x

เรื่อง : พราน บางขุนเทียน

ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบครบสูตรทั้ง "หน่วยจู่โจม" และ "ผู้บังคับบัญชาระดับสูง" บุกเข้าควบคุมตัวเสก โลโซ ร็อคเกอร์ห้าวแห่งยุคถึงบ้านพักระหว่างรอยต่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สะท้อนเรื่องราวหลายด้านในสังคมไทยที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมโลก โดยเฉพาะคติจากวิถีชาวร็อคตั้งแต่ยุค 60 ที่ว่า "Sex, Drugs and Rock & Roll" ซึ่งดูเหมือนว่า "เสก โลโซ" จะเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่ยังอยู่กับวิถีของคติแบบชาวร็อคยุคดั้งเดิมซึ่งเป็นส่วนที่มาจากสภาพแวดล้อมในสังคมที่ศิลปิน "ร็อคสตาร์" ยุคก่อนเหล่านั้นโลดแล่นอยู่
 
วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา เสก โลโซ ถูกตำรวจควบคุมตัวจากพฤติกรรมไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ค ยิงปืนขึ้นฟ้าหลังเล่นคอนเสิร์ตภายในวัดเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยนักร้องดังอ้างว่ายิงสดุดีสมเด็จพระเจ้าตากสิน 
 
กรณีล่าสุดซึ่งมาได้บทสรุปที่การถูกควบคุมตัวถึงบ้านในวันส่งท้ายปีเก่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เสก โลโซ ตกเป็นข่าวจากวีรกรรมนอกบรรทัดฐานทางสังคม หลายปีที่ผ่านมา ข่าวของเสก โลโซ ปรากฏในสื่อหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องความสัมพันธ์กับภรรยา (เป็นเหตุการณ์ที่นำมาสู่ข่าวศิลปินดังเสพยาในเวลาต่อมา) เส้นทางการบำบัดอาการติดสารเสพติด และปีนี้ยังมีข่าวเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงสาวที่คบหากันอีกจำนวนหนึ่ง ล่าสุด คือพฤติกรรมยิงปืนขึ้นฟ้าซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย และวีรกรรมครั้งนี้ก็เป็นหนุ่มร็อคเกอร์ไลฟ์ผ่านเพจทางเฟซบุ๊คของตัวเองที่มีฐานแฟนติดตามกว่า 5 ล้านคนเองด้วย
 
ในที่นี้จะไม่ได้วิเคราะห์ถึงรูปแบบมาตรฐานการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่กับระดับความรุนแรงของคดีสำหรับกรณีผู้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่พูดถึงเฉพาะพฤติกรรมโดยรวม ถ้าลองสรุปเหตุการณ์วีรกรรมที่ผ่านมาจนถึงวันนี้(ค่อนข้างเชิงลบในสายตาคนทั่วไปในสังคม) ส่วนใหญ่ล้วนเชื่อมโยงกับคติ "Sex, Drugs and Rock & Roll" หรือเซ็กซ์ ยาเสพติด และ "ดนตรีเฮ้วสุดเหวี่ยง" (แน่นอนว่าอดีตก็คืออดีต ไม่ได้หยิบมาใช้ตัดสินรวบยอดในเวลานี้ แต่เป็นการฉายข้อมูลในภาพรวมให้เข้าใจบริบทโดยรวม)
 
"Sex, Drugs and Rock & Roll" เป็นวลีที่ตามมาติดๆหลังวัฒนธรรมดนตรีร็อคเริ่มตั้งไข่เมื่อปลายยุค 50s ถึงต้นยุค 60s การผสมผสานระหว่างดนตรีบลูส์, แจ๊ส และอาร์แอนด์บี กลายเป็นดนตรีที่สนุกสนานเร้าใจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ตึงเครียดกับภาวะทางสังคมและการเมือง สไตล์ดนตรีที่ให้ความรู้สึกคึกครื้นมากกว่าโทนดนตรีเต้นรำที่เคยมีนำมาสู่เนื้อหาในเพลงที่เริ่มพูดถึงหญิงสาว แฟชั่น คตินิยมแบบวัยรุ่นสมัยใหม่ที่พาตัวเองออกนอกกรอบจารีตแบบเดิมคือประตูที่เปิดรับฐานแฟนรุ่นเบบี้บูมเมอร์มากมาย
 
วัฒนธรรมความบันเทิงไม่ได้เป็นแค่การบริโภคแค่รับความสนุกสนานเท่านั้นแต่เริ่มแทรกซึมเข้าไปในวิถีชีวิตของคนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มแฟนเพลงสาวที่ตามไปกรี๊ดศิลปินที่ชื่นชอบแบบสุดหัวใจขั้นติดตามจนถึงพลีกายให้ หรือที่เรียกว่า "กรูปี" (Groupie) สู่กลุ่ม "แบนด์เอด" (Band Aid) หรือแฟนเพลงที่ชื่นชอบ "ผลงาน" ของศิลปินมากกว่าตัว "ศิลปิน" 
 
วัฒนธรรมที่ฉีกกรอบดั้งเดิมมักถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เจ๋งสำหรับคนรุ่นใหม่ ศิลปินที่เข้าไปแสดงตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลับเล็กๆจนถึงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ หลายครั้งพวกเขาได้รับเครื่องดื่มฟรี หรือถ้าไม่ฟรี เมื่ออยู่ในสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะดื่มกันแบบเทน้ำเทท่า ท่ามกลางบรรยากาศแฟนเพลงห้อมล้อม และความต้องการความคิดสร้างสรรค์ (เป็นข้ออ้างที่ศิลปินใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมการเสพยา แต่ก็ไม่ทุกคนในยุคนั้นที่ใช้ยาเพื่อสร้างงานหรือเพื่อความบันเทิงจนเสพติด) เหล่านี้คือเหตุ (โดยคร่าว) ตั้งแต่ปลายยุค 60 ซึ่งนำไปสู่วลีอมตะของวงการร็อคว่า "Sex, Drugs and Rock & Roll" 
 
ศิลปินยุค 60 หลายคนมีพฤติกรรมดื่มอย่างหนัก ร่วมรักกับแฟนเพลง ความสำเร็จที่ได้มาถูกนำมาลงกับสารเสพติด บางครั้งพวกเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ (ย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่ทุกคน) รายชื่อศิลปินชื่อดังแห่งยุคจำนวนมากผ่านช่วงเวลากับแอลกอฮอล์และสารเสพติดมานักต่อนัก หลายคนรอดชีวิตมาได้ แต่ศิลปินดาวโรจน์อนาคตไกลต้องจบชีวิตด้วยการเสพยาก็มียาวเหยียด จิมมี่ เฮนดริกซ์ (หนึ่งในฮีโร่ของเสก โลโซ), จิม มอร์ริสัน, เอลวิส เพรสลีย์ และอีกมากมาย 
 
โนล กัลลาเกอร์ มือกีตาร์และนักแต่งเพลง อดีตสมาชิกวง Oasis (วงที่เสก โลโซ ได้รับอิทธิพลอย่างมากในช่วงหลัง) ให้สัมภาษณ์ระหว่างโปรเจ็กต์เบื้องหลังการทำงานเพลงชื่อ Behind The Music เมื่อปี 2000 เขาเล่าว่า เขาเคยใช้สารเสพติด และดื่มแอลกอฮอล์ทั้งวัน
 
"ผมได้รับสิทธิ์เทพแบบนั้นเพราะผมถูกยกย่องเป็นร็อคสตาร์ คุณไม่ต้องการให้เด็กเข้ามาเจอคุณหลังเวทีตอนกำลังดื่มน้ำแร่ เด็กคนนั้นจะคิดอย่างไรหละ คุณต้องนอนแผ่ที่มุมห้อง สภาพกึ่งโคม่า ในมือกำขวดเหล้าไว้สิ" โนล กัลลาเกอร์ เล่าเบื้องหลังแนวคิดของเขา 
 
ทัศนคติเหล่านี้เป็นองค์ประกอบวลี "Sex, Drugs and Rock & Roll" วลีที่มักถูกเข้าใจผิดว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนักสร้างสรรค์งานศิลปะหลายประเภท ทั้งที่ศิลปินร็อคหรือศฺิลปินอะไรก็ตามไม่จำเป็นต้องถือขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่จำเป็นต้องดูดควันอะไรก็ตาม และไม่จำเป็นต้องแหกกฎหมายเพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยการท้าทาย/ต่อต้านสังคม เพื่อเป็น "ศิลปิน" 

ทัศนคติที่เข้าใจคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "มายาคติ" เรื่องการใช้สารเสพติดเพื่อช่วยเพิ่มไอเดียสร้างสรรค์งาน แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่างานชั้นยอดหลายชิ้นถูกสร้างระหว่างที่ศิลปินกำลังมัวเมากับองค์ประกอบเหล่านี้ แต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอแน่นอนว่า ศิลปินอีกหลายคนประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบเหล่านี้เช่นกัน ไม่ต้องทำพฤติกรรมห้าวท้าทายระเบียบสังคมเชิงลบเพื่อแสดงออกหรือย้ำสถานะตัวตนของตัวเอง
 
ยิ่งเมื่ออยู่ในศตวรรษที่ 21 คนที่ทำงานพร้อมกับอาการมึนเมาไม่สามารถทำงานระยะยาวได้ ไม่สามารถขึ้นแสดงแบบมืออาชีพ และสิ่งที่คนยกย่องที่แท้จริงคือความสามารถ ทักษะที่มาจากตัวตนจริงๆไม่ได้มาจากการกระตุ้นของสารที่ทำอันตรายต่อร่างกาย ความจริงคือ "ไม่มีใครต้องเสพสารอะไรก็ตามให้มึนเมาเพื่อสร้างงานหรือหาความบันเทิง" 
 
เมื่อเวลาผ่านไป ศิลปินที่ยึดกับวิถีเดิมจากไปทีละคน ขณะที่ศิลปินที่ยังอยู่รอดอยู่ต้องผ่านการบำบัดอย่างหนักหนาสาหัส บางครั้งพวกเขาไม่สามารถกลับไปสร้างสรรค์งานในระดับเดียวกับที่เคยทำได้ และยังต้องรับการบำบัดจนถึงปัจจุบัน
 
ศิลปินในแวดวงร็อคหลายรายที่เคยอยู่ในยุครุ่งเรืองของร็อค และเคยผ่านช่วงเวลาห้าวซ่ามาก็รู้ตัวว่า การสร้างงานที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้สาร หรือมีวีรกรรมคดีติดตัวเพื่อเป็นร็อคสตาร์อีกแล้ว ระบบงานยุคนี้ถูกจัดระเบียบมากกว่าเดิม คนที่ทำงานอย่างเป็นมืออาชีพไม่สามารถขึ้นแสดงหรือสร้างงานแบบยืนระยะขณะเพิ่งสร่างเมาได้อีกต่อไป 
 
เดฟ กรอห์ล แกนนำของ "ฟู ไฟท์เตอร์ส" (Foo Fighters) วงร็อคแถวหน้าของวงการยุคนี้ เป็นอีกหนึ่งร็อคสตาร์ที่แวดล้อมอยู่ท่ามกลางดาวเด่นระดับโลกไม่ว่าจะเป็นเคิร์ท โคเบน, คริส คอร์เนลล์ และอีกมากมาย แต่เขายืนยันว่า เขาหยุดเสพกัญชา และแอลเอสดี ตั้งแต่อายุ 20 และไม่เคยใช้สารรุนแรงแบบที่คนอื่นใช้มาตลอด
 
อย่างไรก็ตาม กรอห์ล เป็นหนึ่งในร็อคสตาร์ที่เคยถูกจับกุมข้อหาเมาแล้วขับระหว่างทัวร์ในออสเตรเลียแต่ก็ไม่เคยขัดขืน และยอมรับโดยดี (หลังประกันตัวจากที่คุมขังยังโทรศัพท์บอกแม่เลยด้วย เอาสิ)
 
เดฟ เป็นอีกหนึ่งร็อคเกอร์ที่วงการร็อคยอมรับในผลงาน และนิสัย ไม่มีใครว่าเขาที่มักพูดคำหยาบ เพราะเดฟ แสดงออกถึงความจริงใจเสมอ เขาพิสูจน์เสมอว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับมายาคติเดิมเพื่อเป็นร็อคสตาร์ 
 
ในโลกยุคใหม่ มายาคติของ  "Sex, Drugs and Rock & Roll"  ไม่ใช่องค์ประกอบจำเป็นสำหรับการเป็น "ร็อคสตาร์" อีกต่อไปแล้ว นอกจากคนที่หลงกับมายาคติแบบผิด ก็มีเพียงคนหลงยุค หรือคนมองกรอบซึ่งล้อมรอบตัวเองไม่ออกทำให้หนีไม่พ้นกับดักของตัวเองและมองว่า "Sex, Drugs and Rock & Roll"  คือความเป็น "ร็อคสตาร์" โดยที่อาจไม่รู้ตัวว่าติดอยู่กับกรอบแทนที่จะอยู่นอกกรอบ
 
ทั้งที่ความจริงแล้ว ผลงานและการปฏิบัติตัวแบบภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าตามครรลองที่ถูกต้องแม้ว่าจะต้องแตกต่างจากความเป็น "ปกติทั่วไป" ต่างหากที่บอกว่าคุณเป็น "ร็อคสตาร์" และคำแนะนำที่ศิลปินยุคใหม่ส่วนใหญ่พูดถึงคือ รับฟังและรับความช่วยเหลือจากคนอื่นทั้งที่เป็นคนรอบข้างและผู้เชี่ยวชาญ 
 
ถ้าถามว่าใครคือร็อกสตาร์ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งแง่ผลงานและการยอมรับสำหรับคนยุคนี้ ไม่แน่ว่า ณ ตอนนี้ ส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็น "ตูน บอดี้สแลม" ต่างหาก (ย้ำว่าส่วนใหญ่ เมื่อดูจากเสียงตอบรับ และพฤติกรรม ซึ่งอาจมีบางคนไม่ได้เห็นแบบนั้นก็ได้) 

ยุคนี้คือโลกที่ร็อคสตาร์ไม่จำเป็นแม้แต่ต้องพูดคำหยาบก็เป็น "ร็อคสตาร์" ได้ 
 
Update : อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีต่อผู้ทำเนื้อหา "ร็อค" คือเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งในที่นี้มีศิลปินหลายรายที่ได้รับผลกระทบและหายได้ แต่บางรายก็ต้องบำบัดระยะยาว หรือทุกข์ทรมานกับสภาพปัญหานี้ แต่กรณีของเสก โลโซ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสภาพล่าสุดเป็นอย่างไร