ช่วงปลายยุค 80 ถึง 90 คือช่วงที่วงการฟุตบอลอิตาลีคึกคักมากที่สุด ทีมจากอิตาลีประสบความสำเร็จในเวทียุโรปอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนหนึ่งอาจด้วยอานิสงส์จากแฟนบอลฮูลิแกนของลิเวอร์พูลที่ทำให้ทีมฟุตบอลอังกฤษถูกแบนจากการแข่งขันระดับยุโรป จากเหตุความรุนแรงที่ทำให้แฟนบอลยูเวนตุสต้องเสียชีวิตหลายสิบรายก็ตาม
 
ความสำเร็จของสโมสรอิตาลีทำให้นักเตะต่างชาติชั้นนำของโลกยุคนั้นแห่กันไปค้าแข้งในอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น ดาเนียล พาสซาเรลลา ดีเอโก มาราโดนา และกาเบรียล บาติสตูตา ของอาร์เจนตินา โลธาร์ มัตเธอุส อันเดรส เบรเม โธมัส เฮสเลอร์ และเจอร์เกน คลินส์มัน ของเยอรมนี มาร์โก ฟาน บาสเทน รุด กุลลิต และแฟรงก์ ไรจ์การ์ด ของฮอลแลนด์ หรือจะเป็น คาร์ฟู ดุงกา ลีโอนาร์โด โรนัลโด (โล้นทองคำ) และกากา ของบราซิล ยูริ จอร์เกฟฟ์ ดิดิเยร์ เดชองส์ ซีเนดีน ซีดาน มาร์เซล เดไซยี และลิลิยง ตูราม ของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับนักเตะทีมชาติอิตาลีเองที่เข้าขั้นเวิลด์คลาสกันหลายคนซึ่งคงไม่ต้องคิดย้ายไปเล่นในลีกอื่นเพราะกัลโช เซเรีย อา ในยุคนั้นคือลีกที่มีการแข่งขันเข้มข้นที่สุด 
 
และตั้งแต่ปี 1984 ถึง 2000 สโมสรในอิตาลีสร้างสถิติโลกในการทุ่มซื้อตัวนักเตะแทบทุกปี ตั้งแต่ มาราโดนา ย้ายจากบาร์เซโลนามานาโปลี ถึง เฮอร์นัน เครสโป ที่ย้ายจากปาร์มาไปลาซิโอ
 
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 วงการฟุตบอลอิตาลีต้องเจอเรื่องอื้อฉาวรุมเร้าทั้งเรื่องล้มบอล และปัญหาการใช้เงินเกินตัวจนทำให้สโมสรใหญ่บางสโมสรถึงขั้นล้มละลาย หรือถูกลงโทษให้ตกชั้น วงการฟุตบอลของอิตาลีก็ถึงคราวซบเซา การย้ายตัวของนักเตะในสโมสรอิตาลีจะเป็นข่าวใหญ่ก็มักจะตอนย้ายออกข้ามลีกมากกว่า เช่น พอล ป็อกบา ที่ย้ายจากยูเว่ไปแมนยู หรือ คาวานี ที่ย้ายจากนาโปลีไปปารีส
 
แต่ในระยะสองสามปีหลัง สโมสรจากอิตาลีเริ่มกล้าลงทุนกับนักเตะมากขึ้น ล่าสุดคือการซื้อตัว คริสเตียโน โรนัลโด ของยูเวนตุส ซึ่งนอกจากค่าตัว 100 ล้านยูโร หากรวมทั้งค่าเหนื่อยและภาษีแล้ว ดีลนี้ยูเว่ต้องจ่ายมากถึง 340 ล้านยูโร ผิดจากตอนที่พวกเขาเพิ่งขึ้นจากซีเรีย บีมาใหม่ๆ ที่เน้นหาแต่นักเตะฝีเท้าดีแต่สโมสรเก่าไม่ให้ความสำคัญ ทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก เช่นนักเตะอย่างพอล ป็อกบา อังเดร ปิร์โล ซามี เคดิรา หรือดานี อัลเวส และด้วยนักเตะเหล่านี้เองที่ช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้อย่างไร้เทียมทาน
 
ยูเว่เพิ่งจะมาทุ่มซื้อนักเตะแพงเกินค่าเฉลี่ยก็กับ กอนซาโล อิกัวอิน ซึ่งก็เป็นปีเดียวกันกับที่พวกเขาได้เงินก้อนโตจากการปล่อยป็อกบากลับไปให้แมนยูนั่นเอง
 
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ยูเวนตุสเคยเป็นสโมสรที่มีรายได้รวมสูงที่สุดอันดับ 2 ของโลก (จากการจัดอันดับ Football Money League) เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน แต่เมื่อพวกเขาถูกลงโทษให้ตกไปอยู่ซีเรีย บี รายได้ของพวกเขาก็หดหายเช่นเดียวกับสโมสรอิตาลีเจ้าอื่นๆ ที่รายได้ลดลงไปพร้อมๆ กับเหตุอื้อฉาวของวงการ แต่การที่ยูเวสตุสสามารถกลับสู่จุดสูงสุดของลีกในประเทศได้อย่างรวดเร็ว และก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำระดับยุโรปอีกครั้งเห็นได้จากการได้เข้าชิงถ้วยยูฟาแชมเปียนส์ลีกได้สองครั้งแบบปีเว้นปีในช่วงสามปีที่ผ่านมาก็ทำให้สถานะทางการเงินของพวกเขามั่นคงยิ่งขึ้น 
 
การลงทุนอย่างมหาศาลกับ โรนัลโด ที่ตอนนี้อยู่ในช่วงปลายของการค้าแข้ง ทำให้หลายคนเชื่อว่าเขาคงไม่ได้ช่วยยกระดับการแข่งขันในสนามให้กับยูเว่ได้มากนัก แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานับแต่ทีมเริ่มมีข่าวกับโรนัลโดนั่นก็ทำให้มูลค่าของสโมสรเพิ่มขึ้นกว่า 18% จาก 665 ล้านยูโร เป็น 815 ล้านยูโร เกินกว่าค่าตัวของโรนัลโดไปแล้ว นี่จึงเป็นแผนการทางธุรกิจที่จะช่วยให้ยูเว่ถีบตัวเองขึ้นมาอยู่หัวแถวในด้านการเงินได้อีกครั้ง 
 
แต่ความสำเร็จของยูเว่ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของสโมสรอิตาลีโดยรวมเท่าไหร่นัก กลับแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่สโมสรอื่นในอิตาลีตามไม่ทัน เห็นได้จากรายได้ของยูเว่เมื่อปี 2017 ครองอันดับ 10 จากสโมสรทั้งหมดทั่วโลก ด้วยรายได้รวม 405 ล้านยูโร รองลงมาคืออินเตอร์มิลาน อันดับที่ 15 ของโลก รายได้ 262 ล้านยูโร และนาโปลีซึ่งอยู่ในอันดับที่ 19 ด้วยรายได้ 200 ล้านยูโร น้อยกว่ายูเว่แบบครึ่งต่อครึ่ง ขณะที่สโมสรใหญ่อย่างมิลาน หรือโรมา หลุดจาก 20 อันดับแรกของโลก ไปอยู่ที่ 22 และ 24 ตามลำดับ
 
ที่ผ่านมาเราได้เห็นยูเว่คว้าแชมป์ซีเรีย อา มา 7 สมัยติดต่อกันแล้ว หากพิจารณาจากตัวเลขทางธุรกิจโอกาสที่ทีมอื่นจะสู้ยูเว่ได้คงเป็นเรื่องยาก โรนัลโดอาจะช่วยให้คนสนใจบอลกัลโชมากขึ้นในช่วงสองสามปีนี้ แต่ในระยะยาวถ้ายูเว่ผูกขาดความสำเร็จมากเกินไปจนคาดเดาได้ เสน่ห์ของบอลกัลโชยุค 90 ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันก็คงยังไม่กลับมา