x

ไม่ใช่แค่ชาวไทยที่เดินทางไป “โดดร่ม” ในเกาหลีใต้และภูมิภาคอื่นจนเป็นที่ลือลั่นทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเองก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่จุดหมายสำหรับชาวต่างชาติในแง่วัตถุประสงค์หลายประเภทนอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยว ไทยยังเป็นทั้งแหล่งกบดาน หรือแม้แต่เป็นจุดหมายของกลุ่มนักท่องเที่ยวแบกเป้ใบเดียวตะลุยโลก หรือที่เรียกกันว่า “แบ็คแพ็คเกอร์”
 
ต่ประเด็นเกิดขึ้นตรงที่เมื่อพวกเขาใช้เงินหมด และไม่สามารถเดินทางไปที่อื่น คำถามอีกหลายข้อจึงผุดตามมา
 
อาจเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ได้ที่เรื่องราวเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่เดินทางมาพำนักในไทยแล้วลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ไม่น่าดูนักจะเกิดขึ้นพร้อมเพรียงไล่เรียงกันมาหลายเหตุการณ์ยาวไปตลอดทั้งสัปดาห์ 
 
ยากูซ่าญี่ปุ่นซึ่งก่อคดีในบ้านเกิดหลายสิบปีก่อนเพิ่งถูกจับในไทย ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องบุคคลจากสหราชอาณาจักรซึ่งมีคดีติดตัวหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายมาก่อนถูกจับกุมตัวจากการเชื่อมโยงกับเรื่องเซ็กซ์ ยาเสพติด ไปจนถึงการฟอกเงินในไทย 
 
ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีข่าวสมาชิกกลุ่มยากูซ่าซึ่งมากบดานในไทยเพิ่งถูกจับกุมตัว ในโลกออนไลน์มีผู้ส่งต่อคลิปชาวต่างชาติที่คาดว่าเป็นนักท่องเที่ยวแบบ “แบ็คแพ็คเกอร์” จากยูเครน ตั้งแผงขายภาพถ่ายอยู่ข้างถนน ชาวต่างชาติในคลิปถือกระดาษที่มีข้อความว่า “ฉันต้องการขายภาพถ่ายของฉัน คุณสามารถกำหนดราคาได้เลย ฉันต้องการใช้เงินในการเดินทาง”​

ผู้ใช้เฟซบุ๊คที่โพสต์คลิปลงในสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังเขียนข้อความอธิบายว่า ชายในคลิปเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปทั่วโลก ตอนนี้เขากำลังหาทางกลับยูเครน นักท่องเที่ยวรายนี้จึงหาเงินด้วยการขายภาพที่เขาถ่ายระหว่างเดินทางด้วยตัวเอง โดยให้ผู้ซื้อกำหนดราคาได้เอง ผู้สนใจภาพถ่ายสามารถถามถึงที่มาและเรื่องราวในภาพจากชาวต่างชาติรายนี้ได้ 
 
เว็บไซต์ Nextshark รายงานปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวจากตะวันตกนิยมเดินทางมาไทยและประเทศอื่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรูปแบบ “beg-packer” หรือนักเดินทางที่ตั้งแผงขอรับบริจาคต้นทุนจากคนในท้องถิ่นเพื่อใช้เป็นต้นทุนในการเดินทาง
 
มุมมองของคนในท้องถิ่นที่มีต่อการพำนักในต่างแดนของชาวต่างชาติเหล่านี้แตกต่างหลากหลายออกไป บางคนชื่นชมวิถีและแนวคิดการเดินทางจากกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ถ้ามองในอีกด้านหนึ่ง นักท่องเที่ยวเหล่านี้อาจมีเงินในกระเป๋ามากกว่าคนในท้องถิ่นบางคนเสียอีกการขอรับบริจาค(หรือแม้แต่ขายสินค้า)เพื่อเป็นต้นทุนสำหรับเดินทางของตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชมนักในขณะที่ยังมีผู้ด้อยโอกาสรอรับการช่วยเหลืออีกมากมาย 
 
การเดินทางลักษณะนี้แอบแฝงมากับวัตถุประสงค์ที่ไม่สอดคล้องกับการขออนุญาตเข้าประเทศในบางประเทศ รายงานข่าวของเดอะซัน ยกตัวอย่างสิงคโปร์ซึ่งชาวต่างชาติที่อาศัยในเมืองสามารถทำกิจกรรมเพื่อแลกกับเงินบริจาคได้ต่อเมื่อมีวีซ่าทำงานในประเทศอย่างถูกต้อง
 
คำถามนี้ย้อนกลับมาที่ระบบการคัดกรองชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้า/ผ่านไทย 
 
กรณี “beg-packer” สื่อต่างประเทศรายงานว่า ทางการไทยเริ่มมาตรการตรวจสอบคัดกรองนักเดินทางกลุ่มนี้เมื่อกลางปี 2017 โดยผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์โพสต์เล่าว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองเริ่มสอบถามจำนวนเงินที่นักท่องเที่ยวพกติดตัว จำนวนเงินที่ถูกระบุเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับเดินทางเข้าเมืองอยู่ที่ 20,000 บาทต่อคนสำหรับกรณีวีซ่าแบบท่องเที่ยวเพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เข้ามาก่อนแล้วหาทางระดมทุนเพื่อเดินทางภายหลัง ซึ่งมักไปจบลงที่ตั้งจุดทำกิจกรรมหรือขอเงินอยู่ข้างทาง
 
 
 
ว่ากันว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นแค่การป้องกันชาวต่างชาติที่ท่องเที่ยวแบบ “โดดร่มแล้วตายเอาดาบหน้า” แต่ยังเป็นการคัดกรองชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานแบบผิดกฎหมาย 
 
ระหว่างที่ทางการไทยปรับมาตรการคัดกรองชาวต่างชาติมากขึ้นมาตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนซ้ำเติมปัญหาเดิมของไทยดันผุดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเป็นเหตุการณ์ที่ดูเหมือนทำให้เกิดคำถามต่อมาตรการเดิมๆแบบหนักหน่วงด้วย
 
แม้ทางการไทยพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์และรณรงค์ประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปกับการยกระดับความเข้มข้นในการดำเนินงานด้านคัดกรอง แต่ความเป็นจริงคือการดำเนินงานยังไม่เพียงพอสำหรับโน้มน้าวมุมมองที่ต่างชาติมีต่อไทย เมื่อต่างชาติหันไปย้อนมองประวัติและสถิติที่เกิดขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และประวัติที่ผ่านมายังคงหลอกหลอนซ้ำเติมในช่วงเวลาเดียวกันกับการจับกุมตัวยากูซ่าญี่ปุ่น และจับกุมนักท่องเที่ยวจากแดนผู้ดี

ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการจับกุมยากูซ่า เว็บไซต์ The Sun สื่อแท็บลอยด์จอมแฉของอังกฤษรายงานข่าวภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาและพื้นที่อื่นในไทยที่เป็นเหมือน “สวรรค์”​ ของชาวต่างชาติโดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักรที่เป็นกลุ่มคนมีคดีติดตัวหรือคนที่ต้องการหลบหนีปัญหาในบ้านเกิดมาแสวงหาความสุขจากแหล่งขายบริการทางเพศและธุรกิจมืดอย่างยาเสพติด 
 
การกวาดล้างแก๊ง Hell’s Angel ของชาวต่างชาติไล่ไปถึงจับกุมชาวอังกฤษที่เข้ามาซื้อบริการทางเพศจากเด็กสะท้อนปัญหามุมมืดเรื่องยาเสพติก และการขายบริการ​ซึ่งสื่อต่างประเทศเจาะจงว่ามาจากช่องโหว่เรื่องความอ่อนแอของกระบวนการยุติธรรม และข้อได้เปรียบเรื่องค่าครองชีพต่ำ
 
แหล่งข่าวจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พยายามเข้มงวดกับการคัดกรองชาวต่างชาติมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือ การคัดกรองบุคคลที่ผิดปกติต้องมีข้อสังเกตก่อนที่จะกระทำผิด

ที่ผ่านมา เมื่อชาวต่างชาติไปขอวีซ่าจากสถานกงสุลไทยประจำประเทศที่พำนักอยู่ โดยที่ทางการประเทศนั้นยังไม่รู้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือเพิ่งกระทำผิดทำให้ยังไม่มีบันทึกข้อมูล สถานทูตก็อนุมัติ หรือเมื่อมาถึงที่ไทย ไทยยังไม่ได้รับข้อมูลแจ้งเรื่องการกระทำผิด ส่วนใหญ่จึงมารู้ข้อมูลทีหลัง และหลังจากนั้นผู้กระทำผิดก็หลบหนี ไม่ได้มาต่อเอกสาร 
 
ปัญหาเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่เกิดขึ้นมักเกิดในกรณีวีซ่าหมดอายุ จึงต้องเร่งรัดดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่เอกสารหมดอายุ หรือกลุ่มที่อยู่ในประเทศแล้วมีแนวโน้มไม่ใช่พฤติกรรมแบบนักท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบูรณาการกับหน่วยงานอื่นเพื่อผลักดันออกไป ที่ผ่านมา พยายามดำเนินการผลักดัน เพิ่มมาตรการเร่งรัด สืบสวนและจับกุมมากขึ้นเพื่อไม่ให้ไทยถูกมองเป็นแหล่งกบดานจากต่างประเทศ
 
นอกเหนือจากปัจจัยด้านการคัดกรองที่เข้มงวดและรวดเร็วแล้ว ประเด็นสำคัญของปรากฏการณ์นี้ยังเป็นเรื่องโครงสร้างระบบโดยรวมของไทยโดยเฉพาะระบบยุติธรรมตามที่สื่อต่างประเทศวิจารณ์
 
ตอนหนึ่งในรายงานอ้างอิงหัวข้อการพูดคุยในสื่อสังคมออนไลน์ที่กลุ่มนักท่องเที่ยวพูดถึงวิธีหลีกเลี่ยงใบสั่งจากเจ้าหน้าที่ด้วยการยื่นข้อแลกเปลี่ยน ยังไม่ต้องพูดถึงธุรกิจอื่นในมุมมืดที่ถูกฉายภาพในรายงานทั้งจากสื่อในประเทศและต่างประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา 
 
ด้วยระบบยุติธรรมที่ "อ่อนแอ" ประกอบกับสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม การย้ายถิ่นฐานของแรงงานหนุ่มสาวมาหาโอกาสสร้างเนื้อตัวในเมืองใหญ่ เมืองพัทยาจึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ดึงดูหนุ่มสาวมาสู่ธุรกิจบริการทางเพศเพื่อหลีกหนีความยากจน
 
ในความเป็นจริงแล้วถ้าไม่คำนึงถึงมูลค่าของภาพลักษณ์มากจนเกินไป เม็ดเงินที่ชาวต่างชาติเหล่านี้นำเข้ามาป้อนธุรกิจสีเทาซึ่งเป็นหม้อข้าวสำหรับคนชนชั้นแรงงานก็มีข้อดีของมัน เพียงแต่ระบบเหล่านี้เป็นโลกผิดกฎหมาย และไม่ถูกกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมสำหรับคนในประเทศที่แบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน แต่ไปกระจุกตัวอยู่กับระบบธุรกิจเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าคนได้ประโยชน์คือมือในเงามืดทั้งหลาย และพวกเขาก็แบ่งปันสัดส่วนให้แรงงานในระบบได้ใช้ชีวิตต่อไป ขณะที่พวกเขามั่งคั่งอยู่บนกองทองบนทรัพยากรของประเทศ 
 
สำหรับ ‘โรบินฮูด’ ทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจมืด ตราบใดที่พวกเขาไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการสร้างระบบยังชีพแบบถาวรขึ้น และทางการไทยยังมีระบบสืบสวนและผลักดันที่รัดกุมเพียงพอ ผลกระทบคงจำกัดวงแค่คนส่วนน้อยในท้องถิ่นที่ต้องสัมผัสกับชาวต่างชาติที่เรี่ยไรเงินจากคนที่ทำงานทั่วไปในท้องถิ่น หรือถ้าพวกเขายินดีมอบทรัพย์ส่วนตัวเพื่อสนับสนุนเพื่อนชาวโลกอย่างเต็มใจก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร 
 
สิ่งเดียวที่เสี่ยงคือชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสจากความหวังดีมาหลอกลวงใช้หาประโยชน์จากคนในท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว