล้านคน​ (จากการประเมินของ UN) ถ้าตัดประชากรเหลือครึ่งหนึ่งตามเหตุการณ์สมมติ โลกยังมีประชากร 3,800 ล้านคนเท่ากับตัวเลขประชากรยุค 1970 และถ้าคำนวณจากอัตราการเติบโตประชากรตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ประชากรจะกลับมาเป็น 7,300 ล้านคน (เท่ากับปัจจุบัน) ภายในปี 2100 อยู่ดี
 

 
ผลเชิงลบ
 
สำหรับมุมมองด้านผลกระทบเชิงลบจากแนวคิดของธานอส ไปจนถึงทางเลือกอื่น เช่นสมมติฐานว่า "ถ้าธานอส ไม่ลดประชากร แต่ไปเพิ่มทรัพยากรให้พอกับประชากรแทน จะได้ผลอย่างไร?" หรือทางแก้ปัญหาประชากรล้นเกินทรัพยากรที่จะทำให้เกิดสมดุลแล้วควรเป็นอย่างไร
 
GM Live ชวนคุยกับดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์ ที่จะมาวิเคราะห์แนวคิดของธานอส ว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักเศรษฐศาสตร์อย่างไรบ้าง
 
GM Live : มีคนที่คิดแบบธานอส ในโลกความเป็นจริงหรือเปล่า 
 
กรณีของธานอส ระบุถึงความสัมพันธ์ของจำนวนประชากรกับทรัพยากร ส่วนบุคคลที่มีอยู่จริงและมีแนวคิดนี้จะเป็นแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชากรกับอาหาร 
 
คนนี้คือโธมัส มัลธัส เกิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เขามีความคิดว่าจำนวนประชากรเพิ่มเร็ว คือเพิ่มในอัตราเป็นเลขาคณิต จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 และ 16 แต่จำนวนอาหารจะเพิ่มแบบเลขคณิตคือ 1 ไป 2 ไป 3 และ 4 อาหารจึงมีไม่พอกับประชากรและจะเกิดสภาพขาดแคลนอาหาร เขาคิดว่าถ้าภาวะขาดแคลนอาหารเกิดขึ้น ถือเป็นภาวะที่ต้องปล่อยให้เกิดเพื่อให้ประชากรส่วนเกินในความคิดของเขาจะได้หายไป 
 
เขามองว่ากลุ่มคนที่มีอัตราเพิ่มเยอะคือกลุ่มคนจน เพราะฉะนั้น ถ้ามีอดอยากขาดแคลนอาหารเกิดขึ้น คนจนก็จะลดลงไปส่วนหนึ่ง
 
GM Live : แนวคิดของโธมัส มัลทัส เคยถูกนำไปประยุกต์ใช้แบบเป็นรูปธรรมไหม
 
มีนำไปใช้กรณีถ้าเกิดเหตุอาหารขาดแคลนก็ไม่ได้ต้องช่วย เหตุการณ์เกิดขึ้นในไอร์แลนด์ในปีค.ศ.1844 - 45 ประมาณนี้ หลังจากที่เหตุการณ์ตั้งอาณานิคมในสหรัฐอเมริกา ชาวไอร์แลนด์หันมาบริโภคมันฝรั่งเป็นอาหารหลักเพราะปลูกแล้วได้ผลผลิตดี แต่ในปี 1844 - 45 เกิดโรคระบาดของมันฝรั่ง เกิดเชื้อราระบาดไปทั่ว ทำให้ผลผลิตอาหารของไอร์แลนด์ลดลงไปอย่างมาก 
 
ตอนนั้นไอร์แลนด์อยู่เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรเลยมีเสียงเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรนำทหารไปช่วยไอร์แลนด์ แต่ทางสหราชอาณาจักรมีข้อถกเถียงอภิปรายกัน และมีคนยกประเด็นเหมือนที่โธมัส มัลทัส พูดขึ้น โดยก่อนหน้านี้โธมัส เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด เลยนำไปสู่การตัดสินใจไม่นำอาหารไปช่วยชาวไอร์แลนด์ ไม่ให้เรือของประเทศอื่นๆ มาช่วยชาวไอร์แลนด์ ผลปรากฏว่าชาวไอร์แลนด์ ตายไปกว่าล้านคน ที่ยังไม่ตายก็อพยพหนี ส่วนใหญ่ก็หนีไปสหรัฐอเมริกา เราจึงพบเห็นชาวไอริชจำนวนมากอยู่ในสหรัฐอเมริกา 
 
ที่อพยพไปบางส่วนก็ไปตายระหว่างอพยพ เบ็ดเสร็จแล้วประชากรไอร์แลนด์ ก่อนเกิดเหตุการณ์อยู่ที่ประมาณ 8 ล้านคน หลังเกิดเหตุการณ์เหลืออยู่ประมาณ 4 ล้านคน ลดไปครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ตายทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็อพยไป เรียกว่าเป็นเหตุการณ์ความอดอยากเชิงนโยบายครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง นอกเหนือจากภัยพิบัติ แต่มีมิติเชิงนโยบายแทรกไปด้วย คือไม่ให้ช่วยเหลือเต็มที่จะได้ลดประชากรลง 
 
เหตุการณ์ของไอร์แลนด์ กับแนวคิดธานอส อาจต่างกันหน่อย ไอร์แลนด์เป็นเรื่องอาหารไม่เพียงพอ แต่ธานอสอาจเป็นเรื่องทั้งอาหารและทรัพยากรอื่นๆ ด้วย ไอร์แลนด์ก็เกิดด้วยเหตุการณ์จำเป็น แต่ธานอสคือตั้งใจจะทำล่วงหน้า จัดการไปเลยโดยไม่ต้องรอสถานการณ์ 
 
ที่ไอร์แลนด์ ผู้ที่ยิ่งจนอาจยิ่งได้รับผลกระทบ แต่ธานอส ใช้สุ่ม โดยผู้สุ่มไม่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มด้วยซึ่งไม่ได้เป็นแนวคิดที่เป็นธรรมแม้ว่าจะไม่ได้แบ่งแยกคนจนเหมือนกรณีมัลทัส และไอร์แลนด์ 
 
GM Live : แนวคิดนี้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไร
 
แนวคิดนี้เลิกไป จริงๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนเป็นห่วงแบบนี้อีกเพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประเทศเกิดใหม่เป็นประเทศเพิ่งได้รับอิสรภาพ เหตุการณ์สงบ ประชากรก็เพิ่มขึ้น คนก็เป็นห่วงอีก แต่มาเกิดปฏิวัติเขียวทำให้การผลิตอาหารเพิ่มอย่างรวดเร็วโดยปุ๋ยเคมี พันธุ์พืชสมัยใหม่ ทำให้ปริมาณผลผลิตที่เคยคิดว่าจะเพิ่มแบบเลขคณิตก็เพิ่มได้ทันกับประชากร บวกกับการวางแผนทางประชากร คุมกำเนิดทำให้อัตราเพิ่มประชากรหลายประเทศก็ค่อยๆลดลง แนวคิดจำกัดและกำจัดก็ไม่เกิดขึ้นอีก
 
หลังปฏิวัติเขียวไปสัก 30-40 ปี พบว่าส่งผลกระทบทางอื่นมาด้วย อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศทางการเกษตรรวมถึงการทำให้ราคาพืชผลเกษตรต่ำเพราะมีผลผลิตจำนวนมากกระทบพี่น้องเกษตรกร
 
GM Live : หลังจากนี้สมดุลระหว่างประชากรกับทรัพยากรในโลกเป็นอย่างไร 
 
มีการคำนวณสิ่งที่เรียกว่า “รอยเท้านิเวศ” (Ecological Foootprint) คือการคำนวณการใช้ทรัพยาการทุกอย่างของมนุษย์บนโลกให้เทียบกับพื้นที่บนโลก เรามีพื้นที่เทียบเท่ากับทรัพยากรเท่าไหร่และใช้ไปเท่าไหร่ ปรากฏว่าเราใช้มากกว่าทรัพยากรที่เรามี 
 
ประเด็นสำคัญที่สุดคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราจำเป็นต้องดูดซับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กลับมาอยู่ในรูปของคาร์บอน คือต้นไม้หรือป่าไม้ แต่ไม่ได้ดำเนินการ เท่ากับว่าปล่อยของเสียไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ ซึ่งอันนี้จะกลายเป็นผลเสียต่อลูกหลาน
 
เขาก็คำนวณตัวเลข ถ้าเราจำเป็นต้องดูดซับก๊าซเรือนกระจกให้มาอยู่ในรูปป่าไม้ เราพบว่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอกับทรัพยากรที่ใช้ไป เราใช้อย่างไม่ค่อยยั่งยืน อย่างในสหรัฐอเมริกาก็ใช้เกิน 4-5 เท่า ถ้าหลายประเทศใช้แบบสหรัฐฯก็คงมีโลกไม่เพียงพอ 
 
GM Live : การลดจำนวนประชากรเพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ อย่างไร
 
คงต้องลดลงมากทีเดียว แต่ในระยะหลังไม่คิดว่าโจทย์อยู่ที่จำนวนประชากร โจทย์อยู่ที่วิธีใช้ทรัพยากรมากกว่า เพราะที่ใช้และปล่อยไปโดยไม่ได้คำนึงถึงวัฎจักรของการใช้ ถ้ามองในภาพรวมก็อาจใช้พลังงานโดยมีผลกระทบน้อยลงและมีเพียงพอ
 
ยกตัวอย่าง พลังงานน้ำมันที่เคยกังวลว่าจะหมดโลก ก็มีใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงนำวัสดุกลับมาใช้ นำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ คิดว่าเป็นแนวโน้มที่น่าจะให้คำตอบมากกว่าเรื่องลดจำนวนประชากร ลดประชากรในแง่ให้เขาตาย แต่ถ้าลดในแง่อัตราการเพิ่มของประชาการ ผมคิดว่าประเทศส่วนใหญ่ก็พยายามดำเนินการในแง่ควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากรไม่ให้เพิ่มรวดเร็วเกินไป
 
GM Live : มีแนวคิดกลับด้านกันว่า ถ้าธานอสไม่ลดประชากร แล้วไปเพิ่มทรัพยากรให้เพียงพอต่อประชากรแทนจะสร้างสมดุลกว่าแนวคิดดั้งเดิมของธานอสไหม 
 
ถ้าพูดถึงบนโลกก่อน แนวคิดอาจจำกัดเพราะเราเพิ่มทรัพยากรบนโลกแบบจำนวนมากไม่ได้ ยกเว้นบางอย่างที่ทดแทนได้อย่างปลูกป่า หรือประมง แต่ส่วนที่ใช้แล้วหมดไปคงเพิ่มไม่ได้
 
ทีนี้ในโลกแฟนตาซีทุกอย่างก็เป็นไปได้ คิดว่าผู้สร้างก็พยายามทำให้ปมของธานอส ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในวัยเด็กที่ดาวของเขาเกิดปัญหาแบบนี้เลยไม่ใช้วิธีเพิ่มทรัพยากร เลยไม่เลือกใช้วิธีเพิ่มทรัพยากร โจทย์สำคัญอาจมองว่าจำนวนประชากรในจักรวาลใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยเลยกลายเป็นปัญหา
 
จริงๆ ถ้าพูดถึงโลกแฟนตาซีก็คิดถึง Mind Stone หรืออัญมณีที่เปลี่ยนจิตใจของผู้ใช้ทรัพยากรให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็สามารถใช้ตรงนั้นแต่ธานอส ใช้ในแบบควบคุมความนึกคิดมากกว่าเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทัศนคติ
 
GM Live : อาจารย์มองว่าธานอส ควรเปลี่ยนจิตใจของประชากร มากกว่าทำลายประชากรเพื่อให้ทรัพยากรพอเพียง
 
ใช่ครับ ระหว่างทรัพยากรกับมนุษย์ เป็นผมก็เลือกมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต เรามีพลังในการสร้างสรรค์ สามารถหาคำตอบใหม่ๆ ได้ แทนที่จะจำกัดอยู่ที่ทรัพยากรซึ่งในบางกรณีอาจมีจำกัด แต่ตัวละครธานอส ไม่ได้เห็นพลังสร้างสรรค์ในสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ก็เลยคิดว่าลดจำนวนลงจะดีกว่า 
 
จุดสำคัญอยู่ที่การมองเห็นพลังของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตในจักรวาล มันมีประเด็นอีกนิดว่า หลายคนที่สนับสนุนธานอส อาจไม่ได้คิดเชื่อมโยงกับตัวเอง ถ้าคิดว่าการสุ่มแบบธานอส เป็นการสุ่มแบบกระจายสม่ำเสมอ แล้วครึ่งหนึ่งเป็นครอบครัว หรือที่ทำงานของเราด้วย เราจะมีความคิดอย่างไร 
 
ผมว่าคนส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับธานอส อาจลืมประเด็นนี้ไป โดยไม่คิดว่าจะไม่ใช่ตัวเอง
 
GM Live : มองในมิติการเมือง การควบคุมจิตใจเป็นระบบการบังคับหรือเปล่า
 
ถ้ามอง Mind Stone เหมือนกับที่โลกิใช้สะกดจิตก็เป็นลักษณะควบคุมความคิด แต่ผมพูดถึงในแง่เปลี่ยนความคิด ทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนให้มองเห็นทางเลือกใหม่ๆ ที่เราจะแก้ปัญหาได้มากกว่า แต่โดยตัวธานอส ไม่ได้ใช้ Mind Stone ในการกำกับความคิด แต่ยังคิดเบ็ดเสร็จด้วยว่าทางออกที่เขาคิดว่าดีที่สุดคืออะไรโดยไม่สนใจแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่น 
 
เขาสนใจว่าจะมี 6 อัญมณีได้อย่างไรเพื่อทำอย่างที่เขาคิด เพราะฉะนั้น จะเห็นพลังของความคิดแบบอำนาจนิยมในตัวธานอสมากทีเดียว
 
GM Live : ทางออกของการรักษาสมดุลระหว่างประชากรกับทรัพยากรในโลกความเป็นจริงคืออะไร
 
ทางออกเราก็มีใช้ทรัพยากรที่หมุนเวียนมากขึ้น พัฒนาประสิทธิภาพเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงจริงจังกับข้อตกลงที่ต้องจัดการแก้ปัญหาตัวเองอย่างปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น คิดว่าภายในปี 2020 จะเป็นปีที่เราชี้ให้เห็นว่าเราเอาจริงเอาจังกับการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้หรือไม่ เพราะเป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าหมายว่าโลกจะเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงกว่าที่ผ่านมา
 
ถ้าทำได้อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มไม่เกิน 2 องศา เป็นจุดหมายสำคัญในอีก 2 ปีข้างหน้าว่าเราจะทำได้หรือไม่