Connect with us

Subscribe

Entertainment

หนังสือที่สาบสูญ

คุณอาจไม่รู้ว่าในแต่ละปี มี ‘หนังสือที่สูญหาย’ ไปจากความทรงจำของผู้อ่านมากมายเพียงใด ต่อให้เป็นหนังสือขายดี แต่หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่หลายเล่มก็ได้หายไปจากความรับรู้ของผู้คนราวกับมันไม่เคยถือกำเนิดมาในบรรณพิภพอย่างไรอย่างนั้น

สำหรับ แบรด บิเกโลว์ (Brad Bigelow) เขาคิดว่าหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่ และหายสาบสูญไปนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้า

เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าแบรด บิเกโลว์เขาเป็นใคร จนกระทั่งได้อ่านเรื่องของเขาใน The New Yorker และพบว่า ‘งานอดิเรก’ ที่เขาทำนั้น สำคัญอย่างยิ่งต่อวงการวรรณกรรม

แบรดเป็นนักอ่านตัวยง เขารู้จักหนังสือมากมายจนหลายคนคิดว่าไม่มีเล่มไหนอีกแล้วที่แบรดไม่รู้จัก แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้อ่านหนังสือชื่อ 13 Ways of Looking at the Novel ของ เจน สไมลีย์ และพบว่าในหนังสือเล่มนั้นมีบทความหนึ่งว่าด้วยนวนิยายร้อยเล่ม

แบรดอ่านบทความนั้นอย่างสนใจ เขาคิดว่าตัวเองต้องรู้จักนวนิยายทั้งร้อยเล่มนั้นแน่ๆ แต่แล้วเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่านักอ่านสายแข็งอย่างเขาไม่ได้รู้จักหนังสือทั้งหมด

มีอยู่เล่มหนึ่งที่เขาไม่รู้จักมันคือหนังสือชื่อ The Moonflower Vine อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในชนบทของมิสซูรี ครอบครัวที่มีความหวังและความฝันยิ่งใหญ่แต่ต้องถูกทำลายลงด้วยเหตุผลบางอย่าง โดยมีผู้เขียนคือ Jetta Carleton 

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 1962 มันวางเคียงข้างตีคู่มากับหนังสืออย่าง Raise High the Roof Beam, Carpenters ของ เจ.ดี. ซาลิงเกอร์ และ The Centaur ของ จอห์น อัพไดค์ และได้รับคำยกย่องจากนักวิจารณ์ในระดับที่บอกว่านี่คือหนังสือเล่มที่จะทำให้คุณดีใจที่ตัวเองอ่านหนังสือเป็น

อย่างไรก็ตาม The Moonflower Vine กลับมีชีวิตที่แสนสั้น แม้ผู้คนจะตื่นเต้นกับหนังสือเล่มนี้เป็นอันมากในระยะแรก แต่ไม่นานนักก็หายลับไปในท่ามกลางหนังสือขายดีอื่นๆ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เสียชีวิตไปในปี 1999 เธอเขียนนวนิยายเล่มนี้เพียงเล่มเดียว มันจึงเป็นเหมือนหนังสือ One Time Wonder หรือหนังสือแสนอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นวูบเดียวแล้วหายลับไป แต่ แบรด บิเกโลว์​ ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น!

การเดินทางของหนังสือแต่ละเล่มเป็นเรื่องแปลกประหลาด มีหนังสือดีมากมายที่หายลับ และมีหนังสือธรรมดาๆ อีกมากเล่มที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยผู้พิมพ์ก็ ‘รู้’ เหมือนๆ กับที่นักวิจารณ์รู้นั่นแหละ ว่าสิ่งที่ตนตีพิมพ์ซ้ำๆ นั้นไม่ใช่ ‘ของดี’ สักเท่าไหร่

The Moonflower Vine ก็เช่นกันเมื่อแบรด ‘รู้’ ว่าตัวเอง ‘ไม่รู้จัก’ หนังสือเล่มนี้ เขาขวนขวายหามาอ่าน แน่นอน ไม่ได้หาได้ง่ายดายนัก แต่เมื่อได้อ่านแล้ว เขาคิดว่านี่เป็นหนังสือที่มีคุณค่า แต่คำถามคือทำอย่างไรเล่า ผู้คนถึงจะกลับมา ‘เห็น’ หนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ‘ค้นพบ’ หนังสือเล่มนี้ได้อีกครั้ง

เขาไม่ได้เป็นผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ไม่ได้เป็นนักเขียน ไม่ได้เป็นนักวิจารณ์ เขาไม่มีอำนาจอะไรอยู่ในมือเลย, ยกเว้นอินเทอร์เน็ตสิ่งที่แบรดทำก็คือการสถาปนาตัวเองเป็น ‘ผู้พิทักษ์หนังสือที่สาบสูญ’ เขาเริ่มเขียนบล็อกชื่อ Neglected Books และเขียนถึงหนังสือที่ผู้คนลืมเลือนไป จนถึงปัจจุบันเขาเขียนถึงหนังสือเหล่านี้ไปแล้วกว่าพันเล่ม ซึ่งต้องถือว่าน่าทึ่งทีเดียวสำหรับคนที่ทำงานนี้เป็นงานอดิเรก แต่หากเทียบกับหนังสือที่ถูกลืมในแต่ละปีที่มีหลายพันเล่มแล้วต้องถือว่ายังไม่มากนักแบรดบอกเราด้วยประโยคที่น่าประทับใจยิ่งว่า  นี่คือ ‘ก้าวเล็กๆ เพื่อต่อต้านเอนโทรปี’

เอนโทรปีคือศัพท์ทางเทอร์โมไดนามิกส์ที่เอาไว้อธิบายว่า สรรพสิ่งในจักรวาลจะ ‘วุ่นวาย’ มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับหนังสือที่วางตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมมีหลายเล่มที่กระจัดพลัดพรายไปในกาลเวลา แต่แบรดจะพยายาม ‘สู้’ กับเอนโทรปี ซึ่งเท่ากับการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

แต่เขาก็ทำ!

โชคดีที่มีนักเก็บบันทึก (Archivist) อีกคนหนึ่งเห็นบล็อกของแบรด เขาเลยอีเมลไปหาบรรณาธิการที่ Chicago Review Press นั่นทำให้บรรณาธิการสนใจหนังสือเล่มนี้ และติดต่อกลับไปหาลูกหลานของผู้เขียน เพื่อขอลิขสิทธิ์มาตีพิมพ์อีกครั้ง

นั่นเองที่ทำให้ The Moonflower Vine ได้เกิดใหม่! ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สำนักพิมพ์มากมายในอเมริกาเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่ แบรด บิเกโลว์ กำลังทำอยู่มากขึ้น เพราะในโลกนี้มีหนังสือที่ถูกฝังอยู่ใน ‘สุสานหนังสือ’ มากมายไม่รู้จักกี่หมื่นกี่แสนเล่ม และจำนวนมากก็คือหนังสือที่ควรค่าแก่การถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพด้วย เพราะฉะนั้นจึงน่าดีใจที่มีการรื้อฟื้นหนังสือเหล่านี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้รื้อฟื้นหนังสือเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ โดยจัดทำเป็นซีรีส์ เรียกว่าฟีนิกซ์ (เหมือนชื่อของนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้) หรือสำนักพิมพ์ Melville House ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์อิสระ

ในนิวยอร์ก ก็จัดทำเป็นซีรีส์ชื่อ NeverSink คล้ายกับสำนักพิมพ์เป็นเสมือนแพช่วยชีวิตที่คอยกอบกู้นักเขียนและหนังสือที่ตกลงไปในแม่น้ำแห่งการลืมเลือนตลอดกาล อะไรทำนองนั้น

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ แบรด บิเกโลว์ ได้ ‘ช่วยชีวิต’ เอาไว้ และเป็นเล่มโปรดของเขาก็คือ Gentleman Overboard ซึ่งเป็นนวนิยายขนาดสั้นที่เขียนขึ้นในปี 1937 โดย Herbert Clyde Lewis ซึ่งเป็นลูกชายของผู้อพยพชาวรัสเซีย

เขาโตในนิวยอร์ก กลายเป็นนักหนังสือพิมพ์ และที่สุดก็เป็นนักเขียนบทอยู่ที่ฮอลลีวูด หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องของผู้โดยสารในเรือที่ลื่นล้มตกสะพานเรือ มันจึงเป็นหนังสือที่เป็นเหมือน ‘สัญลักษณ์’ ในการกระทำของบิเกโลว์ที่ช่วยเหลือหนังสือเล่มต่างๆ ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ดี มีการวิเคราะห์จากมุมอื่นๆ ที่น่าสนใจด้วยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ว่านี้ อาทิเช่น การที่หนังสือเหล่านี้ ‘ถูกลืม’ ไป โดยเฉพาะในทศวรรษหกศูนย์ถึงเก้าศูนย์นั้น แสดงให้เราเห็นว่า – หนังสือ, ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และความบันเทิง ได้ถูกสื่ออื่นๆ แย่งชิงความสนใจไป หากเป็นยุคก่อน สิ่งที่แย่งชิงพื้นที่ของหนังสือไปก็คือโทรทัศน์ แต่หากเป็นยุคนี้ เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวการก็คืออินเทอร์เน็ต

แต่กระนั้น อินเทอร์เน็ตก็มีบทบาทย้อนแย้งในตัวด้วย เพราะหากปราศจากอินเทอร์เน็ต แบรดก็คงไม่ได้เขียนบล็อก และกว่าความคิดของเขาจะเดินทางไปหาบรรณาธิการได้ก็คงต้องใช้เวลานานกว่านี้ ดังนั้น The Moonflower Vine จึงอาจหายสาบสูญไปตลอดกาลก็เป็นได้

คำถามที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นก็คือ ในท่ามกลางกระแสการผลิตหนังสือของทุกวันนี้ เราจะเห็นว่ามีหนังสือล้นท่วมขนาดที่ ‘อ่านไม่ทัน’ มากมายนั่นส่งผลทำให้มีหนังสืออีกมากเล่มที่ตกขอบเวทีความสนใจ ไม่อยู่ในแสงสปอตไลท์

และกลายเป็นหนังสือที่หายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่หลายเล่มเป็นหนังสือดี แต่เมื่อไม่มีใครสนใจ มันก็ได้แต่อำลาเวทีไปเงียบๆ

หนังสือเหล่านี้กำลังทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ ไม่ใช่เฉพาะในสังคมนักอ่านอย่างสังคมตะวันตก แต่เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยเช่นกันเรื่องราวการสาบสูญของหนังสือดีและการกอบกู้ชีวิตของมันเอาไว้จึงบอกอะไรๆ แก่เราหลายต่อหลายแง่มุมบางแง่มุมอาจชวนให้ยิ้ม แต่ในหลายบางแง่มุมก็ไม่เป็นอย่างนั้น…

Written By

หนังสือกับคน

Life

หนังสือเล่มละบาท

Life

สัมภาษณ์จ่าพิชิต ถก ‘กระปู๋แมน’ หนังสือใหม่ จาก ‘ภาพรูทวาร’ ถึงเป้าปฏิรูปเพศศึกษาไทย

Interview

สัมภาษณ์ ‘ยูวาล ฮารารี’ ความท้าทายของมนุษย์ ผ่านหนังสือปรากฏการณ์ระดับโลก Sapiens

Interview

Advertisement
Connect
Newsletter Signup