ถ้าอาศัยในไทยมานานพอจะคุ้นชินกับเรื่องไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ กรณีล่าสุดคือรถโดยสารในไทยสามารถไล่ผู้โดยสารลงจากรถด้วยเหตุผลเพราะเสียงเด็กร้องไห้ได้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ผิดพ.ร.บ.ขนส่งทางบกอย่างชัดเจน แม้ผู้ดูแลระบบการขนส่งสาธารณะเยียวยาตามกฎหมายแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนสภาพหลายอย่างในสังคม
 
วันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ผู้โดยสารรถทัวร์โดยสารสายกรุงเทพฯ-สมุย 4 ราย (พ่อ-แม่ และลูก 2 คน) ถูกไล่ลงจากรถเนื่องจากเด็กที่เดินทางมาด้วยร้องไห้ส่งเสียงดังประมาณ 30 นาที โดยพนักงานให้เหตุผลว่ารบกวนผู้โดยสาร รบกวนการพักผ่อนของคนขับรถที่ 2 จนนอนไม่หลับ 
 
รายงานข่าวเผยว่า รถทัวร์โดยสารประจำทางจอดให้ครอบครัว 4 ชีวิตลงที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ครอบครัวที่ถูกไล่ลงต้องเปิดห้องพักในบริเวณใกล้เคียง ค่าบริการห้องพักทำให้ครอบครัวเหลือเงินติดตัวไม่พอเดินทาง และให้ญาติโอนเงินมาให้ วันต่อมาต้องเดินทางด้วยรถไฟจากประจวบคีรีขันธ์ มาเจอญาติที่สถานีรถไฟพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และเดินทางไปเกาะสมุยต่อ
 
นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดังให้สัมภาษณ์ GM Live เปิดเผยว่า พฤติกรรมของพนักงานบนรถผิดพ.ร.บ.ขนส่งทางบก มาตรา 104 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถกระทำการใดๆ ให้ผู้โดยสารจำต้องลงจากรถก่อนที่จะได้โดยสารถึงจุดหมายปลายทาง โดยที่ได้ชำระค่าโดยสารถูกต้องตามอัตราที่กำหนดแล้ว” 
 
ระเบียบการขนส่งสาธารณะชัดเจนว่า ผู้ประจำรถไม่มีสิทธิ์ไล่ผู้โดยสารลง นอกเหนือจากเหตุที่มีแนวโน้มกระทบความปลอดภัยผู้โดยสารอย่างเช่นกรณีผู้โดยสารมึนเมา ก่อเหตุลามกลวนลาม จนไม่สามารถเดินทางร่วมกับผู้อื่นได้ 
 
กรณีนี้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนจากหน่วยงานต้นสังกัดที่ดูแลการเดินรถได้ และอยู่ที่จิตสำนึกของผู้ให้บริการว่าจะชดเชยเยียวยาความเสียหายต่อผู้โดยสารแค่ไหน
 
จากกระแสข่าวนี้ทำให้สำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานีต้องออกมารับผิดชอบ โดยสถานีขนส่งจังหวัดรับผิดชอบค่าเสียหายด้วยการจ่ายเงิน 4,740 บาทเป็นค่าเดินทางและค่าที่พักให้ผู้เสียหาย และจะสอบสวนบริกรบนรถพร้อมเตรียมลงโทษทางวินัย ส่วนกรมการขนส่งจังหวัดจะปรับเงินพนักงานขับรถ 5,000 บาท 
 
กรณีเด็กร้องไห้ระหว่างเดินทางด้วยระบบขนส่งต่างๆเกิดขึ้นบ่อยครั้งในทั่วโลก ย้อนไปเมื่อปี 2011 คนขับรถบัสในโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยไล่แม่และเด็กที่กำลังร้องไห้ลงจากรถมาแล้ว สำนักข่าวเอพีรายงานว่า คนขับรถได้ยินเสียงร้องไห้และใช้เสียงดังบอกแม่ที่ดูแลอยู่ทำให้เด็กเงียบเพราะ “เธอไม่สามารถขับรถขณะมีเสียงรบกวนได้” 
 
แม่เด็กพยายามไม่สำเร็จ คนขับรถจึงหยุดรถและบังคับให้แม่นำลูกของเธอลงจากรถ ขณะที่ผู้โดยสารหลายคนไม่เห็นด้วยและลงจากรถไป 4-5 คน เพื่อประท้วงการตัดสินใจของพนักงาน 
 
เหตุการณ์ในสหรัฐฯจบลงคล้ายกับเหตุการณ์ข้างต้นคือคนขับรถถูกกรมขนส่งในภูมิภาคสอบสวน
 
คอลัมนิสต์เกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กหลายรายในตะวันตกเรียกร้องให้ผู้โดยสารหรือคนที่ตกในสภาพแวดล้อมเดินทางพร้อมกับผู้โดยสารที่เป็นครอบครัวและมาพร้อมเด็กเล็ก ซึ่งบางครั้งเด็กที่ว่านอนสอนง่ายอาจเซอร์ไพรส์ร้องไห้ขึ้นมาได้ทุกเมื่อโดยผู้ปกครองคาดไม่ถึง ผู้โดยสาร(หรือแม้แต่พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่บนรถ) แม้ว่าผู้ปกครองของเด็กที่กำลังงอแงไม่ได้เดินมาขอโทษกับตัวเองแบบเรียงคน แต่ผู้ที่ตกในภาวะบรรยากาศลักษณะนี้ย่อมได้รับคำขอโทษจากใจผู้ปกครองเด็กแบบอัตโนมัติเสมอ
 
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าตัวเองและผู้ร่วมชะตากรรมรู้สึกอึดอัดเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ แต่ในอีกด้าน พ่อแม่เด็กคือคนที่รู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่แพ้กัน พวกเขาต้องพร้อมรับคำตัดสินและสายตาเชิงตำหนิจากคนรอบข้างว่า “เป็นพ่อแม่ที่แย่จัง” แต่ด้วยความเป็นพ่อแม่ สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้จากสถานการณ์เหล่านี้คือ จำเป็นต้องปล่อยวาง เลิกติดใจกับความคิดของคนรอบข้าง 
 
เหตุผลเพราะความเป็นพ่อแม่ ระหว่างที่พยายามปลอบลูกหรือหาวิธีให้ลูกหยุดร้องไห้ ผู้ปกครองคงไม่สามารถใช้เทปกาวปิดปากลูกเพื่อลดเสียง หรือเอาลูกไปขังทิ้งไว้ในห้องน้ำได้ ขณะที่ผู้โดยสารได้รับคำขอโทษแบบอัตโนมัติ พวกเขาก็อาจต้องถูกเรียกร้องให้อดทน ทำใจ เห็นใจ แบบอัตโนมัติเช่นเดียวกับที่พ่อแม่เด็กเล็กอยากขอโทษผู้ที่ได้ยินเสียงทุกคนเช่นกัน 
 
นี่ไม่ใช่หรือคือการอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย 

หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าวเท่านั้น