เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการดูหนังสตรีมมิ่ง จะกลายเป็นเทรนด์ในอนาคตที่ดีไม่ดีอาจจะเข้ามา disrupt การดูหนังแบบเดิม ๆ ในโรงภาพยนตร์ในเร็ว ๆ นี้เพราะคุณภาพของจอทีวีก็ดีขึ้นมากเรื่อย ๆ จนอาจจะเปลี่ยนนิยามสุนทรียะในการดูหนังใหม่ที่ไม่ได้ romanticize ว่า หนังมันถูกออกแบบให้ดูที่โรง การไปดูหนังที่โรงจึงคือความสุดยอดทั้งภาพและเสีย (และพอกันกับการบอกว่า การอ่านหนังสือ การอ่านสื่อกระดาษ คือความโรแมนติกอย่างหนึ่ง ทั้งที่ขึ้นรถไฟฟ้าทุกคนพร้อมที่จะเลื่อนหน้าจออ่านคอนเทนต์บนออนไลน์)
 
จึงไม่น่าแปลกใจที่สำนวนอย่าง Sit back and enjoy หรือ Netflix and chill โดยเฉพาะอย่างหลังกลายเป็นสแลงยอดฮิตที่ถูกพูดกัน เพราะการนั่งโซฟาที่บ้าน เปิดดูรายการสตรีมมิ่งไปเรื่อยแบบที่เราเลือกชมเองได้ เป็นความบ้านเทิงที่สะดวกที่สุด โดยเฉพาะสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
 
ยิ่ง Netflix เอง ต้องยอมรับว่า ทิศทางของการลงทุนทำภาพยนตร์และซีรีส์เองของเว็บสตรีมมิ่งค่ายนี้ ยิ่งทำให้เราได้เห็นงานดี ๆ ในซีรีส์นี้ออกมาเพียบ และโปรโมชันการเข้าถึง Netflix ราคา 400 กว่าบาทต่อเดือนแล้วชมได้พร้อมกัน 4 จอ ยิ่งทำให้นี่คือความบันเทิงราคาถูกที่เข้าถึงง่าย และอย่าโกหกว่า คุณไม่ได้แชร์แอคเคานต์ Netflix ดูร่วมกันกับเพื่อนแล้วเสียเพียงเดือนละร้อย (เพราะผมก็ทำ!)
 
อันนั้นเป้นเรื่องของราคา แล้วเรื่องคุณภาพล่ะ ต้องยอมรับว่าซีรีส์ของ Netflix หลายต่อหลายเรื่องอยู่ในระดับเยี่ยม แต่ในที่นี้ หากจะยกมาว่า หนึ่งในซีรีส์แห่งปีของ Netflix เรื่องหนึ่งที่ต้องหยิบมาพูดถึงอย่างแน่นอนนั่นคือ Stranger Things ซึ่งตอนนี้ถูกปล่อยออกมา 2 ซีซันแล้ว
 
หน้าหนังของซีรีส์ มันถูกหลอกให้เราเข้าใจว่าเป็นหนังเด็ก เรื่องราวที่เริ่มต้นจากซีซัน 1 ฉากหลังเป็นเมืองเล็ก ๆ ชนบทห่างไกลสีสันอย่าง ฮอว์กินส์ ที่เปิดตัวด้วยตัวละครเด็กสี่คนี่เป็นเพื่อนสนิทกัน ได้แก่ ไมค์ ดัสติน ลูคัส และวิลล์ แล้ววิลล์เกิดหายตัวไป ทุกคนจึงต้องตามตัวเขาให้เจอ
 
 
การเริ่มต้นตรงนี้นำไปสู่ประเด็นที่น่าสนใจใหญ่ สามารถนำไปคิดต่อตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น เรื่องสงครามเย็น (ช่วงเวลาของซีรีส์ทั้งสองซีซัน ปรากฏอยู่ในระหว่างปี 1983-1984 ซึ่งช่วงนั้นเป็นอีกช่วงเวลาที่ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและอเมริกาที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน) ไปจนถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในระดับเบสิคง่าย อย่างเรื่องคลื่นวิทยุ ไปจนถึงเรื่องราวซับซ้อนอย่างเรื่องโลกอื่นในอีกมิติหนึ่ง
 
คือมันเป็นซีรีส์ที่ชวนให้นึกถึงส่วนผสมของหนังบล็อกบัสเตอร์ในยุค 80 ทั้งเรื่องสไตล์และเนื้อหาอย่างเช่นเรื่อง Back to the Future(1985) E.T. the Extra-Terrestrial(1982) และหนังอย่าง Stand by Me(1986) เป็นหนังที่มีตัวละครที่เป็นแกนกลางคือเด็ก เล่าเรื่องมิตรภาพ การผจญภัย สิ่งมีชีวิตนอกโลก และการก้าวผ่านพ้นวัยของตัวละคร หรือการ Coming of Age แต่ทำได้อย่างมีชั้นเชิงและไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าซีรีส์นี้ out ไปจากยุคสมัยทั้งที่เนื้อหาหลัก ๆ ทั้งดนตรี ภายนตร์และคอมิคที่ถูกอ้างอิงในซีรีส์ล้วนแล้วมาจากยุค 80 หรือเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วทั้งนั้น
 
แต่ทความเฉียบคมของคนเขียนบทก็คือ การแบ่งตัวละครออกเป็นคน 3 วัย 3 กลุ่ม แล้วใช้ “ไบเบิ้ล” หรือประเด็นที่จับใจผู้ชมของคนในแต่ละวัยเข้ามาดึงฐานผู้ชมในวงกว้าง
 
กลุ่มแรกคือ กลุ่มตัวละครเด็ก อย่างแก๊งของ ไมค์ วิลล์ ดัสติน ลูคัส และแอลที่มาสมทบภายหลัง สิ่งที่นำพาแก๊งนี้ดูมีเสน่ห์ คือการพูดถึงเรื่องพื้นฐานที่กลุ่มเพื่อนเด็กมีกัน นั่นคือเรื่องมิตรภาพ และการผจญภัย ซึ่งทำออกมาดู Lively และมีเคมีของนักแสดงเด็กกลุ่มนี้เยี่ยมมาก ๆ เราได้เห็นความเป็นผู้นำของไมค์ เห็นไหวพริบของดัสติน เห็นความเป็นนักสู้ของลูคัส และเห็นพลังมหัศจรรย์จากแอล
 
ส่วนกลุ่มละครวัยรุ่น ยูนิตย่อยอย่าง แนนซี โจนาธาน และสตีฟ เคมีของตัวละคร 3 ตัวนี้คือการพูดถึงชีวิตของวัยรุ่น ในเรื่องความรัก(ปมรักสามเส้าทำออกมาน่าสนใจดี) ช่องว่างระหว่างวัยกับผู้ใหญ่ ประเด็น Bullying และเรื่องของปาร์ตี้ ซึ่งซีรีส์นี้ในธีมวัยรุ่นทำได้ออกแทรกค่อนข้างพอดี ไม่มากไม่น้อยจนหลุดพล็อตหลังของเรื่อง แล้วคงต้องลุ้นต่อไปในซีซันหน้าว่าที่สุดแล้วแนนซีจะเลือกสตีฟ หรือโจนาธาน
 
ส่วนกุ่มตัวละครฝั่งผู้ใหญ่ ตัวละครหลักอย่าง ตำรวจประจำท้องที่อย่างฮ็อปเปอร์ และจอยซ์(แม่ของวิลล์) นี่ชัดเจนมาก นั่นคือการพูดถึงเรื่องของผู้ใหญ่ อย่างเรื่องการปกป้องครอบครัว เมือง และอาจจะหมายถึงการปกป้องโลก จะ “อะไรก็ไม่รู้” ที่เข้ามาคุกคามสังคมแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
 
การดำเนินเรื่องในช่วงต้นของซีรีส์ทั้งซีซัน 1 และ 2 ในช่วงต้น ๆ ดูเหมือนคนทั้งสามวัยต่างมีภารกิจเป็นของตัวเอง จนเมื่อจิ๊กซอว์ต่อเข้ามาให้เห็นภาพปริศนาที่เกิดขึ้นชัดเจนยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้วทุกเรื่องจนถูกคนรวมกันในช่วงท้ายจนได้รสชาติที่กลมกล่อม
 
นี่คือความแยบยลของบทที่ซ่อนอยู่ใน Stranger Things ที่ต้องบอกว่าหลายคนที่ดูติดกันงอมแงม และรอซีซัน 3 กันอย่างจดจ่อ