Connect with us

Subscribe

Life

‘งานไม่พอดี’ หรือ ‘คนไม่ดีพอ’

เรื่อง: Mr. Brandon

“เพราะเจ้านายแม่-งห่วย โลกแคบ เลือกภาพไม่สวย งานเลยออกมาแบบนี้ไง” เพื่อนช่างภาพอุบ พร้อมโยนนิตยสารที่มีชื่อตนเองเป็นช่างภาพอย่างไม่แยแส

ผมค่อยๆ เปิดนิตยสารเล่มนั้นดูอย่างพิจารณาทีละหน้า พร้อมตั้งคำถามว่า มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือวะ …ก็ไม่นี่หว่า ที่สำคัญ ภาพที่ไอ้เพื่อนจอมโวยวายว่าห่วย ก็ฝีมือมันถ่ายทั้งนั้น สุดท้ายผมไม่แค่ถามมันในใจ แต่ถามมันตรงๆ เลยว่า

“แล้วทำไมนายไม่ถ่ายให้สวยทุกรูปวะ”

นั่นแหละฮะท่านผู้อ่าน ถ้าเราต้องทำงานหลายชิ้นให้เจ้านายเลือก นั่นหมายความว่า ทุกชิ้นต้องผ่านฝีมือ ผ่านสายตา ของเราก่อนที่จะส่งต่อให้คนที่มีอำนาจมากที่สุด Approved  แล้วทำไมคนเราจึงไม่ทำงานทุกชิ้นให้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายไม่ว่าเจ้านายจะเลือกงานชิ้นไหนของเรา มันก็จะเป็นงานที่ดีทุกครั้ง

เมื่อเรารู้สึกงานไม่พอดี สิ่งแรกที่ควรกลับมาทบทวนนั่นคอตัวเราเอง ว่าความสามารถ ทัศนคติ แนวทางการทำงานนั้นเหมาะกับองค์กรที่เราทำงานอยู่หรือไม่ หากไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าปัจจัยภายนอกนั้นทำให้เราดูแย่และหมดความสุขไปกับการทำงาน

ดังนั้น อย่าอยู่กับเจ้านายหรือองค์กรเพียงเพราะเหตุผล 3 ข้อต่อไปนี้ แล้วไปตีอกชกหัวโทษทุกอย่าง (ยกเว้นโทษตัวเอง)

1. อย่าคิดว่าที่ต้องทนอยู่เพราะไม่มีทางเลือก แต่ให้คิดไว้เสมอว่า เราอยู่ที่ไหนก็ได้ ความก้าวหน้า สามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง   ในเมื่อเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า หากลาออกไปแล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างที่คาดหวังไว้รึเปล่า เราก็สร้างชีวิตที่ดีขึ้นด้วยตัวเองเสียตอนนี้เลยสิ!

2. ทุกวันนี้ได้รับสิ่งดีๆ จากองค์กรแบบที่ออกไปก็คงหายาก เช่น มิตรภาพ การเปิดโอกาสในที่ทำงาน สภาพแวดล้อม การเดินทาง เงินเดือน วันหยุด สวัสดิการ ฯลฯ ถ้านับดูแล้วรวมเป็น 4 อย่างขึ้นไปที่ทำให้คุณรู้สึกดี นั่นแหละแรงจูงใจที่คุณควรอยู่ในองค์กรต่อไปใช่หรือไม่

3. มีความก้าวหน้าเป็นแรงบันดาลใจ เพราะดูจากรุ่นพี่ที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเลื่อนตำแหน่งประจำปี การเพิ่มเงินเดือนในแต่ละปี เงินโบนัส สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยทำให้คุณทนอยู่แม้ในใจจะถูกกดดัน และไม่ถูกใจคุณในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะลาออกหรือจะอยู่ต่อ สุดท้ายคนเราต้องพิสูจน์ตัวเองก่อนว่า งานที่ทำไปมันดีจริงหรือแค่ถูกใจเราเท่านั้น

ในฐานะมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ไม่พอใจก็บ่น ไม่พอใจก็โวยวาย มันอาจจะจบลงบนโต๊ะอาหาร จบลงหลังดื่มกับเพื่อนในบาร์ของคืนหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลกการทำงานยังมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ค้นหาคนที่ดีพอให้เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมงานเพื่อพัฒนาองคกรให้พัฒนาต่อไป

ซึ่งปัจจุบันฝ่าย HR ไม่ได้ดูแค่ประวัติการทำงานในกระดาษที่คุณเขียนร่ายยาวคุณสมบัติมา 10 หน้า หากแต่สมัยนี้มีการส่องทัศนคติ ไม่ว่าจะ EQ และ IQ บนโลกโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook

HR หลาย ๆ องค์กรเริ่มมีการนำชื่อ หรืออีเมล์ของผู้สมัครงานไปค้นหาโซเชียลมีเดียเพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้น ทั้งยังใช้ประกอบการพิจารณาเข้าทำงาน ซึ่งพบว่ามี 3 สิ่งบนโซเชียลมีเดียของผู้สมัครงานที่ HR มักเลือกใช้ประกอบการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับเข้าทำงานกับบริษัท ดังนี้

1. รูปภาพ – ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพที่โพสต์เอง หรือแชร์ออกไปให้ผู้อื่นรับทราบ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีความรุนแรง และเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงตัวตนและภาพลักษณ์ของผู้สมัคร

2. สเตตัสและการแสดงความคิดเห็น – โดยเฉพาะการโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือแสดงความคิดเห็นด้านลบต่อที่ทำงาน เจ้านาย หรือเพื่อนที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้มักแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ ทัศนคติ และวุฒิภาวะของเจ้าของข้อความได้เป็นอย่างดี สามารถประเมินผู้สมัครงานได้เบื้องต้นว่าเหมาะสมกับตำแหน่งงาน หรือองค์กรหรือไม่

3. ไวยากรณ์ที่ใช้และการสะกดคำ – ทักษะการสื่อสาร รวมถึงการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง และถูกกาลเทศะ ถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำงาน องค์กรจะพิจารณาว่า ผู้สมัครมีการสื่อความผิดเพี้ยน ใช้ภาษาวัยรุ่นหรือภาษาที่ถูกดัดแปลง ทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนหรือไม่

น่าแปลกที่หลายองค์กรนำข้อความบนโลกโซเชียลมาตัดสินเพียงเพราะจะรับคนเข้าทำงาน เพราะยังมีอีกหลายคนที่ไม่ประสงค์จะโพสทุกอย่างบนโลกโซเชียล หรือสร้างภาพสวยงามให้เพื่อนในเฟรนด์ลิสต์มากดไลก์เท่านั้น ไม่แน่นะครับ อาจมีธุรกิจใหม่ ‘รับสร้างโปรไฟล์เฟซบุ๊กกลางทุ่งทานตะวัน’ น่าจะเป็น Startup ที่น่าสนใจทีเดียว

Avatar
Written By

CK EVERYONE น้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับทุกเจเนอเรชั่น

Life

Don Don Donki x The Market
ช่วยเสิร์ฟสินค้าจำเป็นด้วยแนวคิด ‘สะอาด ปลอดภัย มั่นใจ’

Life

สัญญา /ไม่ / เป็นสัญญา

Life

ถึงหน้าร้อน ถึงเวลาข้าวแช่

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup