x

“แดเนียล เดย์ ลูอิส จะเลิกทำงานในฐานะนักแสดงแล้ว” เลสลี ดาร์ต โฆษกส่วนตัวของเดย์ ลูอิส ได้ถ่ายทอดคำแถลงอำลาวงการจอเงินของเขาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2017
 
นักแสดงผู้เคี่ยวกร่ำในวงการภาพยนตร์มาอย่างยาวนาน นักแสดงชายคนแรกผู้เป็นเจ้าของออสการ์ถึง 3 รางวัลผู้เป็นเจ้าพ่อของการแสดงแบบ Method ที่เป็นกระแสของแนวทางการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ๆ อย่าง จาเร็ด เลโต้
 
ตลอดชีวิตของเขา เดย์ ลูอิส โลดแล่นอยู่บนหน้าจอมาแล้วหลากหลายบทบาท ตั้งแต่มาเฟียไปจนถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ประกาศเลิกทาส นับเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดตลอดการดำรงอยู่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ถ้อยแถลงการอำลาของเขาจึงสะท้านสะเทือนไปทั้งวงการ
 
 
แดเนียล เดย์ ลูอิส เกิดที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของนักกวีและนักแสดงชาวอังกฤษ เขาเติบโตและเรียนโรงเรียนชั้นประถมศึกษาในกรีนิช ต่อมาพ่อแม่ของเขาได้ส่งเขาไปที่ Sevenoaks School ณ โรงเรียนแห่งนี้เขาได้เริ่มต้นรู้จักและตกหลุมรักกับวิชาการแสดงจากการเรียนในโรงเรียน
 
หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมเขาได้เข้าเรียนต่อในโรงเรียนสอนการแสดง Bristol Old Vic และต่อมาในช่วงต้นของทศวรรษ 1980 เขาก็ได้เริ่มต้นชีวิตการแสดงจากการรับงานแสดงทางโทรทัศน์อย่าง Frost in May และHow Many Miles to Babylon? และบทตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่อง Gandhi เดเนียลทำงานในวงการบันเทิงเรื่อยมาจนในปี 1985 ความสามารถของเขาก็เริ่มเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนจากภาพยนตร์สองเรื่องที่ออกฉายในช่วงเวลาเดียวกันคือ  My Beautiful Laundrette ที่เขารับบทเป็นเกย์หนุ่ม ที่มีคู่รักเป็นผู้อพยพชาวตะวันออกกลาง และอีกเรื่องหนึ่ง

คือ A Room with a View  ที่เขารับบทเป็นซีซิล ชายหนุ่มมาดผู้ดีจากสังคมชั้นสูง ภาพยนตร์สองเรื่องที่ตัวละครของเขามีคาแร็กเตอร์ต่างกันราวฟ้ากับเหว ทว่าเขากลับแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนเป็นที่พูดถึงของนักวิจารณ์ในเวลานั้น
 
หลังจากเพชรได้ประกายแสง นักแสดงหนุ่มได้รับโอกาสในการแสดงนำครั้งแรก จากบทภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ The Unbearable Lightness of Being ของมิลาน คุนเดอรา โดยเดย์ ลูอิส ได้พยายามเข้าถึงบทบาทอย่างลึกซึ้งโดยเขาได้เรียนภาษาเชคซึ่งเป็นภาษาของตัวละครในเรื่องตลอดระยะเวลาของการถ่ายทำ รวมไปถึงคงคาแร็กเตอร์ไว้ตลอดทั้งตอนทำงานและเวลาปกติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการเข้าถึงตัวละครในแนวทางการแสดงแบบ Method ในช่วงเวลานี้ เดย์ ลูอิส และนักแสดงดาวรุ่งชาวอังกฤษอย่าง แกรี่ โอลด์แมน, โคลิน เฟิร์ธ, ทิม ร็อธ และบรูซ เพน ถึงกับได้รับการขนานนามว่า ‘Brit Pack’
 
เดย์ ลูอิส ยังคงใช้วิธีการแสดงแบบ Method กับภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเขาในปี 1989 ‘My Left Foot’ กับบทของคริสตี้ บราวน์ ศิลปินผู้เป็นนักเขียนและจิตรกร ที่เป็นอัมพาตตั้งแต่กำเนิดโดยร่างกายส่วนเดียวที่เขาขยับได้คือเท้าซ้ายเท่านั้น เดย์ ลูอิส เริ่มต้นการทำงานจากการไปทำความรู้จักกับผู้พิการหลากหลายแบบ และเขาปฏิเสธการออกจากคาแร็กเตอร์อีกครั้งโดยระหว่างการถ่ายทำเขาต้องนั่งรถเข็นวิลแชร์ตลอดเวลาประหนึ่งว่าไม่สามารถเดินได้ เพื่อที่จะเข้าถึงชีวิตที่สามารถใช้งานได้เพียงเท้าซ้ายของตัวละคร ด้วยความทุ่มเทและความเข้มข้นในการทำงานแสดงของเขากับภาพยนตร์เรื่องนี้ เดย์ ลูอิสได้รับรางวัลออสการ์ชิ้นแรกในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และรางวัล BAFTA ซึ่งเป็นสองรางวัลใหญ่จากฝั่งสหรัฐฯ และฝั่งอังกฤษ
 
 
ในปี 1996 ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ The Crucible ที่ดัดแปลงมาจากบทละครเวทีของอาเธอร์ มิลเลอร์ เขาได้พบกับ รีเบ็คกา มิลเลอร์ ลูกสาวของผู้ประพันธ์ ที่ภายหลังทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน ภาพยนตร์เรื่องต่อมาคือเรื่อง The Boxer ในบทอดีตนักมวย เรื่องนี้เขาก็ยังคงใช้วิธีการเข้าถึงบทบาทอย่างเข้มข้น เขาเตรียมตัวก่อนการเปิดกล้องโดยไปเรียนมวยกับอดีตแชมป์โลกมวยสากลอย่าง แบร์รี่ แมคกุยแกนหลังจากนั้นเขาก็หยุดพักการแสดงไปเป็นช่างทำรองเท้า ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่เขาหลงใหลถึง 5 ปี
หลังจากผ่านเวลาไปครึ่งทศวรรษ การกลับมาของเขาเรียกเสียงฮือฮาจากวงการภาพยนตร์ไม่น้อย กับการแสดงในบท ‘บิล เดอะ บุชเชอร์’ หัวหน้าแก๊งวายร้ายใน Gangs of New York (2002) ที่ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิมเขาไปเรียนวิธีปามีดจากนักแสดงในคณะละครสัตว์ รวมถึงไปฝึกงานเป็นนักชำแหละเนื้อให้เหมือนกับอาชีพของตัวละคร และเป็นอีกครั้งที่ เดย์ ลูอิสเลือกที่จะใช้สำเนียงนิวยอร์กตลอดระยะเวลาการถ่ายทำทั้งในและนอกเซตเพื่อให้คุ้นชินกับการเป็น ‘นิวยอร์กเกอร์’ ตามบทบาท ความทุ่มเทในครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรางวัล BAFTA ในฐานะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่สอง และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่สาม
 
ถ้าหากนักแสดงทุกคนจะมีภาพยนตร์เรื่องที่สามารถสร้าง ‘ภาพจำ’ ให้แก่ผู้ชมผ่านการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุด There will be Blood(2007) คงเป็นเรื่องนั้นสำหรับ เดย์ ลูอิส การแสดงที่ตีบทแดเนียลเพลนวิล เจ้าของกิจการขุดเจาะน้ำมันผู้ฉุนเฉียวได้อย่างไร้ที่ติ ทำให้ในปีนั้นเขาได้รับรางวัลจากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากออสการ์ (เป็นครั้งที่ 2), BAFTA, รางวัลลูกโลกทองคำและได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์มากมาย ขณะเดียวกันตัวภาพยนตร์เองก็ได้รับรางวัลในหลายสาขาเช่นกัน
 
ในปี 2012 เขาได้กลายมาเป็นนักแสดงชายคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมถึง 3 ครั้ง กับบทบาทของอับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในภาพยนตร์เรื่อง Lincoln ด้วยบทพูดที่คมกริบและการแสดงที่น่าจดจำทำให้เขาเหมาะสมแล้วที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ก่อนที่หลังจากนั้นเขาก็ประกาศหยุดพักงานแสดงอีกครั้ง
 
 
แดเนียล เดย์ ลูอิส ขึ้นชื่อว่าเป็นนักแสดงที่ ‘เลือก’ บทมากที่สุดคนหนึ่งเนื่องจากภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เขาแสดง เขาจะทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ ใส่ชีวิตเข้าไปในการทำงานอย่างเต็มที่ ในปี 2017 เขากลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน อีกครั้งใน ‘Phantom Thread’ ภาพยนตร์เกี่ยวกับโลกของแฟชั่นในลอนดอนปี 1950 ซึ่งภายหลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้น เขาก็ได้ประกาศว่าเขาจะเกษียณตัวเองจากการแสดง ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะเป็นผลงานการแสดงชิ้นสุดท้ายของเขา
เขาเคยกล่าวว่าชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงนั้นกินเวลาและชีวิตของเขาไปมากมาย ภรรยาของเขาต้องพบกับสามีที่ปรับเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองตามตัวละครอยู่ตลอดเวลา และในชีวิตของเขายังมีความสนใจในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ปัจจัยเหล่านี้คงเป็นบางอย่างที่ทำให้เขา ‘พัก’
 
แสงสว่างบนฟ้า บางครั้งก็เป็นพลุที่พุ่งกระจายฉายเพียงชั่วขณะ บ้างก็เป็นดาวตกที่ลับตาเพียงกะพริบ จนกว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ แสงสว่างที่เราเห็นนั้นอาจเป็นสิ่งอื่นๆ ได้มากมาย แดเนียล เดย์ ลูอิส ผ่านทั้งกาลเวลาและสายตาของผู้ชมทั่วโลก บัดนี้แสงของเขายังไม่จางลงไปแม้แต่น้อย และน่าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าแสงสว่างนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกเนิ่นนาน 
 
ALL ABOUT HIM
เมื่อปี 2014 แดเนียล เดย์ ลูอิส ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวิน (Sir) จากเจ้าชายวิลเลียมเขาได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็น 100 บุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก เมื่อปี 2013
 
เดย์ ลูอิส เริ่มมีความสนใจในศิลปะการแสดงครั้งแรกจากการเลียนแบบสำเนียงและท่าทางของเพื่อนบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนรังแกเขาเป็นแฟนตัวยงของสโมสรฟุตบอลมิลล์วอลล์