x

เกร็ก เรย์มอนด์ นักวิจัยจากสถาบันศึกษาด้านยุทธศาสตร์และการป้องกันภัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เขียนบทความวิเคราะห์วิจารณ์บทบาทของทหารในไทยซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองและสังคมในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ทหารไทยในปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง และส่งผลต่อศักยภาพในหน้าที่ป้องกันประเทศจากภัยภายนอก
 
เรย์มอนด์ ผู้เขียนหนังสือ “อำนาจของทหารไทย” (Thai Military Power : A Culture of Strategic Accommodation) และเจ้าของบทความชื่อ “รัฐบาลทหารไทยคุกคามต่อการรักษาความปลอดภัยจากภัยภายนอกประเทศอย่างไร” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ East Asia Forum เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ระบุว่า นับตั้งแต่ไทยส่งทหารไปร่วมรบในฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อค.ศ. 1918 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยใช้กลยุทธ์ส่งกำลังเข้าร่วมรบเพื่อช่วยลดการบีบกดดันอันเป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมจากชาติตะวันตก
 
ชนชั้นนำทางการทหารของไทยมุมานะสร้างหนทางเพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงจากพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจมากกว่าใช้ทางกองทัพของตัวเองเป็นกำแพงสำหรับต้านภัยจากภายนอกที่จะกระทบกระเทือนต่อประเทศ ผู้เขียนบทความยกตัวอย่าง การส่งกำลังทหารเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม และสงครามเกาหลี ร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ
 
วัฒนธรรมทางการทหารของชนชั้นนำรูปแบบนี้ก่อร่างสร้างตัวในยุคที่ไทยเริ่มพัฒนาประเทศระหว่างค.ศ.1868-1910 ซึ่งผู้เขียนบทความมองว่า กลยุทธ์นี้เป็นที่ถกเถียงกันว่าส่งอิทธิพลต่อกลยุทธ์การต่างประเทศแบบที่เรียกว่า “Underbalance” หรือการเลือกรับมือกับภัยจากภายนอกที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยเลือกใช้ทรัพยากรในปริมาณที่ต่ำกว่าขีดความสามารถที่แท้จริง หรือไม่ทุ่มเทความพยายามตามศักยภาพที่มีทั้งหมดเพื่อรับมือกับภัยภายนอก เช่น ไทยถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ทุ่มกำลังช่วยป้องกันภัยนอกประเทศอย่างเต็มที่ในเหตุการณ์การรุกรานของเวียดนามต่อประเทศอื่นในภูมิภาคยุค 80s แม้ว่าทหารเวียดนามกว่าแสนนายยกพลเข้ามาห่างจากกรุงเทพฯไม่ถึง 300 กิโลเมตร
 
สิ่งที่ทำให้บริบท “Underbalance” เกิดขึ้นในไทยยังสืบเนื่องมาจากประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนในด้านการปฏิบัติการทางกองทัพที่ค่อนข้างต่ำ จากจุดอ่อนด้านหลักการและการควบคุมสั่งการในกองทัพไทยส่งผลต่อประสิทธิภาพการรบด้วยยุทธวิธีทางการทหารซึ่งออกมาไม่ดีเท่าที่ถูกคาดหวังทั้งที่ครอบครองอาวุธเกรดอันดับต้นๆ ผลการรบของกองทัพไทยในเหตุการณ์ความขัดแย้งที่มักถูกมองว่าควรเป็นฝ่ายชนะกลับออกมาว่ากองทัพไทยได้ที่สองเสมอ 
 
ผู้เขียนยังมองว่า เป็นเรื่องยากที่กองทัพไทยจะหยิบยกปัญหาเหล่านี้มาปฏิรูปอย่างจริงจังเนื่องจากกองทัพมักวางตัวสวนทางกับทิศทางจากรัฐบาลกลาง
 
หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญสำหรับกองทัพไทยคือ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย นับแต่นั้น กองทัพเริ่มมีบทบาทเป็นอีกหนึ่งตัวละครในแวดวงการเมืองในสถานะเครื่องมือของนโยบาย
 
“วัฒนธรรมองค์กรที่มีลักษณะอิงพวกพ้อง, การปกครองแบบทหาร และรอยัลลิสต์ ผลักดันกองทัพไปสู่รัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า เช่นเดียวกับการแทรกแซงทางการเมืองย่อมๆ หลายครั้ง” เรย์มอนด์ ระบุ 
 
ผลลัพธ์ของปรากฏการณ์นี้ต้องแลกกับความสามารถของกองทัพในการตอบสนองต่อทิศทางนโยบาย, การพัฒนาหลักแนวคิดเพื่อการปกป้องความมั่นคงของประเทศ และสร้าง-ดำเนินการตามโครงการที่เห็นร่วมกัน
 
ผู้เขียนเชื่อว่า การปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจังครั้งล่าสุดเกิดขึ้นโดยรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ร่วมกับพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ หลังจากวิกฤตการเงินปี 1997  แต่ก็ไม่สำเร็จ การปฏิรูปไม่สามารถลดขนาดกองทัพและไม่สามารถทำให้กองทัพมีโครงสร้างกระทัดรัดมากขึ้น
 
ขณะที่รัฐไทยก็ต้องจัดที่ทางของตัวเองเพื่อปรับตัวและรับมือกับการงัดข้อต่อความพยายามปฏิรูปกองทัพซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากความสำเร็จในการใช้กองทัพสนับสนุนแนวทางการทูตเพื่อความมั่นคง และเริ่มแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมจากยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงในแง่การปรับตัวต่อสมดุลทางอำนาจที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงรับมือกับความเป็นจริงที่กองทัพกลายเป็นหนึ่งในตัวละครทางการเมือง และรับมือกับ "ศักยภาพในการปฏิบัติการของกองทัพ" ซึ่งจะเป็นผลที่สืบเนื่องตามมา