x

เป็นปรากฏการณ์ในวงการบันเทิงในรอบปี 2560 สำหรับธุรกิจบันเทิงรูปแบบใหม่วงดนตรีไอดอล BNK48 ที่เกิดจากแนวคิดเดียวกับ AKB48 วงพี่สาวจากประเทศญี่ปุ่น ได้สร้างปรากฏการณ์การพูดถึงทั้งในโลกออนไลน์และสื่อกระแสหลักที่มีทั้งในแง่ดีและแง่ที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียง
 
นับตั้งแต่การเดบิวท์เปิดตัวในงานเจแปนเอกซ์โป 2017 เมื่อต้นปี 2560 กระแสการขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในอัลบั้มแรก “Aitakatta อยากจะได้พบเธอ” ยังคงเป็นการแนะนำโมเดลธุรกิจแบบใหม่ให้รู้จัก มีการทำโรดโชว์ในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ที่เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญ และการใช้โลกออนไลน์ในการสื่อสารผ่าน FB และแอพพลิเคชั่น VOOV ที่แฟนๆ จะเข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนกับสมาชิกที่จัดรายการในวันนั้น (คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Showroom) หรือดิจิทัลไลฟ์สตูดิโอที่เอ็มควอเทียร์หรือที่เรียกกันว่า “ตู้ปลา”ในกลุ่มแฟนคลับ
 
“ไอดอล”คือสินค้าชั้นดีที่ถูกขายได้ทุกส่วนและทุกชิ้นงาน ตั้งแต่รูปภาพที่มีการปั่นราคาในตลาดขึ้นไปหลักหลายหมื่นบาทสำหรับภาพ SSR (Super Special Rare)ที่เป็นภาพพร้อมลายเซ็น โปสเตอร์ เสื้อยืด ผ้าเชียร์ และซีดีที่แฟนเพลงส่วนใหญ่ยอมรับว่าซื้อเพื่อต้องการบัตรจับมือกับเมมเบอร์บางคนสั่งซื้อกันถึงหลัก 100 แผ่นก็มี ซึ่งเมื่อออกอัลบั้มแรกก็มีผู้ที่ตัดสินใจ “สำเร็จการศึกษา” หรือการออกจากวงไปสองคนคือ คิตแคทและซินซิน BNK48
 
ในอัลบั้มที่ 2 คุกกี้เสี่ยงทาย เกิดกระแสไวรัลในโลกออนไลน์เพราะถือว่าเป็น 1 ในเพลงที่โด่งดังที่สุดเพลงหนึ่งของ 48 Group มีการคัฟเวอร์แดนซ์ การชวนแฟนๆมาร่วมถ่ายเอ็มวี หรือการนำไปเล่นพาโรดี้มากมายกับแฮชแท็ก #ให้คุกกี้ทำนายกัน รวมไปถึงมีงานแสดงออกมาพอสมควรที่สามารถติดตามได้ทุกสัปดาห์
 
ภาพรวมทั่วไปอาจจะถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแต่ปัญหาแท้จริงกลับเป็นการบริหารระบบโดยกลุ่มบริษัทที่ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านเพลงอย่าง Rose Artist Management หรือ RAM เพราะประสบปัญหาทั้งในเรื่องการผลิตและจัดส่งสินค้าที่หลายครั้งเกิดการหลุด QC ทั้งความล่าช้า สินค้าไม่ได้คุณภาพอย่างเข็มกลัด หรือแม้กระทั่งลืมพิมพ์ชื่อสมาชิกของวงก็เกิดขึ้นแล้วในอัลบั้มที่ 2 (จุดมุ่งหมายในฐานะคนรักวงการไอดอลและอยากให้มันแจ้งเกิดในบ้านเราจริง ๆ นี่คือการติดเพื่อก่อ ที่อยากจะชวนคิดร่วมกันว่าจะปรับปรุงไปในทางที่ดีอย่างไร?)
 
สิ่งสำคัญที่สุดของ Idol Marketing   คือการจัดการอารมณ์และความรู้สึกของแฟนคลับ เพราะถ้าหากเกิดความไม่ประทับใจอาจส่งผลต่อการติดตามต่อไปได้ ซึ่งการรับมือกับวิกฤต (Crisis Management) ของทางค่ายยังอยู่ในระดับที่ต้องปรับให้ดีขึ้นกว่านี้ และมักจะเปิดประเด็นใหม่ในการกลบเกลื่อนเรื่องเก่าๆ ที่ได้ทำผิดพลาดแทนที่จะแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา และดูเหมือนจะเปิดรับฟังแฟนๆ แต่ในทางปฏิบัติคุณภาพไม่ดีขึ้นจริง โดยให้เหตุผลว่ายังใหม่และเรียนรู้เติบโตไปพร้อมกับแฟนๆ ซึ่งผิดหลักการเนื่องจากแฟนๆ ต้องการเห็นพัฒนาการของเหล่าเมมเบอร์ ไม่ใช่เสียเงินเพื่อเรียนรู้กับบริษัทที่ควรเป็นมืออาชีพตั้งแต่แรก
 

เรื่องที่เป็นความท้าทายปีหน้าเรื่องแรกจึงเป็น “เธียเตอร์” หรือ โรงละคร ที่เป็นเอกลักษณ์ของไอดอล 48 Group ที่จะทำการแสดงโชว์ซึ่งได้เลือกทำเล เดอะมอลล์บางกะปิในการจัดสร้าง BNK  Campus ที่ประกอบด้วยเธียเตอร์ ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ซึ่งเลื่อนกำหนดมาแล้วหลายครั้งโดยกำหนดการแรกคือ สิงหาคม 2560 เลื่อนมาเป็นปลายปีตามที่สมาชิกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น การประกาศกับแฟนๆ ว่าพร้อมจะเปิดกุมภาพันธ์ 2561 และล่าสุดถูกเลื่อนการทำการแสดงรอบแรกเป็นเมษายน 256 1ซึ่งสร้างความรอคอยให้กับแฟนๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งหนึ่งในผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของหนุ่มเมืองจันท์ ว่าต้องการจะถอนทุนคืนให้ไวที่สุด ซึ่งสวนทางกับการลงทุนหลายครั้งถูกตั้งคำถามในเรื่องการจับเสือมือเปล่าเช่น กรณีขายบัตร Founder Card   ใบละ 20,000 บาทจำนวน 1,000ใบ ซึ่งถ้าขายหมดจะได้เงิน   20 ล้านบาท เกือบเท่ากับตัวเลขที่เคยแถลงในการจัดสร้างโรงละครเรียกได้ว่าถ้าขายหมด ค่ายแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมาก
 
เรื่องที่ 2 คือการเปิดรับสมัครรับออดิชั่นรุ่นที่ 2 ในขณะที่การบริหารจัดการรุ่นที่ 1 ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรเป็น ด้วยจำนวนสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้นกับจำนวนทีมงานที่มีจะสามารถรองรับการเติบโตได้ในสเกลเท่าไร? เป็นคำถามที่สำคัญ เพราะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นด้วยของทางค่าย รวมไปถึงการจัดอีเวนท์ที่บ่อยขึ้นจะสามารถรองรับความต้องการของแฟนๆที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่? หลายครั้งบางอีเวนท์ถูกตั้งคำถามว่าบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นอย่าง AKS ได้รับทราบปัญหา หรือการนำเมมเบอร์ไปใช้ต่างจากวัตถุประสงค์แรกเริ่มหรือไม่? ซึ่งถ้าหากมีตัวแทนจากบริษัทแม่อาจจะประสบปัญหาในภายหลังได้
 
เรื่องที่ 3 ในด้านตัวเพลงต้องยอมรับว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากอัลบั้มที่ 2 แต่เพียงพอกับการไปสู่แมสหรือไม่? เพราะอัลบั้มที่ 2 ถือว่าเป็นเพลงที่โด่งดังและฟังง่ายเข้าถึงมากที่สุดอีกทั้งยังมีกลุ่มนักลงทุนที่สั่งซื้อซีดีพรีออเดอร์เพื่อหวังทำกำไรจากรูปและบัตรจับมือ แต่ในชุดที่ 3 เมื่อตลาดการลงทุนเริ่มอิ่มตัว คนจะกลับมาสั่งในจำนวนที่ตัวเองต้องการเมื่อนั้นจะเป็นตัวเลขที่แท้จริงของความต้องการของตลาดซึ่งต้องจับตาต่อไป เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์เมื่อสินค้ามากขึ้นราคาในตลาดจะถูกลงเมื่อนักลงทุนสินค้าพบว่าไม่ได้กำไรดีเหมือนเมื่ออัลบั้มที่1-2 อาจจะลดจำนวนการสั่งซื้อได้ 
 
รวมไปถึงที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจกับ BNK48 ส่วนหนึงก็เพราะเป็นวงน้องสาวที่เริ่มต้นออกอัลบั้มได้ไวกว่า MNL48 ของฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งเริ่มออดิชั่น และTPE48ที่เพิ่งออดิชั่นเสร็จและสมาชิกได้ไปร่วมฝึกร่วมกับวงต้นตำรับถึงญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 1 เดือน อีกทั้งการจัดตั้ง MUM48ที่มุมไบ ประเทศอินเดียในปีหน้า ที่ล้วนมีฐานแฟนและประชากรมากกว่า การให้ความสนใจของทางญี่ปุ่นอาจจะเบนไปทางวงน้องเหล่านั้นมากกว่า
 
และเรื่องสุดท้ายการขยายฐานแฟนคลับจะเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ทางค่ายเคยให้ข่าวเรื่องการทำให้เข้าถึงในช่องทางหลากหลายทั้งงานพรีเซนเตอร์ที่เคยกล่าวว่าจะเปิดตัวในต้นเดือนธันวาคม จนสิ้นปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด การจัดสร้างซีรีส์ที่มีตัวเมมเบอร์ร่วมแสดง อีกทั้งรุ่น 2 จะได้รับความนิยมมากขึ้นหรือไม่ กลุ่มแฟนคลับบางส่วนที่ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสมาชิกก็เป็นหนึ่งในปัจจัยในการกีดกันการเติบโตของกลุ่มแมสต่างจากคอนเซปต์ “ไอดอลที่คุณเข้าถึงได้” เพราะปีหน้าทางค่ายหวังจะจัดอีเวนท์ใหญ่อย่างการเลือกตั้งเซนเตอร์ที่ให้แฟนๆ ร่วมโหวตผ่านการซื้อซีดี หากทำออกมาไม่ดีจะเป็นภาพติดตาที่ไม่น่าประทับใจ
 
ดูเหมือนว่าปี 2561  จะเป็นบททดสอบสำคัญทั้งสมาชิก ผู้บริหาร และแฟนๆเองว่าสุดท้ายวงจะไปต่อในแบบที่เติบโตไปสู่แมสต์ได้หรือไม่ หรือจะอยู่แบบทรงๆ เฉพาะกลุ่มเพราะปัจจัยข้างต้นต่อไป นอกจากจะเอาใจช่วยก็ต้องหวังการพัฒนาที่ดีขึ้นมากกว่านี้อีกด้วย