Connect with us

Subscribe

Life

Sharing Economy หรือ ขวากหนามธุรกิจอสังหาฯ?

หลายคนคงไปเที่ยวต่างประเทศและใช้บริการจองห้องพักผ่าน ‘Airbnb’ อยู่บ่อยๆ  

ก็แหม่.. เมื่อเทียบกับจองผ่านโรงแรมแล้ว Airbnb ถูกกว่าตั้งเยอะ บางที่ถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่งเลยด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกใจเลยที่ Airbnb จะกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดงบสำหรับที่พัก หรือต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างออกไป

จากรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) พบว่า กลุ่มที่เข้ามาใช้บริการหาห้องพักจาก airbnb ทั่วโลก ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก อายุประมาณ 35 ปี โดยปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นิยมเข้าพักใน airbnb นั้น เพราะพวกเขามักจะเดินทางด้วยตนเอง ต้องการเข้าถึงการใช้ชีวิตแบบคนในพื้นที่

และที่สำคัญ ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่พัก เพราะมักจะต้องเข้าพักเป็นระยะเวลานาน

ขณะที่ในเมืองไทย กลุ่มลูกค้าของ airbnb ส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเมื่อปี 2561 มีนักท่องเที่ยวเข้าพักกับ Airbnb รวม 1.8 ล้านคน และมีบ้านพักที่ขึ้นทะเบียนกับ Airbnb รวม 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งด้านรายได้ของ Host ที่เปิดบ้านพักกับแพลตฟอร์มทำรายได้เฉลี่ย 78,000 บาทต่อคนต่อปีเลยทีเดียว 

แต่ Airbnb ไอเดียธุรกิจที่แปลงบ้าน-คอนโดฯ ให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ด้วยการปล่อยให้ผู้สนใจมาเข้าพักก็ยังดูเหมือนไม่ได้รับการยอมรับในทางกฎหมายในหลายประเทศเช่นกัน รวมทั้งประเทศไทยเอง ที่มีกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ เพราะโมเดลธุรกิจดังกล่าวจริงๆ แล้วเป็นคู่แข่งกับบรรดาโรงแรม-รีสอร์ทโดยตรง 

ในขณะที่ผู้อาศัยอยู่ในโครงการที่มีการนำบ้านหรือคอนโดฯ ออกมาปล่อยเช่าเป็นที่พักรายวันนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ เพราะเหมือนเป็นการปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ร่วมกัน แชร์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นลูกบ้านของโครงการนั้นๆ และหลายๆ คนรู้สึกกังวลกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย และในเชิงของกฎหมายแล้ว ปัจจุบันไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อรองรับธุรกิจเช่าห้องพักประเภทดังกล่าว 

ส่วนกฎหมายที่กำลังบังคับใช้ เช่น พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงธุรกิจ Airbnb เนื่องจากกฎกระทรวงที่ออกตามความในกฎหมายดังกล่าวฉบับ พ.ศ.2551 กำหนดยกเว้นให้ผู้ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราวนั้นไม่ต้องมีใบอนุญาตดำเนินกิจการโรงแรม หากอสังหาริมทรัพย์นั้นมีทั้งหมด 4 ห้อง หรือน้อยกว่า

ซึ่งหมายความว่าหากผู้ให้เช่ามีห้องเช่าจำนวน 4 ห้องหรือน้อยกว่าแล้วจะไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ให้เช่าผ่าน Airbnb มักมีห้องพักให้เช่าจำนวนเพียง 1-2 ห้องเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ธุรกิจ Airbnb จึงถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย นอกจากนี้ธุรกิจ Airbnb ยังขัดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติห้ามการใช้อาคารผิดประเภท เช่น การนำอาคารเพื่อการอยู่อาศัยไปทำธุรกิจ เป็นต้น

นับตั้งแต่ Airbnb ก่อตั้งขึ้นในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน พบว่าธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และขยายไปในหลายประเทศทั่วโลก แน่นอนว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแบบจังๆ ก็คือ ธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่มที่เจาะลูกค้าระดับกลาง-ล่าง เนื่องจากมีราคาห้องพักใกล้เคียงกัน และก็ไม่น่าแปลกใจที่ Airbnb มักจะถูกร้องเรียนว่าเป็น จอมขโมยส่วนแบ่งการตลาด จากผู้ประกอบการโรงแรมอย่างไม่ยุติธรรม เพราะพวกเขามองว่าเจ้าของห้องพัก Airbnb ไม่ต้องมานั่งกังวลกับกฎหมายที่เคร่งครัดอย่างที่เจ้าของโรงแรมต้องเจอ ไม่ต้องเสียภาษี และไม่จำเป็นต้องเสียค่าปรับ 

หากเป็นในฝั่งผู้ประกอบการอสังหาฯ เซกเมนต์ที่ได้รับผลกระทบก็คือตลาดเช่า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างนครนิวยอร์กและซานฟรานซิสโก เนื่องจากยอดการปล่อยเช่าระยะยาวลดลง ในขณะที่การให้เช่าแบบระยะสั้นอย่าง Airbnb กลับสวนกระแสโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ฝั่ง Airbnb เองก็ออกมาโต้กลับว่า ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากนโยบายพัฒนาที่ดินมีข้อจำกัดมากมาย

มากกว่าประเด็นของดีมานด์ซัพพลายในตลาดบ้านเช่าเสียอีก

ปัจจุบัน ธุรกิจดังกล่าวยังถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการปราบปรามในจังหวัดภูเก็ต หรือในอำเภอหัวหิน แต่ Airbnb ก็ยังปรับเกมเพื่อความอยู่รอด

ในเรื่องของความปลอดภัย ทาง Airbnb ได้เคร่งครัดในการขึ้นทะเบียนห้องพักมากขึ้น ดังที่ทำในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เช่น ในนิวยอร์กและซานฟรานซิสโก กำหนดให้เจ้าของห้องหรือบ้าน สามารถลงทะเบียนปล่อยเช่าได้เพียงคนละ 1 ห้องเท่านั้น

หรือในญี่ปุ่นเองก็เพิ่งมีการบัญญัติกฎหมายรองรับธุรกิจ Airbnb อย่าง ‘The Minpaku home sharing law’ ขึ้นมาเมื่อปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ Host เปิดที่พักให้เช่าได้ 180 วันต่อปี และผู้เข้าพักต้องเช่าห้องพักครั้งละอย่างน้อย 7 วัน รวมถึง Host จะต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อการตรวจสอบมาตรฐานที่พักด้วย 

นอกจากนี้ในย่านชิบูย่าก็มีการจำกัดให้เช่าที่พักได้เฉพาะช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียน เนื่องจากกฎหมายคำนึงถึงความปลอดภัยของคนในชุมชนเป็นสำคัญ ส่วนในเมืองเกียวโต มีการกำหนดช่วงเวลาให้เช่าที่พักได้เฉพาะระหว่างวันที่ 15 ม.ค. ถึงวันที่ 15 มี.ค. ของทุกปี เนื่องจากไม่ต้องการให้ Airbnb แข่งขันกับธุรกิจโรงแรมในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ในกรณีที่ผู้ให้เช่าไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในกฎหมาย กฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำคือการปิดให้บริการที่พักดังกล่าวเป็นการชั่วคราว และกำหนดโทษสูงสุดคือการปรับไม่เกิน 1,000,000 เยน หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน  

ส่วนในฝรั่งเศส มักจะไม่อนุญาตให้มีการเช่าแบบ Airbnb ในเขตเมืองที่มีผู้คนหนาแน่นเพราะมีความกังวลในเรื่องจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีไม่เพียงพอ เจ้าของบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยหลักของตนเป็นระยะเวลาเกินกว่า 120 วันต่อปีเว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าอนุญาตให้ผู้เช่าช่วงปล่อยเช่าผ่าน Airbnb รายได้ต่อเดือนที่ผู้เช่าช่วงได้รับจะต้องไม่สูงกว่าค่าเช่ารายเดือนที่จ่ายให้กับผู้ให้เช่า

ในอิตาลี เจ้าของบ้านสามารถเลือกจ่ายภาษีแบบคงที่ในอัตรา 21% สำหรับรายได้ที่มาจากค่าเช่าระยะสั้น แทนที่จ่ายเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติซึ่งมีอัตรา 23% – 43% และเป็นหน้าที่ของ Airbnb ที่จะโอนค่าภาษี 21% นั้นซึ่งคำนวนจากค่าเช่าโดยรวมไปยังสำนักงานสรรพากรอิตาลีและโอนส่วนที่เหลือไปให้กับผู้ให้เช่า

ส่วนในไทยก็อย่างที่อธิบายไปข้างต้นเรายังไม่มีกฎหมายที่มาสนับสนุนในกรณีนี้ ถ้าจะทำได้ก็ต้องเป็นเจ้าของพื้นที่ หรือบ้าน หรือตึกแถวทั้งหลัง ซึ่งไม่ได้มีการแชร์กับเจ้าของร่วมรายอื่นๆ แบบคอนโดมิเนียม แบบนั้นทำได้แบบไม่ผิดกฏหมาย 

สำหรับแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy คือคำที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะจากฝั่งรัฐบาลเอง หรือภาคเอกชน ซึ่งรูปแบบธุรกิจอย่าง Airbnb ก็ถือเป็นตัวอย่างของแนวคิดดังกล่าวที่เห็นได้ในเมืองไทย แต่กลายเป็นว่า ธุรกิจกลับได้รับแรงต้านจากกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้เล่นเดิมในประเทศ ในขณะที่ฝั่งผู้บริโภคกลับมองว่านี่คือทางเลือกที่พวกเขาอยากลอง

ด้วยแนวคิดที่สวนทาง และยังไม่ได้รับการรับรอง จะด้วยการเข้ามาและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้สังคมไทยตั้งรับไม่ทัน หรือยังไม่พร้อมกับการเดินหน้าแนวคิดดังกล่าวหรือเปล่า 

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนยังคงสับสน แต่ที่แน่ๆ หากในที่สุดแล้ว ธุรกิจดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย คนที่ได้ประโยชน์ก็น่าจะเป็นผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นเอง 

Written By

(เลิก) ต้อนรับนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร

Life

“We Live Here” เสียงจากผู้อาศัยใน ‘ย่านโคมแดง’ อัมสเตอร์ดัม ถึงนักท่องเที่ยว

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup