x

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา
คอลัมน์ : 20s / 30s / 40s
 
ในช่วงปีใหม่ หลายคนมักตั้งปณิธานเอาไว้ว่า จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในปีที่กำลังจะมาถึงเพื่อสร้าง ‘ตัวตนใหม่’ ของตัวเองขึ้นมา
 
แม้ไม่มีสถิติบ่งชี้เอาไว้ แต่ผมรู้สึกว่าคนที่ชอบตั้งปณิธานปีใหม่มากที่สุด น่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยสามสิบ
 
คนวัยยี่สิบนั้นยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก โดยมากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเอง ‘เป็น’ อยู่นั้น คือสิ่งที่ถูกหรือผิด เป็นสิ่งที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ และดังนั้น พวกเขาจึงยังไม่จำเป็นต้องบอกตัวเองให้สร้าง ‘ความใหม่’ ของตัวตนขึ้นมา
 
ส่วนคนที่อยู่ในวัยสี่ิสิบปีขึ้นไปเป็นอีกข้างหนึ่งของเหรียญ พวกเขามักจะตกผลึกในหลายมิติของตัวเอง เมื่อมองตัวเองในกระจกยามเช้า หากไม่เข้าใจตัวเองลึกซึ้งขึ้น ก็หม่นหมองกับตัวตนที่ผิดพลาดของตัวเองเสียจนไม่คิดที่จะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาอีก
 
แต่เป็นคนวัยสามสิบปีนี้ต่างหาก ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อ อยู่ระหว่างการเดินทางเข้าสู่วัยกลางคน แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังก้ำกึ่งอยู่กับความเป็นเด็ก กับการลองผิดลองถูก กับการพยายามจะผลัดใบ เปลี่ยนแปลงตัวเอง และสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา
 
ทอดตามองในโลกโซเชียลมีเดีย เราจะเห็นคนวัยนี้ครุ่นคิดถึงปีที่ผ่านมา และพยายามให้คำมั่นสัญญากับตัวเองในปีใหม่ ว่าตัวเองจะทำอะไรเป็นปริมาณมากที่สุด - โดยเฉพาะในปีนี้
 
แต่กระนั้น ก็ไม่ได้แปลว่าคนวัยยี่สิบหรือสี่สิบ หรือกระทั่งห้าสิบหกสิบปี จะไม่สามารถสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้
 
เราแต่ละคนสามารถ ‘สามสิบ’ ใหม่ได้เสมอ เพราะชีวิตไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นการประกอบสร้างของความสัมพันธ์อันซับซ้อน ท้ังตัวเรากับผู้อื่น และตัวเรากับตัวเราเอง
 
บางครั้งคราว เราจำเป็นต้องยืนหยัดอยู่ในที่ทางอันมืดหม่นของชีวิต เป็นเสมือนเทียนที่ไร้แสง ดับวูบ หรือไม่ก็ส่ายไปมาวับแวมเพราะมีลมแรงพัดผ่าน
 
แต่ต่อให้เป็นเทียนที่ไร้แสง เทียนก็ยังคงเป็นเทียน เทียนยังมีความหวังอยู่เสมอว่า - วันหนึ่ง, ใครบางคนจะจุดไฟให้เทียนสว่างไสวขึ้นมาได้ 
 
แต่ต่อให้เป็นแสงเทียนที่ลุกวับวาบขึ้นมา แสงเทียนก็ยังต้องส่ายไหวอยู่เสมอ เพราะสายลมเดียวกันกับที่พยายามพัดให้เปลวเทียนดับนั้น ก็เป็นสายลมที่พัดพาออกซิเจนมาเติมเชื้อเพลิงให้เปลวเทียนด้วย การลุกไหม้ของเทียนจึงแลดูไม่มั่นคงแน่นอน
 
แต่นั่นแหละ ที่คือหน้าที่ของแสงสว่าง
 
เผาไหม้ตัวเองเพื่อทำลายความมืด
 
สิ่งที่รายล้อมแสงสว่างนั้นคล้ายผีร้าย ผีร้ายคือความมืด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทวดามิได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อไร้ปีศาจ แสงสว่างก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นเพราะไร้ความมืด ทว่าต่างฝ่ายต่างร่วมสร้างกันและกันขึ้น ทีละวัน ทีละวินาที 
 
เลียวนาร์ด โคเฮน เคยพูดไว้ในบทเพลงว่า
 
จงลั่นระฆังที่ยังส่งเสียงได้
จงลืมของถวายดีที่สุดที่คุณเคยนำมาถวายแด่พระเจ้าเถิด
มีรอยร้าวในทุกสิ่ง
และเพราะเช่นนั้นเอง แสงสว่างจึงส่องลอดเข้ามาได้
 
เราไม่มีวันสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้ หากตัวตนเก่าของเราไม่แหลกสลายลงเสียก่อน แต่การแหลกสลายลงนั้น หาได้หมายถึงการพังภินท์ไม่เหลือชิ้นดี ความแหลกสลายเป็นแต่เพียงการเปลี่ยนรูปเพื่อก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นตัวตนใหม่ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
 
แต่ละระดับของชีวิต เราต้องการตัวตนใหม่ที่สอดคล้องกับชีวิตเสมอ
 
แต่จะเกิดตัวตนใหม่ขึ้นได้ ตัวตนเก่าก็ต้องแหลกสลายบงเสียก่อน
 
ดังนั้น จงอย่ากลัวไปเลย แม้ในขณะมืดหม่น และรู้สึกคล้ายตัวตนของเราเป็นเทียนที่ไร้แสงก็ตามที เพราะบ่อยครั้งกว่า ที่ความมืดจะกลายเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ให้เราได้ค้นพบใบหน้าอันศักดิ์สิทธิ์ของแสงสว่างนั้น
 
เฮเลน เคลเลอร์ ผู้ทั้งมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียง - เคยบอกไว้ว่า การเดินกับเพื่อนในที่มืดนั้นดีกว่าเดินเพียงลำพังในที่สว่าง
 
ช่างเป็นความจริงยิ่งนัก
 
ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับอะไร จะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสมอ ดังนั้นหากคุณสามารถเดินจับมือไปกับเพื่อนของคุณได้ ก็ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว
 
‘เพื่อน’ ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงคนอื่น แต่อาจหมายถึงความมั่นคงภายในจิตใจของคุณเอง การมองเห็นและทำความเข้าใจกับตัวตนทั้งเก่าและใหม่ เพราะแม้แสงสว่างจะขับไล่ความมืด ทว่ามีความมืดดื้อดึงอย่างหนึ่งสิงสู่อยู่ในหัวใจเรา นั่นคือความมืดของการกักขังตัวเอง
 
หากคุณจ่อมจมอยู่ในความมืดชนิดนั้น จะไม่มีแสงตะวันใด ไม่ว่าจะสว่างสักเพียงไหน สามารถขับไล่ความมืดเช่นนั้นไปได้ มีแต่เพื่อนที่ถ่องแท้ ผู้อยู่ที่นั่นเพื่อคุณเสมอ ที่จะเป็นแสงสว่างขับไล่ความมืดชนิดนั้นออกไปได้
 
‘เพื่อน’ ก็คือความเข้าใจที่หยั่งลึกในตัวเอง
 
ในยามที่ตัวตนแหลกสลายเพื่อประกอบสร้างเป็นตัวตนใหม่ คุณอาจรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในความมืด สิ้นหวัง เจ็บปวด และหวาดกลัว คล้ายว่าคุณไม่เคยรู้จักเลยว่า แสงสว่างคืออะไร
 
แต่หากคุณเคยอาบแสงตะวันแล้ว คุณจะไม่มีวันลืมเลือนแสงสว่างนั้น และในชั่วขณะที่มืดมนที่สุด กระทั่งแสงที่เล็กจ้อยที่สุด ก็อาจสาดสว่างยิ่งกว่าแสงตะวัน
 
เป็นช่วงเวลาเช่นนั้นเอง ที่ตัวตนใหม่ของคุณจะถูกสร้างขึ้นทีละน้อย
 
อย่าลืมว่ามีความมืดมิดในชีวิตอยู่เสมอ และมีความสว่างอยู่เสมอ
 
มีความป่วยเจ็บในการเป็นมนุษย์
 
และมีความรื่นรย์
 
สิ่งสำคัญคือเราเลือกจะเป็นอะไร เมื่อไหร่
 
บางครั้งแสงสว่างของเราก็เจิดจ้าจนทำให้ผู้อื่นตาบอด
 
และมองไม่เห็นว่าตัวเราที่แท้จริงคือใคร
 
บางครั้งความมืดของเราก็ปกคลุมหนาหนักจนคนอื่นกลัวและหนีไป
 
พวกเขาจึงไม่เห็นว่าเราเป็นใครอีกเช่นกัน
 
ย่อมมีความมืดมิดในชีวิต และมีแสงสว่างอยู่เสมอ
 
เพราะชีวิตคือการประกอบสร้างของความสัมพันธ์อันซับซ้อน ทั้งตัวเรากับผู้อื่น และตัวเรากับตัวเราเอง