Connect with us

Vision

#nnevvy และน้ำผึ้งหยดเดียวในความสัมพันธ์ ไทย-จีน และสภาวะจำต้องทนของคนไทย

ดังที่เราพอจะทราบกันดี ว่าวลี ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’ นั้น มีความหมายถึงเรื่องอันไม่เป็นสาระ ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์ลามปามไปจนกลายเป็นความขัดแย้ง ที่มักจะพบเห็นกันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะกับโลกไซเบอร์ยุคปัจจุบัน ที่ดูเหมือนว่าเราจะไม่เคยขาด ‘โหลน้ำผึ้ง’ ที่พร้อมหยอดลงสู่สถานการณ์จนกลายเป็นข้อพิพาทไม่เว้นแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์

และประเด็น #nnevvy ก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งความขัดแย้งอันแสนแปลกประหลาด ขบขัน และนำไปสู่ผลลัพธ์อันแสนจะพิสดารเสียยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่เคยมีมา

เราขอไม่เจาะลงไปในรายละเอียด แต่จากความไม่พอใจของชาวจีนที่มีต่อนักแสดงไทยในซีรีส์วัฒนธรรมชายรักชาย ในเรื่องของพรมแดนประเทศ นำไปสู่การตอบโต้ การตั้งรับ และการสร้างพันธมิตรไซเบอร์แบบ ‘งงๆ’ ที่เริ่มจะลุกลามกลายเป็นปัญหาระดับประเทศเข้าไปทุกที

ไม่… เราไม่ขอเจาะลงไปในประเด็นและรายละเอียดที่นำไปสู่แฮชแท็กดังกล่าว แต่เรากลับสนใจ ‘ปฏิกิริยาตอบสนอง’ ของชาวไทยในสื่อ Twitter ที่มีต่อข้อพิพาทเหล่านั้น ซึ่งเมื่อมองให้ลึกไปกว่าความขำขัน มันกลับเป็นตลกร้ายที่สะท้อนถึงสภาวะสังคมของเราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่ชาวไซเบอร์ไทยมีชัยเหนือพญามังกรจีน ทั้งที่ตกเป็นรองในด้านปริมาณอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ว่าชาวจีนจะยกประเด็นใดขึ้นมาก่นด่า สาปแช่ง เหยียดหยาม หรือลามปามไปในทุกภาคส่วน แต่ดูเหมือนชาวไทยกลับไม่สะทกสะท้าน และตอบโต้กลับได้อย่างถึงพริกถึงขิง กรีดเป็นแผลให้ได้เห็นเลือดซิบๆ ไปตามๆ กัน ซ้ำยังพ่วงด้วยชาวไซเบอร์ฮ่องกงและไต้หวัน อีกสองคู่ขั้วขัดแย้งของจีน ให้มารวมเป็น ‘พันธมิตรชานม’ เป็นการชั่วคราว อีกทั้งเรื่องราวลุกลามไปจนถึงระดับของการส่งสาส์นอย่างเป็นทางการจากภาคการทูตของจีน จากประเด็นเพียงเล็กน้อยอันดูไม่เป็นสาระเหล่านี้เพียงแค่เรื่องเดียว

อะไรทำให้คนไทยมีภูมิต้านทานในสถานการณ์ดังกล่าว ชนิดที่เรียกว่าตีเท่าไรก็ไม่เจ็บ กรีดเท่าไรก็ไม่เห็นเลือด?

ถ้าไม่หลับหูหลับตาเดินผ่านชีวิตจนเกินไป เรายอมรับกันหรือไม่ ว่าสิ่งที่ชาวไซเบอร์จีนได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นนั้น คือสิ่งที่คนไทย ‘จำต้องทน’ และ ‘ก่นด่า’ มาอย่างยาวนานนับเดือนนับปี? เศรษฐกิจทรุดตัว ปัญหาโรคระบาด ภาครัฐล้มเหลว ไปจนถึงความน่ากังขาของจุดยืนสถาบันที่เราคงได้แต่คิด แต่ไม่อาจส่งเสียงเอ่ยถาม และเมื่อบวกรวมกับสภาวะพื้นที่ไซเบอร์ของสื่อ Twitter ที่แทบจะเป็นดินแดนมิคสัญญีแห่งความขัดแย้งใหญ่น้อย มันจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราชาวไทย จะมีภูมิคุ้มกันได้สูงถึงเพียงนี้

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจเท่าใดนัก เมื่อเราต้องอยู่กับมันอย่างชาชิน และทำให้กลายเป็น ‘เรื่องตลกร้าย’ ไปเสีย…

เราได้แต่จำทนหัวเราะอย่างน่าเศร้าให้กับเหล่าเรื่องราวและความบรรลัยที่ประดังเข้ามาในชีวิต จิบชานม และคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ ที่ภาครัฐจะเห็นหัวประชาชน ที่คุณภาพชีวิตที่ดีจะเดินทางมาถึง ที่ที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และที่ที่อนาคตยังพอมองเห็นความเป็นไปได้และหนทางที่จะเดินต่อไป ไม่มากก็น้อย

เราตลกขบขันกับความไม่เดียงสาของชาวไซเบอร์จีน ที่พึ่งจะรู้ว่า สภาพภายในของประเทศเรานั้น มันถูกกัดกร่อนผุพังไปแล้วเสียหลายต่อหลายส่วน….

ท้ายที่สุดนี้ แม้ว่าดราม่า #nnevvy จะเริ่มสร่างซา และชาวไซเบอร์จีนก็ร้างลากลับไปสู่หลังม่านกำแพงเหล็ก แต่เราก็ยังคงหวังเอาไว้อยู่ในใจ แม้เพียงเศษเสี้ยวที่ดูจะไม่น่าหวังเท่าใด ว่าเราจะไม่ต้องจำทนหรือเคยชินกับความเจ็บปวดในแบบที่ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ไปพึ่งพาใคร หรือมีอนาคตแบบใดรอคอยอยู่

เพราะเมื่อใดที่ความเจ็บอันเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิตกลายเป็นเรื่องชินชา นั่นคงไม่น่าใช่คุณภาพชีวิตที่ดีที่เราหวังกันเอาไว้กันสักกี่มากน้อยนัก….  

Written By

ได้เวลา ‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’ (เศรษฐกิจ)

Vision

วิกฤติ COVID-19 ไทย ในวันที่แรงงานถูก ‘ทิ้งไว้’ ข้างหลัง

Vision

เมื่อกรุงเทพจะคลาย ‘Lockdown’ ในภาวะที่ยังสุ่มเสี่ยงกับ COVID-19

Life

Consumer Insight : สิ่งที่แบรนด์พึงใส่ใจ ในพฤติกรรมการบริโภคที่จะเปลี่ยนไปหลัง COVID-19

Vision

Advertisement
Connect