Connect with us

Subscribe

Entertainment

มองประวัติศาสตร์ไทยผ่านภาพยนตร์

สำหรับบางคน ‘หนังไทย’ คงเป็นอะไรที่อยากจะเบือนหน้าหนี 

แต่หากมองข้ามหลายๆ เหตุผลไป ในอีกมุมหนึ่งหนังไม่ได้แค่เป็นสื่อบันเทิง แต่มันยังเป็นการ ‘บันทึก’ ประวัติศาสตร์ที่สำคัญเอาไว้ในม้วนฟิล์ม ซึ่งหนังไทยหลายเรื่องก็ได้ทำหน้าที่บอกเล่าผ่านฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์คของประวัติศาสตร์บ้านเราเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เหตุการณ์ ร.ศ. 112 จนมาถึงเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 

มาดูกันว่าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์สำคัญไทยถูกโยงเข้ากับหนังเรื่องไหนบ้าง 

2436 : วิกฤติการณ์ ร.ศ.112

เหตุการณ์ครั้งสำคัญในยุคอาณานิคม เป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องปรับตัวสู่ความศิวิไลซ์ ในปี พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112 สมัย ร.5 สยามถูกเรือฝรั่งเศสบุกเข้ามาที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดการปะทะกัน ฝรั่งเศสปิดกรุงเทพฯ นำไปสู่การที่สยามขอเจรจากับฝรั่งเศส เสียค่าปรับสินไหมจำนวนมาก และเสียผลประโยชน์อื่นๆ โดยเฉพาะการที่สยามยอมสละกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

ภาพยนตร์ที่พูดถึงเหตุการณ์นี้คือ ‘ทวิภพ’ ภาพยนตร์ปี พ.ศ. 2547 นวนิยายของทมยันตี ที่ สุรพงษ์ พินิจค้า กำกับการแสดง กับเรื่องราวของ‘แม่มณี’ หญิงไทยในโลกปัจจุบันที่ทะลุผ่านกระจกกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อร่วมแก้ไขวิกฤติการณ์ปากน้ำ ร.ศ. 112 ที่ทุกคนจำหนังเรื่องนี้ผ่านประโยคที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด ฉิบหายเเล้วบ้านเมืองกู”

2475 : ปฏิวัติสยาม 2475

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คือวันที่กลุ่ม ‘คณะราษฎร’ ซึ่งเป็นคณะนายทหารและพลเรือนได้ร่วมกันยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และมีรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาต่อมา

มีภาพยนตร์มากมายที่พูดถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ เช่น ภาพยนตร์ของ ‘หม่อมน้อย’ อย่าง ‘จันดารา ทวิภาค’ (พ.ศ.  2555-2556 มีอ้างอิงถึงทั้งเหตุการณ์ 2457 และสงครามโลกครั้งที่ 2) หรือ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ (พ.ศ. 2553) แต่ที่พูดถึงเหตุการณ์ 2475 โดยตรง ก็คงจะเป็นสารคดีเรื่อง ‘ประชาธิป’ไทย’ (พ.ศ. 2556) ของ เป็นเอก รัตนเรือง และ ภาสกร ประมูลวงศ์ ที่เล่าเรื่องการเมืองไทยร่วมสมัยผ่านเหตุการณ์สำคัญมากมาย เช่น สงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ตุลาฯ 16-19 ปัญญาชนเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ พฤษภาทมิฬ มาจนถึงเรื่องรัฐบาลทักษิณ และเหตุการณ์รัฐประหารปี พ.ศ. 2549

2484 : สงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงมหาสงครามเอเชียบูรพา เป็นปีที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าไทยหลังจากรุกจีน รุกเกาหลีและอีกหลายประเทศแล้ว ญี่ปุ่นเข้ามาประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ยกพลขึ้นบกทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทยจังหวัดปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และตำบลบางปู สมุทรปราการ มีการปะทะกันกับฝั่งไทย จนในที่สุดไทยจึงยอมเปิดให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทย และเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในที่สุด

หลายชาติในเอเชียอย่างเช่น จีน ล้วนแล้วแต่มีบาดแผลจากการกระทำของกองทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แทบทั้งสิ้น แต่ในบ้านเรา แม้ท้ายที่สุดพอจบสงครามนี้ ไทยจะกลับลำไปอยู่ฝั่งสัมพันธมิตรที่อยู่ตรงข้ามกับนาซีและญี่ปุ่น แต่ความทรงจำของไทยกับญี่ปุ่นจากเหตุการณ์นี้กลับดูดีมากๆ ผ่านการตีความจากนวนิยาย ‘คู่กรรม’ ของ ทมยันตี ที่คนไทยรักโกโบริกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ทั้งสิ้น 6 เวอร์ชัน และภาพยนตร์อีก 4 เวอร์ชัน ซึ่งภาพยนตร์ ‘คู่กรรม’ เวอร์ชันล่าสุผลิตขึ้นในปี พ.ศ. 2556 ได้ ณเดชน์ คูกิมิยะ มาเป็นพระเอก โดยเวอร์ชันนี้ตีความสัมพันธ์ของโกโบริและอังศุมาลินในอีกแบบ เพราะลดทอนประวัติศาสตร์สงครามในช่วงเวลานั้นลง จนเป็นงานที่ถูกวิจารณ์พอสมควรทีเดียว

2516 : เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ

นี่เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้งในบ้านเรา ที่ประชาชน นำโดยนักศึกษาลุกขึ้นมาขับไล่เผด็จการในช่วงเวลานั้น จากความไม่พอใจของประชาชนที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศนานถึง 15 ปี นักศึกษาและประชาชนมากกว่า 5 แสนคน ชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการจอมพล ถนอม กิตติขจร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคลื่อนมาสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า และมีการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่รัฐ

กล่าวโดยสรุป ผลจากเหตุการณ์นี้นำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งของจอมพลถนอม และมีการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ บรรยากาศประชาธิปไตยอบอวลช่วงสั้นๆ จนกระทั่ง 3 ปีต่อมา เกิดเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ’

‘October Sonata รักที่รอคอย’ เป็นภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่น่าสนใจอีกเรื่อง กับเรื่องราวความสัมพันธ์ของแสงจันทร์และรวี ที่เหตุการณ์งานศพของมิตร ชัยบัญชา ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ทำให้ทั้งคู่สัญญาว่าจะมาพบกันทุกปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นคาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ในปี พ.ศ. 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในปี พ.ศ. 2519 และเหตุการณ์ที่นักศึกษาเข้าป่ารวมกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งนอกจากหนังพยายามให้น้ำหนักกับความโรแมนติกแล้ว การพูดถึงชนชั้นของแสงจันทร์ ที่เป็นคนใช้แรงงาน กับรวี ซึ่งเป็นชาวนา ที่พยายามทำให้ชีวิตตนเองดีขึ้นด้วยการศึกษานั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจในหนังอย่างมาก

2519 : เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

นี่คือเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่รัฐและประชาชนบางกลุ่มล้อมปราบนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จากกรณีการใส่ร้ายนักศึกษาที่มาชุมนุมประท้วงการเดินทางกลับประเทศของจอมพล ถนอม กิตติขจร แต่เหตุการณ์กลับลุกลามจนนักศึกษาถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง นำไปสู่การใช้กำลังเข้าปราบ ภาพที่คนโดนแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง แล้วถูกเก้าอี้ฟาด กลายเป็นภาพสุดสะเทือนใจมาถึงทุกวันนี้

ไม่รู้เรื่องบังเอิญหรือภาพจำมันชวนให้คิดแบบนั้น ภาพยนตร์ที่ถูกอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หรือการมีเหตุการณ์นี้เป็นฉากหลังจะถูกแปรรูปออกมาเป็นภาพยนตร์ผีหรือภาพยนตร์สยองขวัญ อย่างเช่น โคลิค เด็กเห็นผี (พ.ศ. 2549) เชือดก่อนชิม (พ.ศ. 2552) โดยเฉพาะภาพยนตร์สั้นเรื่อง ลิฟท์แดง (พ.ศ. 2552) ในภาพยนตร์เรื่อง ‘มหา’ลัยสยองขวัญ’ ได้นำเรื่องเล่าสุดหลอนกับลิฟท์แดงที่ตึกศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่นักศึกษาถูกยิงตายในลิฟท์ตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กลับมาขยี้เล่าอีกครั้ง หรืออย่าง ‘ดาวคะนอง’ (พ.ศ. 2559) ที่ผู้กำกับ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ได้บอกว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ตนคงไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งหลายฉากในหนังชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่มาก

ช่วงนักศึกษาเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ หากจะนับวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยปะทะกับกองกำลังของรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ คงต้องย้อนกลับไปที่ ‘วันเสียงปืนแตก’ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ที่บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคแข็งแรงขึ้น นั่นคือเหตุการณ์ความรุนแรง ‘6 ตุลาฯ’ ทำให้นักศึกษาจำนวนมากเดินเข้าป่าจับอาวุธต่อต้านรัฐบาลอยู่หลายปี ซึ่งความตึงเครียดตรงนี้ผ่อนปรนลง เพราะคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ในปี พ.ศ. 2523 สมัยที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการผ่อนปรนและนิรโทษกรรมให้ผู้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ฯ จนมีคนจำนวนมากกลับจากป่าสู่เมือง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคเสื่อมอำนาจลงในที่สุด

หากจะมองภาพยนตร์ที่พูดถึงกลุ่มคนที่หนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ จับปืนสู้กับฝั่งรัฐเราที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่อง ‘ฟ้าใสใจชื่นบาน’ ที่นำเรื่องนักศึกษาหนีเข้าป่ามาตีความ จนกลายเป็นหนังตลก ซึ่งผิดกับท่าทีจริงจังที่เป็นอยู่จริง ส่วนเรื่อง ‘ยังบาว’ นั้น ภาพรวมของหนังเป็นประวัติของวงคาราบาวก็จริงอยู่ แต่บางส่วนบางตอนพยายามอ้างอิงราวกับว่า แอ๊ด คาราบาว นักร้องนำของวงเคยเข้าป่า (ซึ่งน้าแอ๊ดเคยให้สัมภาษณ์ว่า เคยเข้าป่าในฐานะคนไปส่งเสบียงเท่านั้น) และที่น่าสนใจก็คือ ภาพยนตร์รางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ที่ตัวละครของเรื่องเชื่อว่าตัวเองมีกรรมจากการฆ่าสมาชิกคอมมิวนิสต์ และตัวผู้กำกับเอง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มีแรงบันดาลใจทำหนังจากการศึกษาข้อมูลที่บ้านนาบัว นครพนม ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการปะทะกันระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐไทยในช่วงปี พ.ศ. 2508-2525

2535 : พฤษภาทมิฬ

ในยุคที่การสื่อสารเริ่มพัฒนาไปมาก นี่คือการชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งด้วยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ จนมีการเรียกม็อบนี้ว่า ‘ม็อบมือถือ’ กับการรวมตัวของประชาชนเพื่อขับไล่พลเอก สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ระหว่างวันที่ 17-24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 จนเกิดการปะทะกันขึ้นมา อันนำไปสู่การลาออกของพลเอก สุจินดา คราประยูร

‘สยิว’ ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้ว่าฉากหน้าจะพูดถึงเต่า ทอมบอย ที่ชอบเขียนเรื่องสั้นแนวใต้สะดือส่งไปให้นิตยสารโป๊ที่บูมมากในยุคนั้น แต่ในฉากหลังนั้นมีไทม์ไลน์ตรงกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬพอดี ซึ่งมีการรายงานข่าวเหตุการณ์นี้ผ่านสื่อดังที่ปรากฏในหนังเป็นระยะ เหมือนบ้านเมืองรอการคลี่คลาย ไม่ต่างจากชีวิตของเต่าที่รอการคลายปมว่าเธอจะเลือกชีวิตในแบบไหน

2538 : ยุคอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง

ในยุคที่บ้านเมืองเปิดกว้างมากขึ้นทางเศรษฐกิจ การเติบโตของ GDP และการลงทุนจากต่างชาติทำให้ไทยกำลังจะทะยานเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ส่วนในทางการเมือง หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้ว ไม่กี่ปีต่อมา เราก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี พ.ศ. 2541 ในทางสังคมก็เช่นกัน นอกจากค่ายเพลงป๊อปหลัก อย่าง อาร์เอส แกรมมี่ คีตาฯ แล้ว กระแสดนตรีทางเลือกหรืออัลเทอร์เนทีฟก็มาแรงในช่วงเวลานั้น ที่ศิลปินจากค่ายอิสระกำลังเฟื่องฟูสุดขีด อย่างเช่น โมเดิร์นด็อก แบล็คเฮด ป้าง นครินทร์ และพาราด็อกซ์ เป็นกลุ่มดนตรีที่ยังมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องแบบพาพระเอกย้อนเวลาแบบ Back to the Future กลับไปสู่วันวานอันหวานชื่นของยุคที่ฟังเทปคาสเซ็ท โทรศัพท์ผ่านตู้ ใช้เพจเจอร์ และที่สำคัญคือพวกเขาฟังเพลงอัลเทอร์เนทีฟกัน สำหรับคนที่เกิดในยุคนั้น ‘2538 อัลเทอร์มาจีบ’ ก็เหมือนพาย้อนอดีตกลับไปให้ฟินกับตอนนั้นกัน

2540 : วิกฤติต้มยำกุ้ง

วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในบ้านเรา คือวิกฤติการณ์การเงินเมื่อปี พ.ศ. 2540 หรือที่เรียกว่า ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ ซึ่งเริ่มต้นจากประเทศไทยแล้วลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงประเทศเกาหลีใต้ โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2534-2537 เศรษฐกิจไทยเติบโต จนเกิดภาวะ ‘เศรษฐกิจฟองสบู่’ นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนเงินออกและโจมตีค่าเงินบาท รัฐบาลไทยต้องกู้ยืมเงินจากไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund) มีการปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ส่งผลให้หลายบริษัทเป็นหนี้ต่างประเทศเพราะค่าเงินบาทลดลง ผลที่เกิดขึ้นคือ สถาบันการเงินถูกปิดตัวลง ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ล้มละลายไม่เป็นท่า ผู้คนในกรุงเทพฯ ตกงาน จนต้องกลับไปอยู่ชนบท ส่วนคนรวยก็กลายเป็น ‘คนเคยรวย’ เหล่านี้คือความทรงจำที่แสนช้ำร่วมกันของผู้คนร่วมสมัยที่ ‘ฝันค้าง’ จากความรู้สึกว่าวันหนึ่งประเทศเราจะยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ แต่พอตื่นขึ้นมาเห็นโลกความจริงในปี พ.ศ. 2540 กลับพบว่า ทุกสิ่งที่เคยฝัน หายวับไปกับตา

หนังทั้ง 3 เรื่องพูดถึง ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ ในมุมมองที่แตกต่างกัน ‘Mother’ เป็นหนังกึ่งเรื่องเล่าและกึ่งสารคดี สะท้อนภาพครอบครัว ในบ้านหลังหนึ่งที่ ‘แม่’ ตัดสินใจฆ่าตัวตายให้พ้นจากวิกฤติ (ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540) ส่วน ‘ภวังค์รัก’ เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความปวดร้าวในความสัมพันธ์อันไม่ต่างจากฉากหลังในเรื่อง ที่หลายชีวิตต้องปวดร้าวเพราะพิษเศรษฐกิจและ ‘เพื่อน…ที่ระลึก’ กับเรื่องของ ‘ผี’ ทั้งเชิงอุปมาและตามตัวอักษร ที่เหตุการณ์นี้ผ่านไป 20 ปีแล้ว ก็ยังกลับมาหลอกหลอนผู้คน ผ่านความสัมพันธ์ของเพื่อนรัก และตึกสาทรยูนิค อันเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าวนี้

2547 ถึงปัจจุบัน : เหตุการณ์ความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ความขัดแย้งในปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.  2491 แต่เริ่มปะทุรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ในรัฐบาลทักษิณ ที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับคนในพื้นที่ เริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคมในปีนั้น แล้วมีเหตุการณ์ใหญ่ที่รัฐใช้ความรุนแรงในกรณีตากใบและกรือเซะ การหายตัวไปของ สมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และอีกหลายต่อหลายเหตุการณ์ ซึ่งไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ครั้ง ปัญหานี้ก็ยังไม่เคยหายไป

ภาพยนตร์ทั้ง 4 เรื่องมีมุมมองต่อเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แตกต่างกันไป ‘โอเคเบตง’ ให้ความสำคัญกับความต่างทางศาสนาระหว่างไทยพุทธและมุสลิมที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้ ส่วน ‘ละติจูดที่ 6’ ที่ได้งบจาก กอ.รมน. พยายามชี้ชวนเชิงโฆษณาว่า แม้ว่าเราจะพบเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ขอให้เรามีความเชื่อ เราจะผ่านเรื่องร้ายๆ นั้นได้เสมอ

ส่วน ‘พลเมืองจูหลิง’ เป็นสารคดีที่มุ่งวิพากษ์นโยบายที่ผิดพลาดในสมัยรัฐบาลทักษิณ และพูดถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ร้ายที่เกิดกับครูจูหลิง ปงกันมูล ครูชาวเชียงรายที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตในขณะที่เป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ จังหวัดนราธิวาส ส่วน ‘มหาสมุทรและสุสาน’ แม้ว่าจะมีฉากทหารที่จังหวัดชายแดนใต้ออกมาสั้นๆ และมีเสียงวิทยุพูดถึงเหตุการณ์ที่ราชประสงค์แทรกเข้ามาไม่มาก แต่นั่นก็พอที่จะอธิบายเหตุผลได้ว่า ทำไมคนเราอยากจะเดินทางไปหาสังคมที่ดีกว่าเช่นเดียวกันกับตัวละครในเรื่อง

2549 และ 2557 : เหตุการณ์รัฐประหาร

ในรอบ 8 ปี เกิดเหตุการณ์รัฐประหารที่ประเทศไทยขึ้น 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557

Snap…แค่ได้คิดถึง [ พ.ศ. 2558 ] ตัวละครในเรื่องเกี่ยวพันกับเหตุการณ์รัฐประหาร 2 ครั้งซ้อน ตรงที่ว่านางเอกของเรื่องมีพ่อเป็นนายทหาร และต้องย้ายตามพ่อเข้ากรุงเทพฯ

ในช่วงของการรัฐประหารครั้งแรก ทำให้ต้องจากเพื่อนที่ต่างจังหวัด แล้วพวกเขาก็กลับมาพบกันอีกครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยที่กำลังจะเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557

2551 – 2556 : ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา เกิดกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ผ่านเหตุการณ์ สภากลาโหมของไทยมีมติประท้วงกัมพูชาในกรณีเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ลำพัง ความขัดแย้งขยายตัวจนนำไปสู่เกิดเหตุปะทะและการปิดเขาพระวิหารที่ขึ้นทางฝั่งไทย กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทเขาพระวิหาร พ.ศ. 2505 บทสรุปในเดือน พ.ย. 2556 ศาลโลก ได้พิพากษาให้กัมพูชาเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้ ศาลสูงสุดของสหประชาชาติแห่งนี้ ยังได้สั่งให้รัฐบาลไทยถอนกำลังรักษาความมั่นคงของตนออกมาจากพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย  

ภาพยนตร์สารคดีชั้นดีที่กำกับโดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล อย่าง ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ พาคนดูออกไปสำรวจความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์จริงได้ชัดกว่าการฟังข่าวจาก ‘สื่อ’ ส่วนกลาง นั่นคือ กรุงเทพฯ

2553 : เหตุการณ์ความรุนแรงที่ราชประสงค์

เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ที่ฝั่งรัฐบาลขณะนั้น ได้เข้าสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาฯ และจัดการเลือกตั้งใหม่

‘สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย’ คือภาพยนตร์ที่มีการทดลองเล่าเรื่องแบบใช้ ‘เรื่องจริง’ ผสมกับ ‘เรื่องแต่ง’ และมีบางส่วนอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่ราชประสงค์เมื่อปี พ.ศ. 2553 ส่วน ‘ตั้งวง’ หนึ่งในภาพยนตร์ชั้นดีของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ตั้งคำถามกับความเป็น ‘ไทย’ ผ่านสังคมและระบบการศึกษาได้อย่างแหลมคม และแทรกเหตุการณ์ความรุนแรงที่ราชประสงค์เป็นหนึ่งใน ‘ปม’ สำคัญของภาพยนตร์

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup