Connect with us

Subscribe

Life

ชีวิตที่ช้าบ้างก็ดี

เรื่อง : เอกศาสตร์ สรรพช่าง

การโหนชีวิตอยู่บนความรีบเร่ง แม้ดูเป็นทางออกที่ทำให้เราทำงานได้ทันเวลา แต่มันเข้าท่าจริงไหม มันทำให้เราทำอะไรได้มากขึ้น ตักตวงโอกาสได้มากขึ้นจริงหรือ 

หากมันไม่ใช่ อะไรคือจุดหักมุมของเรื่องนี้? 

ความเนิบช้าอย่างนั้นหรือที่จะทำให้ชีวิตเราสบาย

ในศตวรรษที่ 21 เชื่อว่าความเนิบช้า (Slowness) จะกลายเป็นหัวข้อหลักของการใช้ชีวิตของคนเรา ชีวิตคนเราสับสนเกินไปและทำงานหนักเกินไปแล้ว การคิดให้ช้าและทำในแบบค่อยเป็นค่อยไปจะเป็นหนทางที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืน

แต่ในการประณีตกับชีวิตมากขึ้นดูเหมือนมีกระบวนทัศน์หลายอย่างในสังคมที่เป็นตัวขัดขวางการเดินช้าของเราอยู่

อย่างแรกก็คือแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ ความคิดของนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกอย่าง อดัม สมิธ (Adam Smith, 1723-1790) หรือจะนีโอคลาสสิกอย่าง จอห์น เมย์นาร์ด คีนส์ (John Maynard Keynes, 1883-1946) ที่เห็นว่าคนเราร่ำรวยได้จากการผลิตมากๆ ยังครอบงำความคิดกระแสหลักอยู่

อย่างที่สองในกระบวนความคิดเชิงชีววิทยาก็มีผลไม่น้อย หนังสือ The Origin of the Species ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, 1809-1882) ที่ว่าด้วยกฎการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ก็ตอกย้ำคุณค่าเรื่อง ‘ความเร็ว’ ไว้ไม่น้อย ผู้อยู่รอดคือผู้ที่วิ่งเร็วกว่า แข็งแรงกว่า ผสมพันธุ์ได้มากกว่าเท่านั้น ความคิดนี้เป็นพื้นฐานของการให้ค่าการแข่งขันทุกประเภท (เร็วกว่า แข็งแรงกว่า คือผู้ชนะ) การเดินย้อนศรกับทฤษฎีของดาร์วินและเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะความรีบเร่งส่งผลกับเรามากกว่าที่คิด 

ทุกคนต่างมองชีวิตของเราไปในทางเดียวกัน คือ เชื่อกันว่าระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้อยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรโลกที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด (Indefinite Resources) เป็นความคิดแบบทุนนิยมเสรี ที่เชื่อว่าโกยมากได้มาก หามากก็ได้มาก (หาแบบไหนก็อีกเรื่อง) ตัวใหญ่ก็กินได้มากกว่า เร็วกว่าก็ชนะไป การผลิตอยู่บนพื้นฐานของการเอาชนะธรรมชาติ ให้ทะลุขีดจำกัด มองความร่ำรวยเป็นความสำเร็จ ฯลฯ 

ความคิดนี้ครอบงำความเชื่อของการดำเนินชีวิตของเราไปหมดทุกอย่าง ไอ้เรื่องซวยก็คือเราดันมารู้ทีหลัง หลังจากที่เลือกระบบเศรษฐกิจแบบนี้ไปแล้วว่า ทรัพยากรที่คิดว่าไม่มีวันหมดกำลังจะหมดลงในเร็ววัน และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเติบโตของตัวเลข GDP ไม่ใช่ทางออกที่เก๋ไก๋ จริงๆ แล้วมีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือการหันไปหาแนวความคิดแบบ Sufficiency Economy ที่เชื่อว่าทรัพยากรของโลกเรามีอย่างจำกัดและต้องระวังในการใช้ ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าคิดว่าเงินนั้นสามารถช่วยให้ทุกสิ่งดีขึ้นได้ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นแนวความคิดแบบ Green Economy เพิ่มมากขึ้น 

มีนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ เมทัส และ เดนิส เมโดว์ส เขียนเป็นหนังสือชื่อ Limits to Growth : The 30-Year Update ซึ่งพวกเขาทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ กับสภาวการณ์โลก เช่น จำนวนประชากร จำนวนแพทย์ ผลผลิตทางอุตสาหกรรม รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น จำนวนแพทย์ งบประมาณด้านสาธารณสุข โดยพวกเขาจะเปลี่ยนค่าตัวแปรของเขาทุกๆ สัปดาห์ เพื่อให้การประเมินของเขามีความทันสมัยอยู่เสมอ การทดลองนี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 ทำต่อเนื่องกันมากว่า 30 ปี (เพิ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2004 นี้เอง) ผลการทดลองของเขาเป็นที่น่าสนใจอย่างมากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ เพราะมีแนวโน้มที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เขาทำนายว่าหากโลกเรายังไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการผลิตแบบเดิม (แบบรีบๆ ผลิต รีบๆ กิน รีบๆ รวยนี่ละ) ในปี 2030 เป็นต้นไปโลกจะมีคนตายมากกว่าคนเกิด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่และต่อมาในปี ค.ศ. 2060 คนที่อยู่จะมีชีวิตที่ยากลำบากขึ้น เพราะผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยังของคนรุ่นก่อนหน้านี้ ฟังดูไม่สวยงามกับการมีลูกสักเท่าไหร่

แนวทางการใช้ชีวิตที่ผูกติดกับระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการผลิตแบบนี้ อาจทำให้เราต้องมานั่งคิดและรีบเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ทางที่ยั่งยืนกว่า เพราะดูเหมือนการถอยหลังของเศรษฐกิจตอนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการอยากรีบรวย (เรียกง่ายๆ ว่าตะกละ) ของพวกเรานี่เอง แนวความคิดแบบ Sufficiency Economy จึงเริ่มมีการพูดถึงมากขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ใช้แล้วหมดไป ฉะนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวัง

พื้นฐานความคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบนี้ เป็นแนวทางเดียวกับความคิดแบบ Slow Life และ Slow Life ไม่ได้มีแต่ในโลกตะวันออก จริงๆ แล้วมันสอดคล้องกับความคิดของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ซึ่งท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธไว้นานมากแล้วว่า ในหลักของศาสนาพุทธถือทางสายกลางเป็นหลัก ไม่ทำอะไรเร็วไปหรือช้าไป เพราะเชื่อว่าการทำอะไรมากเกินไปนั้นจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งตัวเองและผู้อื่น

แต่ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเชื่อว่าการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็วที่สุดคือสิ่งที่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด (แค่ระวังไม่ให้ ‘ฟองสบู่’ แตกก็พอ) ซึ่งท่านเจ้าคุณประยุทธ์มองว่า การบริโภคแบบนั้นเป็นการบริโภคเพื่อสนองความต้องการของตัวเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่หนทางที่นำมาสู่ความสุขในชีวิต

“การบริโภคที่แท้จริงต้องดูด้วยว่ามันก่อประโยชน์อย่างไรบ้างกับตัวเองกับคนรอบข้างและสังคม”

นั่นก็คือต้องคิดก่อนซื้อ ลองดูสิว่ามันมีความจำเป็นกับเรามากน้อยแค่ไหน

การต่อต้านชีวิตกระแสหลักที่เราคุ้นเคยอยู่นี้ อาจดูเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครทำได้ ตรงกันข้ามมันกลับเป็นเรื่องหนึ่งที่คนในสังคมตะวันตกหลายๆ คนมองเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะคนเหล่านั้นเป็นคนรวยเสียด้วย

หนังสืออีกเล่มที่น่าสนใจของ โธมัส สแตนลีย์ และ วิลเลียม แดนโก ชื่อ The Millionaire Next Door เขาทำการสัมภาษณ์เศรษฐีในสหรัฐฯ ที่มีเงินเกิน 1 ล้านดอลลาร์กว่า 500 คน ปรากฏว่าร้อยละ 95 ของเศรษฐีอเมริกันใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และชีวิตของพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก นับจากการเป็นคนธรรมดามาสู่คนมั่งคั่ง (ผู้เขียนทั้งสองพบว่า คนส่วนมากที่เป็นเศรษฐีไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวเป็นคนรวยอยู่แล้ว) เศรษฐีเหล่านี้มองว่าวิถีชีวิตของเขาที่เป็นอยู่นี่เองเป็นทางที่ทำให้เขารวย ฉะนั้นการทำอะไรเพื่อหน้าตา เช่น ใช้ของราคาแพง กินอาหารในร้านหรู เป็นการสร้างภาระให้กับชีวิต คนเหล่านี้ใช้เงินไปกับการลงทุนมากกว่า… วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกของเคสนี้

นอกเหนือจากการเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกแล้ว เขายังเป็นบุคคลที่ดำรงชีวิตแบบสมถะที่สุด ทุกวันนี้เขาอาศัยในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อหลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน ยังขับรถเองและเขาเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือว่าคนธรรมดา ต้องการสิ่งจำเป็นพื้นฐานไม่กี่อย่างในชีวิตเหมือนๆ กัน

การบริจาคเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาทเพื่อองค์กรการกุศล ดูเท่กว่าตั้งมหาวิทยาลัยหรือซื้อทีมฟุตบอลเป็นไหนๆ แถมยังทิ้งท้ายเมื่อมีคนถามถึงมรดกที่เขาเหลือให้ลูกหลานว่า “ผมเหลือเงินมากพอให้พวกเขาทำอะไร แต่มันจะไม่มากไปจนพวกเขาไม่ต้องทำอะไร” 

สาระของการเดินช้าอาจเป็นแค่กุศโลบายเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คนเรานึกถึงด้านอื่นในชีวิตบ้าง นอกเหนือจากเงินทอง การงานและความรีบเร่ง เวลาที่เดินช้าลงอาจช่วยเติมรายละเอียดของชีวิตให้มากขึ้น ลองหัดทำอะไรเองมากขึ้น  พึ่งพาคนอื่นน้อยลง เคี้ยวข้าวให้นานขึ้นอีกหน่อย

นอกจากจะผอมแล้ว อาจได้เจออะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจกว่าชีวิตทุกวันนี้ก็เป็นได้

Written By

อาวุธ (ง่ายๆ) ที่ผู้ชายควรมี
ในปี 2020

Vision

ติสต์แตกได้ ถ้าติสต์เป็น

Life

Stumbling Stones หินแห่งความทรงจำ: ทำไมคนรุ่นหลังต้องจำจด ‘โฮโลคอสต์’

Life

40 แล้วทำไมต้องง่ายด้วย?

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup