เรื่อง : Coppinocchio
 
“รองเท้าของพ่อ” เป็นละครเวทีที่มาถูกที่ถูกเวลา ในห้วงจังหวะที่คนไทยยังอาลัยรัก ”พ่อ” ของเราที่เสด็จสู่สรวงสวรรค์ แต่ก็ไม่ได้ดึงเรื่องราวของพระองค์ท่านมาในแบบละครเทอดพระเกียรติทั่วไป เพียงแต่ว่าดึงพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน ในหลวง ร.9 ที่ว่า “การจะพัฒนา เสริมสร้างสิ่งใด จะต้องสร้างขึ้นจากพื้นฐานที่มั่นคงเสียก่อน” มาเป็นแกนกลางของเรื่องได้อย่างน่าสนใจ คือกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป
 
ธีมหลักของเรื่อง พูดถึงความขัดแย้งกันระหว่างคนสองรุ่น กับสองตัวละครหลัก นั่นคือ ก่อ-คนรุ่นพ่อที่ก่อร่างสร้างธุรกิจมา(ก่อตอนหนุ่ม แสดงโดย กบ ทรงสิทธิ์ ก่อตอนชรา แสดงโดยสุประวัติ ปัทมสูต) กับ ก้อง(แม็ค วีรคณิศร์) คนรุ่นลูกที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัวเข้าสู่ยุคใหม่
 
จุดเริ่มต้นของ “ความขัดแย้ง” ของการปะทะกันระหว่างคนสองรุ่น หรือ The Clash of Generation นั้นเปิดประเด็นมาตั้งแต่ต้นเรื่องที่ ก่อทะเลาะกับกล้าอย่างรุนแรงในเรื่องการบริหารงานของบริษัท แล้วมีฝ่ายหนึ่งประสบอุบัติเหตุจนทำให้ก้อง ได้มีโอกาสพบกับหญิงสาวลึกลับ ผู้พาก้องกลับไปสู่อดีตไปรู้จักกับคุณพ่อของเขาในสมัยเรียนจบปริญญา หางานทำ ก่อร่างสร้างตัว และสร้างธุรกิจรองเท้าเป็นของตัวเอง
 
เส้นทางชีวิตของ ก่อเอง ช่วยให้นึกถึงวิถีชีวิตของอาเหลียง ชาวจีนโพ้นทะเลจากวรรณกรรมชั้นดีอย่าง “ลอดลายมังกร” ของประภัสสร เสวิกุล อันเป็นตัวละครที่ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบ ทำงานอย่างหนักจนกลายเป็นมหาเศรษฐีในเมืองไทยในที่สุด
 
แต่แม้ว่า ชีวิตของก่อ (ซึ่งเอาเข้าจริงน่าจะปูแบ็คกราวนด์ของตัวละครต่าง ๆ ได้มากกว่านี้อีกสักนิด) จะไม่ได้ถูกระบุว่า มีเชื้อสายจีนแล้วมาต่อสู้ชีวิต แต่เส้นทางชีวิต การต่อสู้เพื่อธุรกิจของเขานั่นคือการเป็นคนขายรองเท้าไม่ได้แตกต่างไปจากอาเหลียงเท่าไหร่ ตรงที่พยายามนับหนึ่ง แล้วในที่สุดก็กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
 
 
นี่คือความภาคภูมิใจของคนยุคก่อน อย่าง ก่อ ที่เขามองว่าตัวเองเป็นผู้ปูความสำเร็จนี้มาด้วยการอาบเหงื่อต่างน้ำเร่ขายรองเท้าจนมีกิจการเป็นของตัวเอง เขาเก็บรองเท้าคู่ที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ตอนทุกข์ยากเพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจให้นึกถึงความยากลำบากที่แม้ว่า รองเท้ามากมายจะผ่านมือของเขาในฐานะสินค้าซื้อขาย 
 
แต่ก่อจะไม่มีวันลืมรองเท้าคู่ทุกข์คู่ยาก ที่ “สร้างรากฐานอันมั่นคง” ให้กับธุรกิจของเขานั่นเอง ซึ่งนอกจากรองเท้าคู่นี้จะเป็นสัญลักลักษณ์ (symbolic) ให้นึกถึงความทุกข์ยากแล้ว มันยังหมายถึงสายสัมพันธ์ของคนรุ่นพ่อ ทั้งภรรยา มิตรสหาย และคนงานของก่อที่เคยร่วมสร้างธุรกิจร่วมกันมา
 
แต่กลับกัน รองเท้าคู่นี้ที่ก่อเคยให้ก้องสวมใส่เมื่อวัยเด็ก มันกลายเป็นรองเท้าที่พอถึงวันที่เขาเติบใหญ่แล้วรู้สึกไม่ใช่รองเท้าที่เหมาะสมกับยุคสมัยเท่าไหร่นัก ด้วยวิธีคิดของคนเจเนอเรชั่นใหม่ ที่มองเรื่องธุรกิจเปลี่ยนไป สิ่งที่คนรุ่นเก่าก่อนทำมันไม่ตอบโจทย์เหมือนในอดีต ก้องจึงอยากจะเปลี่ยนเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจแบบกงสี ให้กลายเป็นวิธีการจัดการสมัยใหม่แบบตะวันตก อย่างเช่น การนำเครื่องจักรมาใช้แทนคนงานเก่าแก่ที่เคยทำงานด้วยกันมา
 
ท่าทีของละครจึงค่อนข้างออกไปทางอนุรักษ์นิยม ในแง่ให้ความสำคัญกับ “รอยเท้า” ความสำเร็จแบบเดิมที่ก่อเคยสร้างธุรกิจมามากกว่าการจัดการโรงงานให้มีความทันสมัยในแบบที่ก้องไปเรียนรู้มาจากต่างประเทศ
 
แต่ถึงจุดหนึ่ง ละครไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าใครถูกต้องกว่ากัน เพราะหลังจากที่เรื่องราวแย่ ๆ ของครอบครัวนี้ได้คลี่คลายแล้ว ต้องก่อเองก็พยายามหาทางปรับให้บริษัทเข้ากับยุคสมัยโดยยอมรับความคิดของลูกชายมากขึ้น ส่วนตัวก้องเอง ก็เริ่มยอมรับว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งของบริษัท มาจากวิธีคิดของพ่อที่ตอนแรกเขามองว่าเชย จึงกลายเป็นจุดร่วมตรงกลางในการประสานข้อดีของคนสองรุ่น เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปพร้อม ๆ กัน
 
ธีมของละครจึงค่อนข้างแข็งแรงในการพูดถึงการจะเริ่มพัฒนาสิ่งใด ต้องสร้างพื้นฐานนั้นให้แข็งแรงก่อน ไม่ต่างอะไรจากการที่ก้องเรียนรู้ที่จะเคารพวิถีของคนรุ่นพ่อไปพร้อม ๆ กับการรักษาความสมดุลในการก้าวไปข้างหน้าเพื่อสอดคล้องกับยุคสมัย
 
Agenda ของ “รองเท้าของพ่อ” จึงชวนให้เราคิดข้ามขั้นจากละคร มาสู่สังคมที่เราอยู่ กับคำถามที่ว่า หลังจากนี้ เรากันเองจะพาสังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร
 
โดยที่ไม่ลืมว่า พื้นฐานของเราที่แข็งแรงนั้นคือสิ่งไหนกัน...