Connect with us

Subscribe

Life

Stumbling Stones หินแห่งความทรงจำ: ทำไมคนรุ่นหลังต้องจำจด ‘โฮโลคอสต์’

เรื่อง : วิรดา แซ่ลิ่ม 

‘ซาโลมอน โคเฮน’ เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ 

ชื่อของเขาถูกสลักไว้บนหินทองเหลืองขนาดสิบตารางเซนติเมตรหน้าบ้านเลขที่ 11A บนถนนลังเกอฮอฟสตราท เมืองซุทเฟน ประเทศเนเธอร์แลนด์ สิ้นเดือนมีนาคม ฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1943 สามเดือนก่อนจะถึงวันเกิด ซาโลมอนถูกสังหารในวัย 36 ปี 

หินก้อนนี้เป็นสมุดบันทึกเล่มเดียวที่คนแปลกหน้าอย่างเราจะมีโอกาสได้ร่วมจดจำซาโลมอน โคเฮน และชาวยิวยุโรปคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ‘โฮโลคอสต์’ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

“คนเราถูกลืมก็ต่อเมื่อผู้คนลืมชื่อของพวกเขา”

ขณะเดินทางท่องเที่ยวในยุโรป หากสะดุดเข้ากับหินทองเหลืองบนทางเท้า บ้านหลังที่อยู่ตรงหน้าเราคือที่อยู่สุดท้ายของชาวยิว ก่อนที่เขา หรือเธอ หรือทั้งครอบครัวจะถูกส่งตัวไปเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายในค่ายกักกัน นี่คือโครงการที่มีชื่อว่า ‘Stumbling Stones’ เริ่มต้นโดย ‘กุนเทอร์ เด็มนิก’ ศิลปินชาวเยอรมัน สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงตกเป็นเหยื่อในระบอบนาซีตั้งแต่ปีค.ศ. 1933-1945 ซึ่งมีทั้งชาวยิว ชาวซินติและโรมา นักโทษการเมือง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนไร้บ้าน ไปจนถึงโสเภณี  

โครงการนี้ดำเนินมาได้ด้วยความร่วมมือจากคนทั่วยุโรปที่เป็นญาติหรือรู้จักผู้เสียชีวิต หากศึกษาข้อมูลของผู้เสียชีวิตดีพอแล้วสามารถติดต่อโครงการให้มาวางหินได้ โดยมีค่าใช้จ่าย 120 ยูโรต่อหินทองเหลืองหนึ่งก้อนที่รวมการฝังก้อนหินไว้หน้าบ้านด้วย 

นับจากปี ค.ศ. 1992 ที่หินก้อนแรกถูกฝังในเมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ทุกวันนี้หินทองเหลืองกว่า 70,000 ก้อน ทำหน้าที่เป็นอนุสาวรีย์แห่งความทรงจำในเกือบ 2,000 เมืองทั่วยุโรป บนหินสลักชื่อ นามสกุล ปีเกิด สถานที่เสียชีวิต และชะตากรรมของเหยื่อที่มีทั้งถูกกักขัง ฆ่าตัวตาย ถูกเนรเทศ และที่พบมากที่สุดคือการถูกสังหาร ณ ค่ายกักกัน แม้จะมีบางคนไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้เพราะหินถูกคนเดินผ่านเหยียบไปมา แต่แนวคิดของกุนเทอร์ คือ จะอ่านรายละเอียดที่สลักอยู่บนหินได้ อย่างน้อยเราต้องก้มลงมอง เสมือนเราโค้งคำนับแสดงความเคารพต่อผู้เสียชีวิต กฎสำคัญของเขาคือหินหนึ่งก้อนสลักได้เพียงชื่อเดียวเท่านั้น และเขาเชื่อว่าคนเราถูกลืมก็ต่อเมื่อผู้คนลืมชื่อของพวกเขา ทุกครั้งที่มีการฝังหินแต่ละก้อน ญาติและคนรู้จักจะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงสมาชิกในครอบครัวที่จากไป

“คนในประเทศเนเธอร์แลนด์ยังคงต้องรู้สึกละอายใจต่อไปที่เราช่วยชาวยิวไม่มากพอ”

‘อันโย โลเดอไวกส์’ ชาวดัตช์ผู้ดูแลโครงการ Stumbling Stones ในเมืองซุทเฟนเล่าให้ฟังว่า แรงจูงใจที่ทำให้เขาทำงานในโครงการนี้ก็เพราะเขาอยากจำจดว่า ในเมืองเล็กๆ ที่สงบอย่างซุทเฟน มีผู้อาศัยจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้ออกจากบ้านกลางดึก มีเวลาเพียงสิบนาทีเพื่อเก็บข้าวของ และถูกส่งตัวขึ้นบนรถไฟ ตลอดสามวันของการเดินทาง พวกเขาไม่ได้ดื่มน้ำ ไม่ได้ทานอาหาร ไม่มีห้องน้ำให้เข้า และสุดท้ายต้องถูกสังหาร ณ ค่ายกักกัน ผู้คนเหล่านั้นคือ เพื่อนบ้านชาวยิว 

คำบอกเล่าของอันโยทำให้การเดินเที่ยวในเมืองซุทเฟนมีความหมายมากขึ้น จากบ้านของซาโลมอน โคเฮน ผ่านใจกลางเมืองมาไม่ไกล เราก็เดินมาถึงโบสถ์ชาวยิวบนถนนดีเซอร์สตราท นอกจากโบสถ์หลังนี้ หากไม่ทำการบ้านหาข้อมูลมาก่อนคงแทบไม่รู้เลยว่า ซุทเฟนเคยเป็นเมืองที่มีชุมชนชาวยิวอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยยุคกลาง ส่วนใหญ่เดินทางมาตั้งรกรากจากประเทศเยอรมนี ทำอาชีพพ่อค้าและขายเนื้อสัตว์ เหตุการณ์โฮโลคอสต์นำมาซึ่งจุดจบของชุมชนชาวยิวที่นี่

“สิ่งที่โหดร้ายคือ ชาวยิวบางคนย้อนกลับไปหาความทรงจำในอดีตบ่อยขึ้นเมื่อแก่ตัว แผลที่ถูกปิดไว้เปิดออกอีกครั้ง” 

อันโยเล่าว่าชาวยิวหลายคนที่เขาคุยด้วยต่างร้องไห้เมื่อพูดถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวทุกคนในเมืองซุทเฟนล้วนสูญเสียสมาชิกอันเป็นที่รัก 

“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายแบบนั้นเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราได้ยังไง บทเรียนหนึ่งที่ผมได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนเราสามารถทำได้ทุกอย่าง ยิ่งคนคนนั้นมีความรู้มากเท่าไหร่ เขายิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จในการเป็นปีศาจร้ายได้มากเท่านั้น… ชาวเมืองซุทเฟนและคนในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะคนรุ่นพ่อแม่ของเรา ยังคงต้องรู้สึกละอายใจต่อไปที่เราช่วยชาวยิวไม่มากพอ”

“ฉันยังคงรู้สึกอับอายทุกครั้งเมื่อพูดประวัติศาสตร์ของเยอรมนี”

Stumbling Stones เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนว่า การจดจำโฮโลคอสต์กลายส่วนประกอบสำคัญในวัฒนธรรมเยอรมันนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง แม้จะไม่เคยได้ยินชื่อโครงการมาก่อน แต่ ลิซ่า เลชเนอร์ คนรุ่นใหม่ชาวเยอรมันต้องจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่เด็ก ประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่บอกเธอว่า เยอรมนีเคยทำสิ่งโหดร้ายในช่วงสงครามโลก โรงเรียนพาเธอไปทัศนศึกษาที่ค่ายกักกัน และห้องเรียนในวันนั้นยังทำให้เธอรู้สึกละอายใจมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี แต่ลิซ่าคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ที่จะช่วยทำให้คนรุ่นใหม่ชาวเยอรมันกล้าที่จะพูดคุยและถกเถียงกันเรื่องโฮโลคอสต์มากขึ้น  

“ฉันยังคงรู้สึกละอายใจทุกครั้งเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ของเยอรมนี เหตุการณ์โฮโลคอสต์ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นก่อนที่ฉันเกิดหลายปี วิชาประวัติศาสตร์บอกเราว่ามันคือความผิดของประเทศเยอรมนีที่เราควรจะต้องรู้สึกรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

แม้ชาวเยอรมันบางคนคิดว่าประเทศของตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอในการจดจำความผิดพลาดในอดีต แต่ความรู้สึกอับอายที่คนรุ่นใหม่ยังคงแบกเอาไว้บอกเราว่าพวกเขาไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

“คนรุ่นใหม่อย่างเราตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และคิดว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนตัวฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะเกิดขึ้นอีกได้ยังไง แต่ใครจะไปคิดว่าจะเกิดเบร็กซิท ใครจะไปคิดว่าทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดี และพรรคฝ่ายขวาของเยอรมนีจะได้ที่นั่งในสภาฯ มากขึ้น มันน่ากลัวที่เรามองเห็นสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เกิดขึ้น”  

Written By

เทศกาล Sinterklaas ในเนเธอร์แลนด์ ประเพณีที่ถูกวิพากษ์ในสังคมร่วมสมัย

Life

40 แล้วทำไมต้องง่ายด้วย?

Life

ชีวิตที่ช้าบ้างก็ดี

Life

อักษะกาแฟ

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup