Connect with us

Subscribe

Vision

สิทธิที่จะจร สิทธิที่จะผ่านทาง สิทธิพึ่งมีที่หลายคนนึกไม่ถึง

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

ถ้ามีคนสร้างรั้วสูงเก้าฟุตกั้นที่ดินของตัวเอง ห้ามคนอื่นเดินผ่าน แถมยังเรียกคนที่อยากจะเดินผ่านว่า ‘ขยะของแผ่นดิน’ (Scum of the Earth) คุณคิดว่าตัวเองจะกล้าเดินผ่านไหม

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า – อ้าว! ก็นั่นเป็นที่ดินของเขา ถ้าเขาจะกั้นที่ดินของตัวเอง ก็แล้วเราจะไปเดือดร้อนอะไร ทำไมถึงจะต้องอยากไปเดินผ่านด้วย

นั่นน่ะสิครับ!

ถ้าคุณได้ดูซีรีส์เรื่อง The Designated Survivor คุณต้องเคยได้ยินชื่อของ คิมเบิล ฮุคสตราเทน (Kimble Hoogstraten) แน่ๆ โดยเฉพาะกับชื่อสกุลที่ออกเสียงยาก

ตอนดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วได้ยินคำว่า ‘ฮุคสตราเทน’ ผมสะดุด แล้วก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เคยได้ยินนามสกุลนี้ที่ไหนหนอ แต่แล้วก็ผ่านเลยไป จนกระทั่งคิดจะเขียนถึงเรื่องราวของ ‘การเดิน’ เลยนึกถึงมหาเศรษฐีอังกฤษคนหนึ่งขึ้นมาได้

เขามีชื่อว่า นิโคลาส แวน ฮุคสตราเทน (Nicholas van Hoogstraten)

ฮุคสตราเทนอาจเป็นเศรษฐี แต่เขาไม่ใช่คนดัง กระนั้น ในปี ค.ศ. 1999 เขาก็กลายเป็นข่าวใหญ่ถึงขั้นที่บีบีซีต้องมาทำข่าว ทั้งที่สิ่งที่เขาทำก็คือแค่ลุกขึ้นมาสร้างรั้วปิดที่ดินของตัวเองในอีสต์ซัสเซกซ์เท่านั้นเอง

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ก่อนจะเข้าใจได้ว่า ทำไมสิ่งที่ฮุคสตราเทนทำถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ในอังกฤษได้ อยากพาคุณมาทำความรู้จักกับองค์กรหนึ่งเสียก่อน

องค์กรนี้มีชื่อว่า Ramblers’ Association ซึ่งอาจพอจะแปลเป็นไทยได้ว่า ‘สมาคมนักเดินเรื่อยเปื่อย’ สมาคมนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสามศูนย์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Mass Trespass หรือ ‘การบุกรุกครั้งใหญ่’ โดยมีกลุ่มนักเดินเรื่อยเปื่อยนี่แหละครับ เป็นผู้บุกรุกเข้าไปยังพื้นที่หนึ่งที่เรียกว่า Kinder Scout ซึ่งอยู่แถบ Peak District ในเดอร์บีไชร์ของอังกฤษ

เรื่องของเรื่องก็คือ พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่เปิด คือเป็นทุ่งโล่งกว้าง มีเนินเขา มีน้ำตก เป็นพื้นที่ที่สวยงาม แล้วเกิดการห้ามเข้า เพราะว่าเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ ทำให้คนสองกลุ่มปะทะกัน กลุ่มหนึ่งคือ Ramblers หรือกลุ่มคนที่รักการเดินเรื่อยเปื่อย กับอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่คอยดูเรื่องการล่าสัตว์ (เรียกว่า Gamekeeper) ทำให้นักเดินเรื่อยเปื่อยไม่สามารถเดินขึ้นไปถึงยอดเขาได้ จึงเกิดการรวมกลุ่มกัน โดยมีกลุ่มสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ (Young Communist League) แห่งเมืองแมนเชสเตอร์เป็นหนึ่งในหัวหอก ซึ่งในที่สุด กลุ่มเดินเรื่อยเปื่อยก็กลายเป็นกลุ่มที่ชนะ

ผลลัพธ์ของชัยชนะครั้งนั้น ไม่ใช่ชัยชนะแค่เรื่องการเดินนะครับ แต่มันเกี่ยวข้องไปถึงชัยชนะทางวัฒนธรรม และชัยชนะทางการเมืองด้วย เพราะก่อให้เกิดการยอมรับใน ‘สิทธิ’ และ ‘เสรีภาพ’ ที่สำคัญมากสองอย่าง

สิทธิที่ว่าก็คือสิทธิของคนทุกคนในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะหรือแม้กระทั่งพื้นที่ส่วนบุคคล (ที่เข้าตามเกณฑ์ของลักษณะบางอย่าง) เพื่อที่จะใช้พื้นที่นั้นๆ ในการหย่อนใจหรือออกกำลังกาย สิทธิที่ว่านี้เรียกว่า Right to Roam หรือ ‘สิทธิ’ ที่จะจรร่อนเร่ไปตามที่ต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า Right of Public Access to the Wilderness หรือสิทธิที่จะเข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติ

คำว่า Right to Roam หรือ Freedom to Roam นี้ เป็นที่ยอมรับแพร่หลายทั้งในอังกฤษ ในประเทศแถบนอร์ดิก ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ หรือสวีเดน กระทั่งถึงประเทศในแถบบอลติก เช่น เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย รวมถึงประเทศในยุโรปตอนกลางอย่างออสเตรีย เช็ก และสวิตเซอร์แลนด์

จะเห็นได้ว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนมีภูมิประเทศที่สวยงาม น่าเดิน ผู้คนจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อ ‘สิทธิ’ ในอันที่จะเดินและหย่อนใจไปในภูมิประเทศอันแสนงามเหล่านั้นโดยไม่ถูกจำกัด

แนวคิดเรื่อง Right to Roam ยังนำมาซึ่งสิทธิที่สองที่นำมาปฏิบัติจริงได้มากขึ้นด้วย สิทธิที่ว่าก็คือ ‘สิทธิที่จะผ่านทาง’ หรือ Right of Way

อย่างที่บอกไปเมื่อสักครู่นะครับว่า Right to Roam คือสามารถเข้าไปในพื้นที่บางแห่งตามข้อกำหนด แต่บางครั้งการจะเข้าไปยังพื้นที่นั้นๆ ก็ต้องผ่านพื้นที่อื่นๆ ก่อน ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของล่ะ จะทำอย่างไร

ในสหราชอาณาจักร มีกฎหมายกำหนดสิทธิในการเดิน (ฉบับล่าสุดคือ Countryside and Rights of Way Act 2000) เพื่อกำหนดว่าผู้คนทั่วไปมีสิทธิที่จะ ‘ผ่านทาง’ (ด้วยการเดิน) แบบไหนได้บ้าง ซึ่งก็รวมถึงพื้นที่ส่วนบุคคลที่เข้าข่ายด้วย โดยในอังกฤษและเวลส์ พื้นที่ที่ว่าจะต้องเข้าเกณฑ์และมีการประกาศอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (เรียกพื้นที่เหล่านี้ว่า Designated Area) แต่ในสกอตแลนด์ เส้นทางไหนก็ตามที่เข้าข่าย ถือว่าคนมีสิทธิเดินผ่านได้ทั้งนั้นโดยไม่ต้องประกาศ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคุณฮุคสตราเทนก็คือเรื่องนี้นี่เอง

ในบริเวณที่ดินของฮุคสตราเทน (ที่ไม่ได้เล็กๆ นะครับ) แต่เดิมจะมีเส้นทางเดินสาธารณะที่เป็นไปตาม Right of Way อยู่แล้ว แต่ฮุคสตราเทนไม่พอใจ เขาไม่อยากให้คนเดินผ่านที่ดินของตัวเอง เลยสร้างรั้วสูงเก้าฟุตขึ้นมา

ปิดเส้นทางนั้น โดยทำป้ายประกาศติดเอาไว้ เขียนว่า No Right of Way

นั่นทำให้ชาวเดินเรื่อยเปื่อย หรือ Ramblers ไม่พอใจ เกิดการรวมตัวกัน แล้วเดินขบวนมาขอให้ฮุคสตราเทนเปิดล็อกประตูที่กั้นขวางทางอยู่ แต่ฮุคสตราเทนไม่ยอมทำตาม ทำให้ตำรวจซัสเซกซ์ต้องพยายามหย่าศึกอย่างสงบ ไม่มีการจับกุมใดๆ ในช่วงแรก ทั้งที่เรื่องนี้ คนที่ทำผิดกฎหมายชัดเจนก็คือฮุคสตราเทน เพราะแม้จะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล แต่เข้าข่ายกฎเกณฑ์ตาม Right of Way อย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น เรื่องนี้จึงถึงโรงถึงศาลในปี 1999 และอีก 4 ปีถัดมา คือในปี 2003 ชาวเดินเรื่อยเปื่อยก็ชนะคดี แต่ถ้านับรวมการต่อสู้ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ชาวเดินเรื่อยเปื่อยของเราต้องใช้เวลารวมทั้งหมดถึง 13 ปี

เมื่อชนะแล้ว ชาวเดินเรื่อยเปื่อยแห่งซัสเซกซ์ ก็ตั้งชื่อเส้นทางนี้ว่า Mr. Van Hoogstraten’s Path ไม่ใช่เพื่อเป็นเกียรติให้ฮุคสตราเทน แต่เพื่อเป็นการประกาศชัยชนะในการต่อสู้เพื่อ ‘สิทธิที่จะจร’ หรือ Right to Roam โดยฮุคสตราเทนก็หาได้ยอมแพ้ไม่ เขาจ้างการ์ดพร้อมอาวุธมายืนประจำการอยู่ในที่ของตัวเอง เพื่อกันชาวเดินเรื่อยเปื่อยไม่ให้เข้ามาในที่ดินของเขา

เห็นการต่อสู้ขนาดนี้แล้ว หลายคนอาจคิดว่าเส้นทางนี้ต้องสวยงามอลังการแน่ๆ แต่จริงๆ แล้ว กระทั่งเหล่านักเดินเรื่อยเปื่อยเองก็เห็นพ้องต้องกันว่า เส้นทางนี้ไม่ได้สวยสะอะไรนักหนา ถึงจะมีทิวทัศน์ของป่าและทุ่งหญ้าให้ดูก็เถอะ แต่ที่พวกเขาต้องต่อสู้หนักหนาขนาดนี้ ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่ง ‘สิทธิ’ ของตัวเองในอันที่จะเดินผ่านทาง ซึ่งเป็นสิทธิที่นักเดินเรื่อยเปื่อยต่อสู้มานานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งที่สุดก็ก่อผลสะเทือนยิ่งใหญ่ เพราะทำให้เกิดการแก้กฎหมาย และเป็นการแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่า ชาวเดินเรื่อยเปื่อยสามารถป้องกันทางเดินเท้าไว้ให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนได้

‘สิทธิที่จะจร’ (Right to Roam) กับ ‘สิทธิที่จะผ่านทาง’ (Right of Way) น่าจะเป็นสองสิทธิที่หลายคนไม่เคยนึกถึงมาก่อน แต่มันคือการเรียกร้องสิทธิที่ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมการเดินของชาวอังกฤษอย่างแนบแน่นลึกซึ้ง ก่อตัวขึ้นจากภูมิประเทศและภูมิอากาศเฉพาะ และก่อให้เกิด ‘กติกา’ ในแบบที่หลายคนอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน

การเดินจึงไม่ใช่แค่การเดินเท่านั้น แต่การเดินเป็นทั้งวัฒนธรรม และเป็นการกระทำทางการเมือง (Political Action) ที่แม้จะ ‘เดินเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมาย’ แต่กลับมี ‘เป้าหมาย’ ในการรักษา ‘สิทธิที่จะเดิน’ ของผู้เดินเอาไว้

สิ่งเล็กๆ ที่ดูไม่สลักสำคัญ จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งขึ้นมาได้ด้วยเหตุนี้นี่เอง

Written By

เสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอังกฤษ

Vision

โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของ ‘บอร์ดเกม’

Entertainment

การตายที่น่าเศร้า แต่ไม่ไร้ค่าของเด็กชาย ‘อดัม’

Life

อักษะกาแฟ

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup