Connect with us

Subscribe

Life

PM 2.5 VS. งานที่รัก
…อะไรจะทำให้เราตายก่อนกัน

ค่าฝุ่นพิษกับงานมันเกี่ยวกันยังไง? ขอเล่าก่อนว่า ช่วงมกราคมปีที่แล้ว ผู้เขียนหนี PM 2.5 ไปลั้นลาที่โอซาก้า แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ไงล่ะ! ชาวกรุงเทพผู้น่าสงสาร

เรื่อง: Miss Bloomwood

ค่าฝุ่นพิษกับงานมันเกี่ยวกันยังไง? ขอเล่าก่อนว่า ช่วงมกราคมปีที่แล้ว ผู้เขียนหนี PM 2.5 ไปลั้นลาที่โอซาก้า แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ไงล่ะ! ชาวกรุงเทพผู้น่าสงสาร ข้าพเจ้าขอหนีไปสูดโอโซนเคล้าอากาศเย็นๆ ที่ญี่ปุ่นก่อนล่ะ

ระหว่างเดินเที่ยวในแต่ละวัน ค่าฝุ่นที่กรุงเทพก็แดงฉาน ในขณะที่ญี่ปุ่นเขียวสดใสที่แอบสลดใจครานั้นก็คือ เห็นนักท่องเที่ยวคนไทยกว้านซื้อหน้ากากอนามัยในร้านรวงต่างๆ เพื่อไปฝากเพื่อนและคนใกล้ชิดที่เมืองไทย อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ข้อความข้าพเจ้าก็เด้งรัวๆ พร้อมข้อความ

“ฝากซื้อหน้ากากอนามัยหน่อยสิ”  พวกเขาไม่ต้องการขนม ไม่ต้องการรองเท้า แต่พวกเขากำลังต้องการปกป้องสุขภาพตนเอง

มาปีนี้ 2563 พี่ฝุ่นไม่ได้มาเล่นๆ ทักทายเหมือนปีก่อน อานุภาพของ PM 2.5 นั้นดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกระแสดราม่าจากคนหลากหลายวงการที่พร้อมใจกันโพสข้อความถึงผลกระทบที่ได้รับจากมลภาวะที่ย่ำแย่ ฝ่ายเชียร์รัฐบาลก็แย้งว่า “จะบ่นหาไรฟร่ะ ช่วยตัวเองสิ”

คำถามคือ… แล้วเราจะทำงานหนักไปเพื่อแบ่งเงินส่วนหนึ่ง (จากน้ำพักน้ำแรง…แรงบีบของความเครียดจากสมอง) ไว้เพื่ออะไร ถ้าผู้นำประเทศรวมถึงทีมงานในรัฐบาลไม่นำเงินของพวกข้าพเจ้ามาแก้ปัญหามลภาวะและสานต่อไปในระยะยาว มากกว่าคำตอบที่ว่า “อากาศยังดีอยู่นี่”

โธ่!…ท่าน…แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายโรงพยาบาลได้ออกมาเตือนแล้วให้ความรู้แล้วว่า ฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากนี้ ทำให้มีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ มีอาการกำเริบ และในระยะยาวจะส่งผลให้ปอดทำงานถดถอย ส่งผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดแล้วนั้น  งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าฝุ่นละอองยังสามารถแทรกซึมเข้าไปทางผิวหนัง และก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อีกด้วย…อ่ะ มะเร็งผิวหนังก็มาจ่อคิวรอ

                …พักเรื่อง PM2.5 สักครู่

 หันกลับมามองงานบนโต๊ะ และไฟล์งานมากมายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ลองถามตัวเองว่า จริงๆ แล้วแพลนช่วงปลายมกราคมนี้ ข้าพเจ้าต้องไปลั้นลาที่ญี่ปุ่นไม่ใช่หรือ ความคิดสลับในหัวไปมาราวกับลูกปิงปองที่ถูกตีกระเด้งกระดอน หรือเราจะต้องเหนื่อยแทบตาย กลับไปมีไลฟ์สไตล์เก่าๆ ที่ตื่นมาก็อ่านไลน์ เปิดอีเมล์ ทำงานตามเดดไลน์ไม่สนว่าชีวิตจะ Dead ตอนไหน

คำพูดที่ว่า… “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ไหน! เรียกคนพูดมาคุยหน่อยสิ

เมื่อเรากำลังพูดถึงเรื่องการทำงาน ก็นึกถึงประเทศญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ ที่นั่นเขามีโรคคาโรชิ ( Karoshi Syndrome) หรือโรคบ้างาน ทำงานหนักจนตาย ซึ่งภาวะตึงเครียดจากการทำงานไม่ใช่แค่ที่ญี่ปุ่น เพราะยังพบในประเทศเกาหลีใต้ เรียกว่า Gwarosa และ ในประเทศจีน เรียกว่า Guolaosi ซึ่งโรคคาโรชินั้นมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยสงครามโลก โดยมี 2 สาเหตุเสี่ยงตายหลักๆ คือ

1. ตายเพราะโรคทางร่างกาย

การทำงานหนักโดยที่ร่างกายไม่ได้หยุดหรือพักผ่อน เช่น นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสารอาหาร อดอาหารเรียกว่าทำงานจนลืมกินข้าวกินปลาเพื่อทำงานให้เสร็จ บางรายทำงานทั้งวันน้ำสักอึกยังไม่ยอมดื่ม สาเหตุเหล่านี้ทำให้ร่างกายไม่สามารถทนไหวจนเกิดภาวะหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบ

2. ตายเพราะความเครียด

อาการนี้ส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะความรู้สึกที่กดดันตัวเอง รู้สึกไร้ค่า ไร้ตัวตน จนทำไปสู่ความหดหู่ทางจิตใจ และฆ่าตัวตายในที่สุด สาเหตุหลักๆ อาจมาจากขาดแรงสนับสนุนจากสังคมและมีปัญหากับบุคคล  เหนื่อยล้าเรื้อรังและมีอาการของโรคซึมเศร้า

อาชีพที่เสี่ยงต่อการเป็น ‘โรคคาโรชิ’ ส่วนใหญ่เป็นงานที่มีขอบข่ายความรับผิดชอบสูงและเป็นกลุ่มคนที่ความหวังผลของงานมากกว่ารายได้ เช่น แพทย์ นักข่าว และนักธุรกิจ แต่ใช่ว่าอาชีพอื่นจะชิลล์ไม่เสี่ยงต่อโรคนี้เลย ผู้ที่เป็นโรคคาโรชิจะไม่ส่งสัญญาณใดๆ ให้เห็น มาพบอีกทีก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันแล้ว

   

แม้แต่ศิลปิน ดารา นักร้องที่มีข่าวฆ่าตัวตาย ยังทำให้เราแปลกใจบ่อยๆ เลยว่า ชีวิตก็ดี๊ดี แล้วพวกเขาจบชีวิตตัวเองได้อย่างไรเรื่องนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเองทราบดีถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคคาโรชิ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทางรัฐบาลจึงออกนโยบาย ‘Premium Friday’ อนุญาตให้พนักงานบริษัทสามารถกลับบ้านได้ก่อนเวลาเลิกงาน 2-3 ชั่วโมงในวันศุกร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วคนไม่ได้ตายเพราะงานโดยตรง แต่กระบวนการทาง ‘ความคิด’ ต่างหากที่สะสมจากความกดดันหลายทาง ไม่ว่าจะสังคม การทำงาน หรือครอบครัว โดยตั้งความหวังไว้เกินขีดจำกัดของตัวเอง จนเข้าใจว่า ‘คุณค่า’ ของตนเองนั้นคือคำชื่นชมและตำแหน่งที่สูงขึ้น จนมีคนต้องจบชีวิตลงด้วยการที่มองไม่เห็นคุณค่าจากตัวตนที่แท้จริง

ก่อนที่จะเคลียร์งานที่สุมอยู่ ลองเคลียร์ใจเอา ‘ความสุข’ นำทาง อย่างคำว่า อิคิไก (Ikigai) เล่าความหมายของการมีชีวิตอยู่ รู้ว่าอยากทำอะไร ไม่เคว้งคว้าง มีเป้าหมายชัดเจนที่สัมผัสได้ ความสุขอาจปลิวหายเมื่อเจอความทุกข์ แต่ความหมายของการมีชีวิตอยู่ จะช่วยให้คุณผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้ แม้ใกล้เดดไลน์ก็ตาม

Avatar
Written By

สัญญา /ไม่ / เป็นสัญญา

Life

‘งานไม่พอดี’ หรือ ‘คนไม่ดีพอ’

Life

เมื่อผมมี ‘ความทุกข์’ เป็นเพื่อนแท้

Life

The Paradox of Choice The Paradox of Choice

‘The Paradox of Choice’
เสรีภาพในการเลือก
กับความสุขที่ลดน้อยลง

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup