Connect with us

Subscribe

Life

Podcast มาแล้ว : จุดเริ่มต้นอะไรที่ทำให้สื่อเสียงกลับมาเข้าเทรนด์

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ฟังพอดแคสต์ แต่เคยนึกสงสัยกันไหมว่าอยู่ๆ สื่อเสียงกลับมาฮิตอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร 

จริงอยู่ว่า ยุคนี้คือยุคของวิชวลที่ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเป็นใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน ยุคสมัยความหลากหลายของข้อมูลและพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปิดโอกาสให้ ‘เสียงค่อยๆ เป็นใหญ่’

ในอเมริการายการพอดแคสต์ระดับซูเปอร์โนวาอย่าง The American Life-Serial มียอดดาวน์โหลดในเดือนกันยายน 2018 ของซีซั่น 1 และซีซั่น 2 กว่า 340 ล้านดาวน์โหลด หรือกรณี WTF Podcast ของมาร์ค มารอน ก็ทำให้เขากลายเป็น The One ของวงการนี้ไปแล้ว

“หลายปีก่อนผมมีแผนที่จะปลิดชีพตัวเองในโรงรถที่บ้าน ตอนนี้ผมกำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ในโรงรถแห่งเดียวกัน มันก็คือการจัดรายการพอดแคสต์”

มาร์คเป็นชายหนุ่มที่เคยมีชีวิตแบบพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ชีวิตห่วยๆ ของเขาถูกเล่าอย่างง่ายๆ ผ่านการจัดรายการและอัปโหลดคลิปเสียงเท่าที่พอจะหาอุปกรณ์ได้ เพราะแค่อยากบอกใครสักคน ปรากฏว่าเรื่องของมาร์คที่ใช้ทวิตเตอร์ช่วยเผยแพร่มีคนฟังมากมาย เขาค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองตอนแล้วตอนเล่า กระทั่งมีรายการทีวีชื่อ ‘Maron’ บนช่อง IFC และได้ตีพิมพ์หนังสือชีวประวัติชื่อ ‘Attempting Normal’ ในปี 2013 นอกจากนี้เขายังเคยประชันหน้ากับ บารัก โอบามา และคุยกันอย่างออกรสในห้องสตูดิโอส่วนตัวแบบสองต่อสองมาแล้ว ปัจจุบัน WTF Podcast เดินทางมาสู่ ตอนที่ 1,052 กันเลยทีเดียว

งานถ่ายทอดเสียงที่ไม่ได้อาศัยอุปกรณ์ พิธีรีตองอะไรมาก แต่กลับสร้างฐานผู้ฟังผู้ติดตาม มีผลกระทบมหาศาล ถึงตอนนี้คุณคงเริ่มเห็นอะไรบางอย่างในสื่อชนิดนี้แล้วใช่ไหม

จริงๆ ประวัติศาสตร์ของพอดแคสต์ไม่ได้ยาวนานนัก เริ่มมาพอๆ กับช่วงที่แอปเปิลแนะนำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักกับอุปกรณ์ดีไวซ์ลูกรักคนโตของบ้านอย่าง iPod

ผู้ที่ให้นิยามคำว่า ‘Podcast’ เป็นคนแรกคือ นักข่าวของ BBC ชื่อว่า ‘Ben Hammersley’ นิยามคำนี้เกิดขึ้นมาในปี 2004 ที่เขาเห็นการส่งข้อมูลขึ้นเว็บไซต์ว่าสามารถทำได้มากกว่าแค่ตัวหนังสือหรือภาพ แต่ยังมีระบบการจัดการบริหารงานเสียง ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถบอกรับการเป็นสมาชิกผ่าน RSS Feed การทำงานของเทคโนโลยีนี้จะสามารถซิงค์ข้อมูลเข้าไปไหลเวียนอยู่ในดีไวซ์ของผู้ที่บอกรับเป็นสมาชิกได้ มันเป็นกึ่งๆ Radio Program ที่ผู้ฟังไม่ต้องมารอฟังเฉพาะตอนที่มีการถ่ายทอดสดของเสียง แต่ผู้ส่งเสียงผ่านระบบนี้สามารถส่งเสียง ส่ง Issue นั้นๆ ของการบันทึกเสียงไปรอที่บนดีไวซ์หรือว่าคอมพิวเตอร์ของผู้ฟังได้เลย

บทความหลายชิ้นที่พูดเรื่องการเกิดขึ้นและค่อยๆ ได้รับความนิยมของพอดแคสต์ แต่ไม่มีชิ้นไหนเลยที่ไม่อ้างอิงถึงวิสัยทัศน์ของแอปเปิลที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้โลกของคอนเทนต์เสียงเปลี่ยนไป ด้วยความที่ไอพอดเป็นเครื่องเล่นเพลงที่เปลี่ยนถ่ายไฟล์เสียงได้ผ่านไอทูนส์ เมื่อแอปเปิลเริ่มเปิด Online Music Store เต็มรูปแบบ มีการพัฒนาซอฟต์แวร์หน้าร้านไอทูนส์มาเรื่อยๆ เพลงอย่างเดียวไม่พอ ในเมื่อคุณสมบัติของดีไวซ์ใหม่ยังออกแบบมาให้ผู้ใช้มีความเป็น Individual ที่เลือกสรรเพลย์ลิสต์ได้เอง ด้านสตีฟ จอบส์ ก็ต้องการให้ไอทูนส์เป็น Eco System มีนิเวศที่ครอบคลุมไปมากกว่าแค่เอนเตอร์เทนเมนต์ 

พร้อมๆ กันนั้น ศาสดาจอบส์ยังเชื่อในความหลากหลายว่า เอนเตอร์เทนเมนต์ของคนหนึ่งอาจไม่ใช่เอนเตอร์เทนเมนต์ของอีกคนก็ได้ เขาจึงทำให้ไอทูนส์มีเซคชั่นของพอดแคสต์ที่สมาชิกสามารถส่งฐานข้อมูลคลิปเสียงผ่านระบบ RSS Feed มาขึ้นที่นี่ได้ เรียกว่าเป็นแนวคิด ‘เขื่อนแตก’ ที่ทำให้ทุกคนเป็น Content Provider และยิ่งเมื่อมีสิ่งนี้มากขึ้นๆ มันก็ยิ่งทำให้  ‘ไอพอด’ เป็นอุปกรณ์ที่น่าเป็นเจ้าของ เพราะคุณสามารถใช้มันผ่านระบบไอทูนส์ที่ในระยะแรกยังมีแต่เวอร์ชัน Mac เข้าไปสูบข้อมูลดาวน์โหลดมาเก็บแต่จะบอกว่าแอปเปิลเป็นผู้ชุบเลี้ยงให้พอดแคสต์เติบใหญ่ขึ้นเพียงผู้เดียวก็ไม่ใช่ เพราะนอกรั้วบ้านของแอปเปิลเองเวลานั้นมีการเปลี่ยนผ่านจากยุค Web 1.0 มาเป็น Web 2.0 ที่การทำเว็บไซต์เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้ามาแก้ไข ถ่ายทอด อัปโหลด ปะโน่นติดนี่ได้ด้วยตัวเอง ทำได้โดยไม่ต้องรู้ซึ้งถึงภาษาคอมพิวเตอร์นัก 

ยุคนั้นเป็นยุคเว็บที่เริ่มมีคนนำคอนเทนต์เสียงขึ้นไปให้คนอื่นตามฟังตามเป็นสมาชิกผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘Net Casting’ โลกที่เริ่มมีคอนเทนต์จากคนทางบ้านมาพีคสุดก็ตอนที่แอปเปิลออกไอทูนส์เวอร์ชั่น 4.9 ที่เวลานั้นมีไอคอนพอดแคสต์รูปคนที่กระจายคลื่นออกมา อธิบายกันอีกรอบว่าสิ่งนี้คืออะไร มันทำอะไรได้บ้าง ไอทูนส์เรียกแขกคนสำคัญอย่างสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของโลกมาเปิดสาขาทำพอดแคสต์ไปสู่ผู้ฟังไอพอด ที่เวลานั้นมันเป็นโปรดักต์ฮิตติดลมบน มีหรือที่ทาง BBC, CBC Radio One, NRP-National Public Radio จะไม่เอาด้วย เพราะพอดแคสต์มีกลุ่มผู้ใช้หลักล้าน แถมกลับมาฟังรายการโปรดอีกกี่ครั้งก็ได้

ผ่านมาหลายปี เทคโนโลยีกระจายเสียง การทำ Broadcasting Yourself ค่อยๆ เป็นที่รู้จักผ่านเว็บยอดนิยมอย่าง YouTube จากสิ่งที่ใหม่มากๆ จากสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรรมผู้บริโภคได้ กลับเปลี่ยนได้อย่างรุนแรงและราบคาบ เว็บไซต์ที่ให้บริการแขวนไฟล์วิดีโอให้ผู้ชมเริ่มเป็นที่แพร่หลาย

แต่เว็บไซต์ที่เป็นชุมทางแขวนไฟล์เสียงให้ล่ะ มีหรือยัง?

นั่นคือการมาถึงของ SoundCloud เว็บไซต์สัญชาติเยอรมันที่วางตัวเป็นแพลตฟอร์มด้านเสียง โดยทำให้ทุกอย่างง่ายที่สุด ผู้ใช้สามารถกด Recording เสียง แล้วเผยแพร่ได้เลย ผู้ฟังก็กดฟังผ่านระบบสตรีมมิ่ง เป็นการเหยียบข้ามเรื่องอุปกรณ์เฉพาะทางแบบที่ไอพอดต้องมาพ่วงกับไอทูนส์ แต่ที่นี่ไม่ต้อง เป็นโลกใหม่ที่มาพลิกโฉมทศวรรษก่อนอย่างน่าชื่นชมซาวนด์คลาวด์นำข้อดีของยูทูบมาปรับใช้ก็คือระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กภายใน การกดรับสมาชิก แต่ทำเรื่องที่ยูทูบไม่ทำก็คือ งานสถิติหลังบ้านเรื่องจำนวนผู้ติดตามฟัง ทำกราฟ ทำ Demography กลุ่มอายุ เพศ สถานที่ บ้านเมืองของผู้ฟัง

เรื่องพวกนี้มันเคยเป็นงาน Marketing & Researching ว่าด้วยเรื่องดาต้าที่ Old Media อย่างสถานีวิทยุลงทุนจ้างคน มีแผนกติดตามเรตติ้ง แต่ซาวนด์คลาวด์ยกมาไว้ให้ผู้สมัครสมาชิกแบบจ่ายเงินรายปีได้ดูแบบฟรี แค่คุณจ่ายปีละ 5,500 บาท คุณสร้างสถานีพอดแคสต์ของตัวเองได้เลย ที่สำคัญยังเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมกับไอทูนส์ ให้คุณส่งผลงานไปที่พอดแคสต์บนไอทูนส์ได้อย่างง่ายครบจบที่เดียว ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามา มันเอื้อให้คอนเทนต์เสียงมีความซูซ่าเซ็กซี่ ประเภทคิดแล้ว ทำได้ ทำเลย ทำทันที ก็มีผู้ฟังทันทีที่เราแชร์ออกไปเหมือนกัน

สำหรับในไทยเชื่อว่าหลายคงได้ยินชื่อของพอดแคสต์บ่อยๆ ก็ในช่วง3-4 ปี ที่ผ่านมานี้ แต่จริงๆ แล้วพอดแคสต์ที่เก่าแก่ที่สุดของไทยคือรายการ Changkhui ที่มีมาถึง 12 ปี ช่วงแรกต้องคนที่ฟัง Podcast จริงๆ จะเป็นสาย Geek ไปเลย เป็นกลุ่มคนที่ใช้ทุกแอปที่ไอโฟนมี แต่ก็ยังติดอยู่ที่ว่า เมื่อเข้าไปฟังแล้วยังไม่ได้ช่องพอดแคสไทยที่มากพอ จนในช่วงหลังนักทำพอดแคสต์ของไทยเริ่มมากระเพื่อมวงการพอดแคสต์ให้ครึกครื้นขึ้นมาด้วยการจัดงาน ‘PodTalks’ ที่ศูนย์การเรียนรู้ TK park เซ็นทรัลเวิลด์ นำทีมโดยรายการ  Get Talks, ยูธูป, Omnivore, WiTcast, Just ดู it, และ Travoiceler คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งทำงานด้านนิตยสารและหนังสือกันอยู่แล้ว พวกเขาเริ่มต้นทำพอดแคสต์มาสักระยะใหญ่ๆ จนมีฐานผู้ฟังพอสมควร วันงานมีการจัดรายการสด ที่มีความสนุกเข้มข้น ในฐานะที่คลุกคลีกับทีมผู้จัดกลุ่มนี้ทั้งในฐานะเพื่อนและผู้ฟัง 

เมื่อมีนักจัดพอดแคสต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนก็ไหลเข้ามาฟังเยอะขึ้น บวกกับการมาของ Spotify เมื่อ 2 ปีก่อน ผู้ฟังพอดแคสต์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ใช้ไอโฟนอีกต่อไป

สำหรับปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นปีที่ดีมากๆ สำหรับวงการพอดแคสต์ ทั้งในแง่ของผู้จัดและผู้ฟัง เพราะเป็นปีที่เราได้เห็นรายการคุณภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก นอกจากนี้หลายรายการก็พัฒนาไปไกลทั้งในแง่ของคุณภาพเสียง และตัวเนื้อหา จนต้องยอมรับว่าติดงอมแงม และเกิดอาการฟังไม่ทันอยู่บ่อยๆ เพราะปัจจุบัน Podcast ในไทยนั้นมีมากกว่า 60 ช่อง และแต่ละช่องก็แตกรายการไปอีกหลายๆ รายการซึ่งคาดว่าน่าจะมีกว่า 200 รายการ โดยแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมสำหรับคนฟังพอดแคสต์ในไทยก็จะมี Apple Podcasts, Anchor, Spotify, Overcast, Soundclound และ Castbox  

นอกจากในไทยพอดแคสต์จะมาแรงมากตอนนี้แต่ผลสำรวจ สถาบันวิจัยในเครือของรอยเตอร์จาก 22 ประเทศ โดยสุ่มกลุ่มเป้าหมายมาประเทศละ 2 พันคน จะเห็นว่าประเทศในแถบเอเชีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน มีเปอร์เซ็นเป็นครึ่งนึงของผลสำรวจที่ฟังพอดแคสต์เป็นประจำ แสดงให้เห็นว่าการมาของพอดแคสไม่ใช่แค่ไทยที่เริ่มตื่นตัว แต่ประเทศที่ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนสูงๆอย่าง 3 ประเทศนี้ก็มีอัตราการฟังพอดแคสต์สูงตามมาด้วย

เรื่องนี้เองที่ทำให้เห็นว่า Podcast is Now 

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup