x

‘เจ้าพ่อโปรเจกต์’ หญิงสาวแสดงทัศนะ หลังฟังไอเดียที่ผมจะจัดงานเทศกาลบทกวี ที่น่าน
 
ผมไม่ชอบคำนี้เลย เพราะมันไม่จริง ซึ่งผมก็รู้อีกเช่นกันว่าเธอพูดเล่น (ต่อให้มีเค้าความจริงบ้างก็เถอะ) พูดด้วยการหยอกล้อเพื่อหัวเราะหัวใคร่กัน
 
ผมมีอาชีพที่ดีงามอยู่แล้ว พึงพอใจในสถานภาพอยู่แล้ว ไม่มีความปรารถนาใดจะคิดการณ์ใหญ่ หรือวาดหวังใฝ่ฝันถึงโปรเจกต์อลังการนั่นนี่ โดยเฉพาะที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก
 
สั้นๆ เลย — ไม่มีความสามารถครับ
 
รวมทั้งไม่มีความสนใจ กระทั่งไม่มีเวลา แต่ที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดเทศกาลบทกวี ก็ด้วยตระหนักว่าเป็นภารกิจที่มิอาจปฏิเสธ มิอาจดูดาย กล่าวเร็วๆ ชัดๆ ก็ต้องบอกว่ามันคือความจำเป็น
 
จำเป็นอย่างไร
 
หนึ่ง, พื้นที่ของคนทำงานสร้างสรรค์ ‘อิสระ’ ในบ้านเรามีน้อย น้อยจนแทบจะไม่มี หรือมีก็จอมปลอม วูบไหว ฉาบฉวย ทั้งที่รัฐมีหน้าที่นี้โดยตรง หากเราก็พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐไม่ทำหน้าที่นี้เลยไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ ไม่จัดสรรงบประมาณให้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ เหนืออื่นใด นอกจากจะไม่พยายามเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ให้คนทำงานสร้างสรรค์ ยังทำสิ่งตรงกันข้าม คือการไล่ปิดปากปิดตา ปิดความคิดฝันของพลเมือง
 
สอง, ทุกสิ่งทุกอย่างกระจุกอยู่กรุงเทพฯ เช่นกัน, ไม่ใช่รัฐท่านไม่รู้ หากเราก็พบอีกเช่นกันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจในรัฐไทยใช้ความพยายามน้อยเกินไปในการกระจายอำนาจ โอกาส เศรษฐกิจ ภูมิปัญญา ทรัพยากรต่างๆ นานากองอยู่ในเมืองหลวง แน่ละ นั่นเป็นเหตุผลพื้นฐานที่เมื่อแรงงานจะหางานทำ ก็จำต้องบากหน้าเข้ามาเมืองหลวง
 
ทำไมรถจะไม่ติดล่ะ
 
ทำไมมลพิษจะไม่ทะลักเมืองล่ะ
 
ทำไมคนต่างจังหวัดถึงยังยากจนอยู่ชั่วนาตาปี จนทั้งเงิน จนทั้งโอกาส จนทั้งความรู้ ก็ในเมื่อโครงสร้าง
บ้านเมืองของเราออกแบบมาแบบนี้ โครงสร้างที่จงใจทำลายศักยภาพของคนส่วนใหญ่ โครงสร้างที่จงใจกอบโกยกอดรัดทรัพยากรเพื่อคนส่วนน้อย
 
จำเป็นต้องยกย้าย กระจายบางสิ่งบางอย่างออกจากกรุงเทพฯ
 
สาม, ไม่ใช่ปัจจัยสี่ แต่ศิลปะ วรรณกรรม จิตรกรรม ดนตรี ฯลฯ คือหนึ่งในปัจจัยที่จะเพาะสร้างขัดเกลาให้มนุษย์เติบโตอย่างถึงพร้อมในความเป็นมนุษย์
 
ข้าว หล่อเลี้ยงร่างกาย
 
หนังสือ ดนตรี ภาพเขียน และงานสร้างสรรค์ทั้งปวงหล่อเลี้ยงหัวใจ
 
ขาดด้านใดด้านหนึ่ง เราก็เหมือนคนแขนขาด ขาขาด ตาบอด วุฒิภาวะบกพร่อง
 
ผมเห็นว่าจำเป็น แต่จำเป็นแล้วอย่างไร
 
นอนงอมืองอเท้า — นั่นไม่ใช่วิสัย
 
ไม่ใช่นักบุญหรอก ไม่ใช่ และยิ่งไม่ใช่การอุทิศตนเพื่อมหกรรมการกุศลใดๆ ผมเพียงเห็นว่ามันจำเป็น และอะไรที่เราพอจะทำได้ ก็ทำ
 
บ้านเมืองมันมืด ก็ออกแรงสร้างกิจกรรมแห่งแสงสว่าง
 
ผมปรึกษาเพื่อนชาวน่าน ชโลมใจ ชยพันธนาการ เจ้าของห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ คุยกันเอาจริงเอาจัง คุยกันหลายครั้งหลายครา สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ทำเถอะ
 
เล็กหรือใหญ่ ไม่ใช่ประเด็น
 
คิดแล้ว มองเห็นความจำเป็น มองเห็นความสำคัญ และเชื่อมั่นว่าทำได้ ลงมือทำเลย
 
เอาปีนี้ หน้าหนาวนี้ ไม่ต้องรอปีหน้า
 
‘เดโม่’ ผมนึกถึงคำนี้ คือถ้าเป็นเทป เป็นเพลง อาจยังไม่ใช่บทเพลงที่เล่น ร้อง และบันทึกเสียงมาอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ หากคือการสเกตช์ หรือเขียนวาดให้มันเกิดขึ้นมาก่อน แล้วปีถัดๆ ไป ค่อยชำระแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาให้สอดรับสัมพันธ์กับทุกเงื่อนไขและความเป็นจริง
 
ทำไมจึงเป็นเทศกาลบทกวี
 
คำตอบคือ น่าจะเป็นสิ่งที่เราทำได้
 
ถ้าเป็นงานเทคโนโลยี มอเตอร์โชว์ งานอัญมณี แฟชั่นโชว์ หรือเทศกาลเรือดำน้ำ ผมไม่มีปัญญา
 
ยอมครับยอม บางเรื่องเราต้องปล่อยให้คนมีความสามารถเขาทำไป
 
บทกวี น่าจะเป็นงานสร้างสรรค์ที่สงบเสงี่ยมและเงียบที่สุด ห่างไกลจากจอทีวีที่สุด และถ้าจะจัด ก็คงใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด
 
ผมมีพื้นความสนใจอยู่ในเลือดเนื้อ พอมีเพื่อนพ้องที่หลงใหลศรัทธาในกวีนิพนธ์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง และที่น่าน เพื่อนก็มีสถานที่ทำเลเหมาะสม รับใช้คนเขียน คนอ่าน มององค์ประกอบเหล่านี้แล้ว เราน่าจะทำได้
 
แม้ออกแรงเยอะหน่อย คงต้องยอมเหนื่อยกันสักหน่อย แต่ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรง
 
อีกอย่าง บทกวีสำหรับผมคือฤทธิ์มีดสั้น ตัวมันเล็ก แต่อำนาจการทำลายล้างสูง โดยตัวของมัน ถ้าเปรียบกับสัตว์ มันไม่ใช่สัตว์ที่พร่ำเพ้อ ฟูมฟาย เรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่สัตว์ที่คนรุมถ่ายรูปลงอินสตาแกรม หากมันคือสัตว์ทระนง สัตว์โทนที่เผชิญฝนหนาวเพียงลำพัง เจ็บ กลืนเลือด หิว หากินเอง ไม่ใช่นอนรอคนมาป้อนหญ้าให้ถึงปาก
 
บทกวีคือผลึกของเพชร
 
บทกวีคือผลึกของภูมิปัญญา
 
กล่าวอย่างรวบรัด บทกวีเป็นสิ่งมีความหมาย มีคุณค่า ที่ถูกสังคมไทยให้ค่าน้อยเกินไป (พ้นจากคำว่า ‘ซีไรต์’ ไปแล้ว เรามองไม่เห็นอะไรเลย จมกันอยู่เท่านั้น เวียนว่ายกันอยู่ในบ่อน้ำนั้น) ในทางรูปธรรม เท่าที่เดินทางและเสพข่าวสารมา ผมยังไม่เคยเห็น ‘เทศกาลบทกวี’ ในบ้านนี้เมืองนี้ โอเค นี่อาจเป็นเรื่องถ้อยคำมองลึกลงไป ผมยังไม่เคยเห็นหน่วยงานหรือองค์กรใด ‘เอาจริงเอาจัง’ หรือสร้างพื้นที่เวทีให้กับบทกวี ด้วยความเข้าใจธรรมชาติของกวีไม่มี
 
ในภาพรวม บทกวียังติดกับดักความหมายเดิมคือ คำคล้องจอง ใครใช้คำคล้องจองคล่องเป็นกวี พ้นจากนี้ก็ไม่รับรู้
 
เนื้อหาสำคัญ แต่ดันเดินเข้าไปหาแต่โวหาร
 
แทนที่จะพูดเรื่องฤทธิ์ ก็สนใจแต่เรื่องรส ใช่… รสเดิมๆ ที่เน้นผงชูรส
 
Nan Poesie
 
เราเลือกใช้คำนี้เป็นชื่อเทศกาล ซึ่งจะจัดต่อเนื่องทุกปี
 
ชูงานสร้างสรรค์ที่สงบเงียบที่สุดอย่างบทกวีเป็นตัวนำ โดยมีจุดร่วม จุดขยายไปยังศิลปะทุกสาขา ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละปีจะเลือกนำเสนอใคร ประเด็นใด ในศิลปะแขนงไหน
 
เปิดใจกว้างให้กับคนทำงานสร้างสรรค์อิสระ
 
ปรารถนาให้คนทำงานสร้างสรรค์มาเจอกันจริงๆ สัมผัสตัวเป็นๆ ต่อหน้า สายตาปะทะสายตา ด้วยเชื่อว่าจะเกิด Dialogue ใหม่ๆ และการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ก็ย่อมจะเกิด
 
เทศกาลบทกวี ‘น่านโปเอซี’ ครั้งแรก กำหนดขึ้นในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2018 ที่ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ และหลายสถานที่ในจังหวัด เช่น
 
วันที่ 16 กวีรับเชิญ ไปพบปะแลกเปลี่ยนกับนักเรียนมัธยมฯ อำเภอปัว ค่ำลงมีการอ่านบทกวี ที่โรงแรมปวิณศิลป์
 
วันที่ 17 อ่านบทกวี ที่ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ ทั้งกวีรับเชิญมาจากทั่วประเทศ และกวีอาสา ภายในงานยังมีดนตรีจากครอบครัวชโลมใจ และนิทรรศการภาพเขียนชุด ‘เพราะคุณคือบทกวีของชีวิต’ ของ สุมาลี เอกชนนิยม ซึ่งเปิดงานวันเดียวกันและจัดแสดงยาวไปถึงต้นปีหน้า
 
วันที่ 18 ออกไปอ่านบทกวีนอกสถานที่ เช่น ลานลั่นทม ใกล้พิพิธภัณฑ์ และมิวเซียมโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา / พบปะแลกเปลี่ยนกับนักเรียนมัธยมฯ ในอำเภอเมืองน่าน
 
ค่ำลง สรุปงาน ประเมินจุดอ่อนจุดแข็ง
 
เพื่อปรับปรุง ออกแบบงานปีต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
 
โดยความตั้งใจ ปีหน้าเราจะเชิญนักเขียน ศิลปิน กวี ต่างประเทศมาร่วมงาน ตามจุดยืนที่เปิดกว้างสำหรับคนรักศิลปะ วรรณกรรม เปิดหมด ไม่ว่าเพศใด ศาสนาใด อายุเท่าไร กระทั่งทัศนะทางการเมืองทุกความคิดความเชื่อ
 
ขอให้ยืนอยู่บนหลักคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ และเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
 
ส่วนเสริมในปีหน้า เสริมสร้างเทศกาลบทกวีให้แข็งแกร่ง เราจะทำเรื่อง Residency คือเชิญชวนศิลปินต่างชาติเข้ามาพักอาศัย และทำงานที่น่าน เพื่อวันหนึ่ง เราจะส่งคนที่น่านออกไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้โลก
 
ทำลายกำแพงแผนที่ออกไป ลบเชื้อชาติ ล้างพรมแดนใหม่
 
ผมเชื่อว่าหากมนุษย์ได้เสพรสอารยะ มนุษย์จะอารยะ
 
ผมเชื่อว่าหากมนุษย์ได้เสพศิลปะและวรรณกรรม ได้ลงลึกกับบทกวี ความเป็นมนุษย์ในใจจะแข็งแรง มีคำถาม มีการค้นคว้าหาคำตอบ และเดินไปสู่คำว่าชีวิตที่ดี
 
อาจใช้การลงมือลงแรงมาก ใช่… จำเป็นต้องใช้
 
และอาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ใช่… ใช้เวลาอีกยาวนาน
 
ผมเห็นว่าเรี่ยวแรงและเวลาแบบนี้แหละที่น่าใช้