x

แทบเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ช่องโหว่ในระบบการบริหารจัดการของรัฐไทยลักษณะนี้ออกมาหลังจากเกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหรือวิถีชีวิต สำหรับกรณีล่าสุดคือช่องโหว่ด้านการควบคุมดูแลกิจการร้านสักเมื่อสังคมตื่นตัวจากกระแสข่าวหญิงสาวที่สักลายกับร้านข้างทางกลางเมืองหลวงไทยเสียชีวิตหลังจากใช้บริการ จนทำให้คนใกล้ชิดตั้งข้อสันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตว่ามีแนวโน้มติดเชื้อเอชไอวีจากการสัก 
 
หญิงสาวที่ใช้บริการร้านสักลาย ย่านคลองหลอด เสียชีวิตลงหลังจากสักลาย แม้ใบรับรองการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในจังหวัดเลยระบุสาเหตุการเสียชีวิต 3 ประการ โดยหนึ่งในนั้นระบุว่า ติดเชื้อเอชไอวี มา 1 ปีก่อนหน้าวันที่ใช้บริการสักที่ร้านในกรุงเทพฯ แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขท้องถิ่นในกทม.ยังลงพื้นที่ตรวจสอบร้านสักที่ตกเป็นข่าว ความเชื่อมโยงของร้านสักกับสาเหตุการเสียชีวิตอาจยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าภาพที่เห็นทำให้คนทั่วไปต้องตั้งคำถามกับกิจการลักษณะนี้บ้าง
 
ภาพร้านสักที่หญิงสาวผู้เสียชีวิตไปใช้บริการน่าจะทำให้ประชาชนที่สนใจการสักหรือคนทั่วไปตั้งคำถามกับสุขลักษณะของผู้ประกอบการรายนี้ ยิ่งเมื่อหน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลว่า ร้านสักลายในกรุงเทพฯที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2558 มีเพียง 50 ร้านเท่านั้น น่าจะยิ่งทำให้คนทั่วไปที่สนใจการสักลายตั้งคำถามไปอีกขั้นว่า ร้านสักที่เห็นให้บริการกระจายทั่วเมืองได้รับใบอนุญาตแล้วหรือไม่ อย่างไร และบางร้านที่คนใช้บริการกันมีสักกี่ร้านที่อยู่ใน 50 ร้านที่ได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้ว 
 
ปัญหาของการควบคุมดูแลกิจการร้านสักลายหรือเจาะร่างกายเป็นประเด็นที่คนในแวดวงกฎหมายและหน่วยงานด้านสาธารณสุขเคยวิพากษ์วิจารณ์กันมาหลายปีแล้ว 
 
หน่วยงานที่เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลกิจการสักคือกระทรวงสาธารณสุขซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 31- 33 ในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2538 (มีประกาศในปี 2558 อีกครั้ง) กำหนดให้กิจการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเป็นหนึ่งในกิจการบริการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และทำให้ผู้ประกอบการกิจการบริการลักษณะนี้ (ในลักษณะการค้า แต่ข้อกำหนดบางพื้นที่ระบุรายละเอียดครอบคลุมทั้งการค้าและไม่เป็นการค้า เช่น เทศบาลนครเชียงใหม่) ต้องขอใบอนุญาตเพื่อดำเนินกิจการดังกล่าวในท้องถิ่นที่กำหนดให้กิจการสักเป็นกิจการควบคุมภายในท้องถิ่น (ซึ่งตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐระบุว่า ในกทม.มีร้านสักลายที่ได้รับอนุญาตแค่ 50 ร้าน ที่ผ่านมายังเคยพบปัญหาบางท้องถิ่นประกาศให้เป็นกิจการที่ต้องถูกกำกับดูแล บางท้องถิ่นยังไม่ประกาศ) 
 
แม้กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดูแล (ในฐานะผู้ออกประกาศ) แต่อำนาจในการ “ควบคุม-ตรวจสอบ” ให้เป็นไปตามข้อกำหนดแต่ละท้องถิ่นเป็นของพนักงานท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ โดยแต่ละเขตต้องเข้าไปควบคุมดูแล ขณะที่หลักเกณฑ์ในการควบคุมก็ให้ใช้ตาม "คำแนะนำ" จากคณะกรรมการสาธารณสุขที่ออก “คำแนะนำ” ฉบับที่ 2/2543  ว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์มาตรฐานการควบคุมกิจการสักผิวหนัง การเจาะหู หรือเจาะอวัยวะอื่น 
 
นั่นหมายความว่า “คำแนะนำ” ของคณะกรรมการสาธารณสุขไม่ได้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย สถานะของคำแนะนำถือเป็นเพียงข้อมูลให้หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นที่มีกิจการสักผิวหนัง เจาะอวัยวะในพื้นที่ ออกข้อกำหนดของท้องถิ่นให้ผู้ประกอบการในลักษณะนี้ต้องมายื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่นว่าจะประกาศข้อกำหนดหรือไม่
 
กิจการสักลายในท้องถิ่นที่มีข้อกำหนดควบคุมต้องมายื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่ผ่านมาก็เคยเกิดความลักลั่นสำหรับบางพื้นที่ที่ไม่ได้ออกข้อกำหนดท้องถิ่นควบคุมดูแลกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 
 
บทความชื่อ “ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจสักเจาะร่างกาย” จากหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต กลุ่มวิชากฎหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดทำโดยนางสาวเบญจวรรณ เอกเผ่าพันธุ์ ระบุปัญหาด้านการกำกับดูแล  ตรวจสอบ และควบคุมกิจการสักลายเอาไว้หลายแง่มุมตั้งแต่ปี 2558 ส่วนหนึ่งระบุถึงบุคลากรในท้องถิ่นผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายโดยตรงไม่มีความชำนาญด้านสาธารณสุขเพียงพอ 
 
ขณะที่อำนาจในการตรวจสอบพื้นที่ก็ตกเป็นของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในแต่ละเขตเป็นผู้ดูแล เมื่อบางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร หรือบางพื้นที่ไม่มีบุคลากรที่ดูแลด้านนี้เลยด้วยซ้ำก็กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กิจการสักลายแพร่กระจายในพื้นที่ได้ แม้ว่าโทษของกิจการสักลายที่ไม่มีใบอนุญาตมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นบาท และจำคุกไม่เกิน 6 เดือนก็ตาม แต่เมื่อไม่มีการตรวจสอบกวดขันอย่างทั่วถึง ปัญหาสักเถื่อนก็ตามมา และเมื่อเกิดเคสใหญ่ที่กระทบถึงความมั่นใจของผู้บริโภค ช่องโหว่เหล่านี้ถึงถูกหยิบยกมาพูดถึง 
 
ผลกระทบสุดท้ายตกมาอยู่ที่ผู้ใช้บริการซึ่งนอกจากจะต้องสังเกตพื้นที่และลักษณะการประกอบกิจการแล้ว ยังต้องมาขอดูใบอนุญาตประกอบกิจการจากร้านเพื่อความแน่ใจด้วย 
 
ประเด็นสำคัญอีกอย่างที่น่าพิจารณาคือ ช่องโหว่เรื่องการควบคุมผู้ประกอบกิจการสักลายหรือเจาะร่างกาย ไปจนถึงมาตรฐานของวัสดุเครื่องมือที่ใช้ ซึ่งยังไม่มีกฎหมายที่ระบุอย่างชัดเจนแบบเป็นรูปธรรม การพิจารณามอบใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นไปตามแต่ละท้องถิ่นกำหนดแบบกว้างๆ มีสุขอนามัยที่ดี ขณะที่เครื่องมือหรือหมึกสักซึ่งอาจมีผลกระทบต่อร่างกายมีกำหนดแค่เป็นหลักการกว้างๆ ไว้ ทั้งที่สารเหล่านี้อาจทำให้ระคายเคืองหรืออักเสบในผิวหนังของผู้สักได้ 
 
ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการกิจการกลุ่มสักลาย แต่บางครั้งผู้ประกอบกิจการ หรือแม้แต่ผู้สนใจสักลายบางรายอาจยังไม่รับรู้ข้อมูลว่ากิจการกลุ่มสักลายและเจาะร่างกายยังต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย
 
ถ้าเป็นแบบนี้โดยไม่มีการปรับปรุงข้อกฎหมายให้รัดกุมขึ้น คนที่เจอร้านสักที่มีสุขอนามัยดีก็ถือว่ารอดตัว แต่ถ้าโชคร้ายอาจใช้บริการร้านสักที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบดูแลจากหน่วยงานในท้องถิ่นจนอาจกระทบกระเทือนต่อสุขภาพได้